Mag-log inวันที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ แม่ส่งรูปแผนผังบ้านลงในกลุ่มครอบครัว บ้านแบบสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ข้างห้องนอนแต่ละห้องต่างระบุชื่อเอาไว้ชัดเจน ห้องนอนใหญ่เป็นของพ่อแม่ ห้องนอนรองเป็นของพี่ชาย ส่วนห้องฝั่งทิศใต้ที่แสงแดดส่องถึงดีที่สุด เขียนเอาไว้ว่า “ห้องของซูซู” เมื่อหลายปีก่อน พ่อของเถาซูจมน้ำเสียชีวิตเพราะกระโดดลงไปช่วยฉันที่ตกน้ำ หลังจากเธอกลายเป็นเด็กกำพร้า ครอบครัวเราก็รับเธอมาเลี้ยงดูประดุจลูกสาวแท้ๆ นานถึงสิบปี ฉันซูมรูปเข้าซูมรูปออก พลิกดูอยู่สองรอบ ก็ยังหาชื่อตัวเองไม่เจอ พอฉันถามแม่ แม่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ “ลูกเคยบอกว่าจะสอบเรียนต่อป. โทต่างเมืองไม่ใช่เหรอ? ถ้าสอบติดก็ต้องย้ายออกไปอยู่ดี ปล่อยห้องทิ้งไว้เปล่าๆ มันเสียของออกจะตาย” “แต่ซูซูไม่เหมือนกัน พ่อของเธอจากไปก็เพื่อบ้านเรา เธอไม่มีครอบครัวที่ไหนบนโลกใบนี้อีกแล้ว ห้องนอนใหญ่ห้องนี้จำเป็นต้องเก็บไว้ให้เธอ” พี่ชายของฉันกำลังช่วยเถาซูเลือกผ้าม่านอยู่พอดี ลายดอกไม้เล็กๆ สีชมพู แบบที่เธอชอบ ส่วนเผยหลิน แฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกับฉันมาสามปี ก็กำลังยกชั้นหนังสือที่เพิ่งประกอบเสร็จเข้าไปในห้องของเธอ พลางกระซิบถามเสียงนุ่มว่าอยากให้เพิ่มชั้นวางฟิกเกอร์อีกสักชั้นไหม ฉันนั่งอยู่บนกล่องกระดาษในห้องนั่งเล่น ทอดสายตามองทุกคนที่กำลังเดินกันให้วุ่น ที่แท้พวกเขาไม่ได้ลืมฉันหรอก แต่จิตใต้สำนึกของพวกเขารู้สึกว่า เพื่อตอบแทนบุญคุณก้อนนั้น ฉันก็สมควรต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของฉันให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งแฟนของฉัน ก็ยังกลายเป็นแค่ของแนบท้ายที่เอาไว้ใช้ชดเชยให้เธอ ในเมื่อแผนผังบ้านใบนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะยกทุกอย่างให้พวกเขาไปให้หมดสิ้น ฉันก้มหน้ากดมือถือ เซ็นข้อตกลงรักษาความลับเพื่อมุ่งหน้าไปยังฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าห้ามกลับบ้านเป็นเวลาห้าปี ครั้งนี้ ฉันจะไปจริงๆ แล้ว และจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก
view moreแม่รู้ข่าวมาจากเถาซูตอนที่โทรศัพท์โทรเข้ามา น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เหมือนแม่ในความทรงจำของเธอเลย“เสี่ยวเนี่ยน… แม่ไปรับลูกนะ ลูกอยู่ไหน… บอกแม่ทีว่าลูกอยู่ที่ไหน”“แม่ ไม่ต้องมารับหรอก” กู้เนี่ยนพิงอยู่ริมหน้าต่างโรงแรม นอกหน้าต่างคือแสงไฟสว่างไสวทั่วทั้งเมือง“พรุ่งนี้หนูจะไปหาพวกแม่เอง”วางสายแล้ว เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างทั้งคืน ไม่ใช่ว่าเสียใจ แล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้น แค่กำลังคิดว่า… ควรจะทำหน้ายังไงตอนเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไปดีวันต่อมา เธอใส่เสื้อโค้ตกันลมสีฟ้าซื้อมาจากร้านค้าเล็กๆ แห่งเดียวที่อยู่ข้างค่ายฐานปฏิบัติการ สีฟ้า สีที่เธอชอบมาโดยตลอดพอเดินไปถึงหน้าบ้าน ประตูเหล็กดัดก็เปิดทิ้งไว้อยู่แม่ยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า ผอมลงไปสิบกว่ากิโลเห็นจะได้ ผมหงอกขาวไปกว่าครึ่ง ผ้ากันเปื้อนผูกอยู่ที่เอว บนมือยังมีแป้งทำอาหารติดอยู่เลยในครัวด้านหลังมีกลิ่นพริกกับน้ำมันต้นหอมลอยโชยออกมาเป็นบะหมี่ซุปร้อนๆวินาทีที่กู้เนี่ยนก้าวเท้าข้ามประตูเข้าไป ขาของแม่ก็อ่อนยวบแม่ทรุดเข่าลงกระแทกกับพื้นกระเบื้อง ส่งเสียงดังตุ้บ“เสี่ยวเนี่ยน แม่ขอโทษลูกนะ”พ่อเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นเธอเห็นว่
