พริริมาเดินเกาะแขนเขาไม่ปล่อย พลางหันหลังกลับไปส่งยิ้มเย้ยหยัน ให้กับเหล่าคู่แข่งของเธออย่างผู้มีชัย ก่อนจะหันกลับมาฉีกยิ้มกว้างให้กับ ‘พี่ตรีของเธอ’ แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำที่ดูเหมือนเด็กหวงของเล่นของเธอนั้น ได้เริ่มสร้างความอึดอัดใจเล็ก ๆ ในใจของ
ตรีวิทย์มากขึ้นทุกวัน และชัยชนะเล็ก ๆ ที่สนามบาสในวันนั้น กลายเป็นใบเบิกทางให้พริริมาเริ่มปฏิบัติการ ‘กันท่า’ อย่างเต็มรูปแบบ
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่มีใครก็ตามโดยเฉพาะเพศตรงข้าม เข้ามาใกล้ชิดหรือพูดคุยกับตรีวิทย์เกินกว่าที่เธอจะรับได้ ‘เรดาร์’ ส่วนตัวของพริริมาก็จะทำงานในทันที
แรกเริ่มเดิมที ตรีวิทย์มองว่ามันเป็นพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจตามประสาเด็กที่กำลังโต เขาพยายามทำความเข้าใจและอดทน แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความอดทนของเขาก็เริ่มลดน้อยถอยลง ความรู้สึกเอ็นดูถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
“ขอบใจมากนะตรีที่ช่วยติววิชาคณิตให้” พลอยยิ้มอย่างใจดี ก่อนจะยื่นกล่องของขวัญเล็ก ๆ ที่ห่ออย่างสวยงามให้เขา
“นี่ของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเรา เป็นน้ำใจตอบแทนน่ะ”
“ขอบใจนะพลอย อันที่จริงไม่ต้องให้อะไรเราก็ได้ เราเต็มใจช่วย” ตรีวิทย์ขอบคุณแต่ก็รับมาด้วยรอยยิ้ม
ทว่าบทสนทนาที่แสนอบอุ่นนั้นกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระแอมไอดัง ๆ ที่มาจากด้านหลัง พริริมาซึ่งเลิกเรียนก่อนและมายืนรอเขากลับบ้านได้พักใหญ่แล้ว ยืนกอดอกมองมาที่ทั้งสองด้วยสายตาที่เย็นชาและแข็งกร้าว ริมฝีปากบางเหยียดออกเป็นเส้นตรง บ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรง
“แหม... ตั้งใจห่อขนาดนั้น คงไม่เล็กน้อยแล้วมั่ง” เธอพูดลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงที่จิกกัด จนคนฟังรู้สึกได้ถึงความประชดประชัน
บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที พลอยมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ด้วยความงุนงง ส่วนตรีวิทย์นั้นรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เขาไม่เคยอับอายและผิดหวังในตัวน้องสาวบุญธรรมเท่านี้มาก่อน
“น้องแพง!” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเข้ม พยายามปราม
“พี่ตรีคะ กลับบ้านกันได้แล้วค่ะ อย่าให้คนอื่นมารบกวนเวลาส่วนตัว ‘ของเรา’”
เธอเน้นคำว่า ‘ของเรา’ อย่างชัดเจน ก่อนจะเดินเข้ามาคว้าแขนเขาแล้วลากให้เดินออกมาทันที โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าพี่พลอยที่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
ความรู้สึกหมั่นไส้ตีตื้นขึ้นมาในอกของพลอยทันที นึกว่าจะเป็นเด็กน่ารัก สมกับเป็นเด็กเปรตที่เขาร่ำลือกันเอาไว้จริง ๆ คอยเป็นหมาหวงก้างกันท่าผู้หญิงทุกคน
ตลอดทางกลับบ้าน ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้น ระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมอยู่ภายในรถ ตรีวิทย์นั่งนิ่ง ใบหน้า
คมคายเรียบตึงจนน่ากลัว ส่วนพริริมาก็ยังคงเชิดหน้ากอดอก ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดแม้แต่น้อย
คืนนั้น หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ตรีวิทย์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“น้องแพง พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”
เขานั่งลงบนโซฟาตัวยาวในห้องรับแขก พยักพเยิดหน้าให้เธอนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงที่จริงจังของเขา ทำให้พริริมาใจคอไม่ดีนัก แต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
“มีอะไรเหรอคะพี่ตรี” เธอถามเสียงอ่อย พยายามทำหน้าตาให้ดูไร้เดียงสาที่สุด
ตรีวิทย์ถอนหายใจยาว เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า พยายามค้นหาเด็กหญิงที่น่ารักน่าเอ็นดูคนเดิม
“พี่รู้ว่าแพงเป็นห่วงพี่... และพี่ก็ขอบคุณในความหวังดีของแพง” เขาเริ่มต้นอย่างนุ่มนวล “แต่การกระทำของแพงในวันนี้... และอีกหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา มันทำให้พี่อึดอัดใจมากนะ”
หัวใจของพริริมากระตุกวูบ เธอก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาเขาเท่าไร
“พลอยเขาเป็นเพื่อนพี่ การที่แพงไปแสดงกิริยาแบบนั้นใส่เขา มันเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งตัวพี่และตัวเขาเอง”
“ก็แพงไม่ชอบนี่คะ... แพงไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับตรี” เธอเถียงเสียงแผ่ว น้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมา
“เราเป็นพี่น้องกันนะแพง” ตรีวิทย์เน้นคำว่าพี่น้องอย่างชัดเจน
“พี่รักและเอ็นดูเราเหมือนน้องสาวแท้ ๆ แต่บางครั้งพี่รู้สึกว่าแพงกำลัง ล้ำเส้น ความเป็นพี่น้องของเรา”
คำว่า ‘ล้ำเส้น’ กรีดลึกลงไปในหัวใจของพริริมา มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกดุด่าเสียอีก
“ชีวิตของพี่ก็มีเพื่อน มีสังคมของพี่ พี่อยากให้เรา ควรให้เกียรติกันมากกว่านี้ ให้เกียรติเพื่อนของพี่ และที่สำคัญที่สุด... ให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัวของพี่ด้วย”
“พี่ตรีรำคาญแพงแล้วใช่ไหม!” ในที่สุดกำแพงที่กลั้นไว้ก็พังทลายลงมาหยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงกระโปรงนักเรียน
“...พี่ตรีไม่รักแพงแล้วใช่ไหม ถึงได้พูดแบบนี้”
“มันไม่เกี่ยวกับว่ารักหรือไม่รัก แต่มันเกี่ยวกับการให้เกียรติและความสบายใจ” เขายืนยันด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง แม้จะรู้สึกสงสารจับใจ
“ถ้าแพงยังเห็นพี่เป็นพี่ชาย ต้องให้เกียรติพี่มากกว่านี้... ในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง”
คำว่า ‘พี่ชาย’ถูกตอกย้ำลงมาอีกครั้ง เพื่อเน้นย้ำสถานะ
พริริมาส่ายหน้าไปมาอย่างรับไม่ได้ เธอรู้ดีว่าเถียงไปอย่างไร คงไม่ชนะ เธอจึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่เด็ก ๆ มักจะทำเมื่อจนมุม...