ปีที่ห้าโปรเจกต์ของฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือผ่านการประเมินปิดโครงการล่วงหน้าถึงหนึ่งปีครึ่งกู้เนี่ยนยืนอยู่หน้าประตูฐานปฏิบัติการ ในมือหิ้วกระเป๋าเป้ใบเดิมกับตอนที่มา ห้าปีก่อนข้างในมีแค่เสื้อผ้าเปลี่ยนกับบัตรประชาชน ห้าปีต่อมามีแล็ปท็อปเพิ่มมาหนึ่งเครื่องกับใบประกาศเกียรติคุณอีกสามใบรุ่นพี่ซ่งจอดรถเทียบข้างๆ แล้วลดกระจกลง“คิดดีแล้วเหรอ จะไม่ต่อสัญญาแล้วจริงๆ ใช่ไหม”“คิดดีแล้วค่ะ สมควรกลับไปดูสักหน่อยแล้ว”“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่สนามบิน”รถแล่นไปตามทางหลวงตัดผ่านทะเลทรายโกบีนานถึงสองชั่วโมง สองข้างทางคือทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาและเทือกเขาที่อยู่ไกลลิบๆรุ่นพี่ซ่งพูดเจื้อยแจ้วมาตลอดทาง บ่นว่าคุณป้าที่โรงอาหารต้องคิดถึงเธอแน่ๆ บ่นว่าต้นกระบองเพชรที่เธอเลี้ยงไว้ในห้องแล็บต้องระวังอย่าให้เหล่าหลิวรดน้ำจนตาย และบ่นว่าพอเธอไปแล้วใครจะมาคอยดูแลอัลกอริทึมหลักให้พูดไปพูดมาจู่ๆ เขาก็เงียบไปผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้“กู้เนี่ยน ต่อจากนี้… เธอวางแผนจะทำยังไงต่อไป”“กลับไปจัดการเรื่องที่ควรจัดการให้เสร็จก่อนค่ะ จากนั้นฉันก็อยากจะ
วันที่ไม่มีกู้เนี่ยนอยู่ มันเหมือนกับมีดทื่อๆ ที่ค่อยๆ เฉือนลงกลางใจทีละวันๆเดือนแรก แม่ยังคงโทรศัพท์ตามหาคนไปทั่วเดือนที่สาม แม่เลิกโทรแล้ว เพราะไม่มีช่องทางไหนเลยที่จะติดต่อกับฐานปฏิบัติการแห่งนั้นได้เดือนที่หก แม่เริ่มนอนไม่หลับหมอบอกว่าเป็นอาการนอนไม่หลับจากระบบประสาทที่เกิดจากความเครียดวิตกกังวล เลยสั่งยานอนหลับมาให้แม่กินยาวันละเม็ด นอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานอยู่บนเตียง บางครั้งก็ลุกพรวดขึ้นมา เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องเก็บของพักใหญ่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา แม่ไม่ยอมให้ใครปิดมันเด็ดขาดราวกับว่าขอแค่เปิดประตูทิ้งไว้ ลูกสาวก็อาจจะกลับมาได้ทุกเมื่อพ่อดูแก่ลงไปมาก ผมหงอกขาวไปกว่าครึ่ง แถมแผ่นหลังยังค่อมงุ้มลง พ่อกลายเป็นคนพูดน้อย แต่มีอยู่วันหนึ่งตอนที่กำลังกินข้าว จู่ๆ พ่อก็วางตะเกียบลงแล้วพูดขึ้นมา “พ่อไปรื้อดูรูปถ่ายของเสี่ยวเนี่ยนตั้งแต่เด็กจนโต ตั้งแต่ปีที่ซูซูย้ายเข้ามา ในรูปถ่ายครอบครัวก็หาลูกคนนี้ไม่เจออีกเลย”“ลูกยังอยู่ตรงนั้นมาตลอด เพียงแต่เลนส์กล้องไม่เคยโฟกัสไปที่ลูกเลยต่างหาก”แม่ไม่ได้พูดอะไรตอบ น้ำตาร่วงแหมะหยดลงไปในชามข้าวพี่ชายลาออกจากงาน ไห
วันที่กู้เนี่ยนเดินทางมาถึงฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือ พายุทรายพัดแรงจนลืมตาแทบไม่ขึ้นคนที่มารับเธอคือรุ่นพี่ในทีมวิจัย แซ่ซ่ง เขาสวมแว่นตากรอบดำที่ถูกลมพัดจนเบี้ยว“กู้เนี่ยนใช่ไหม? อาจารย์ที่ปรึกษาเธอบ่นถึงเธอทุกวันเลยนะ บอกว่าความสามารถด้านการสร้างโมเดลข้อมูลของเธอเก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยสอนมาเลย”“ขี้โม้แล้วค่ะ” เธอหิ้วกระเป๋าเป้กระโดดลงจากรถ เม็ดทรายปลิวมาปะทะใบหน้าจนเจ็บแปลบ“ที่นี่ความเป็นอยู่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เธอต้องเผื่อใจไว้หน่อยนะ…”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”เธอปรายตามองกลุ่มอาคารสีเทาทรงเตี้ยที่อยู่ไกลออกไป และสายลมที่พัดกระหน่ำอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าอย่างไม่มีวันจบสิ้นใหญ่กว่าห้องเก็บของตั้งเยอะ มีหน้าต่าง มีท้องฟ้าแค่นี้ก็พอแล้วมือถือถูกส่งมอบให้ส่วนกลางตอนที่ไปรายงานตัว ก่อนจะปิดเครื่อง เธอปรายตามองหน้าจอเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ ไม่มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านในวินาทีนั้นบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกผิดหวังหรือโล่งใจกันแน่บางทีอาจจะทั้งสองอย่างชีวิตในฐานปฏิบัติการนั้นราบเรียบและน่าเบื่อราวกับไม้บรรทัดตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า เจ็ดโมงครึ่งกินมื้อเช้าที่โรงอา





