“ฮือ ๆ พี่ตรีใจร้าย แพงเกลียดพี่ตรีที่สุด!”
เด็กสาวลุกขึ้นวิ่งหนีกลับห้องนอนของตัวเองไปทันที ทิ้งให้ตรีวิทย์นั่งถอนหายใจอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง เขารู้สึกหนักใจอย่างที่ไม่เคยเป็น
มาก่อน
ร่างป้อมวิ่งผ่านพีระผู้เป็นพ่อที่เพิ่งกลับมาถึง ท่านเห็นลูกสาวร้องไห้ก็ร้องถามว่าเป็นอะไร แต่เด็กหญิงก็ไม่ตอบ พอมองเข้าไปในห้องรับแขกก็เห็นร่างสูงของตรีวิทย์นั่งอยู่ จึงเข้าใจเหตุการณ์ได้โดยที่ไม่ต้องเอ่ยถาม
พีระเดินเข้ามาในห้องรับแขก ทอดสายตามองเด็กหนุ่มที่เขารักและเอ็นดูไม่ต่างจากลูกในไส้ แผ่นหลังกว้างยังคงนั่งนิ่งอยู่โซฟา แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งและเหนื่อยล้ามากจนเขาสัมผัสได้
ชายสูงวัยทรุดกายนั่งลงช้าง ๆ ตรีวิทย์ ไม่ได้เอ่ยถามถึงเรื่องที่ลูกสาวตัวดีไปก่อมา แต่เลือกที่จะเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียดนั้นด้วยคำถามอื่น
“คิดไว้หรือยัง ว่าจบ ม.หกแล้จะเรียนอะไรต่อ?” น้ำเสียงของพีระนุ่มนวลและเปี่ยมด้วยความเมตา
คำถามนั้นทำให้ตรีวิทย์หลุดออกจากภวังค์ เขาหันมาสบตาผู้มีพระคุณ ดวงตาของเขาฉายความมุ่งมั่นขึ้นมาแทนที่ความขุ่นมัวเมื่อครู่
เขาตอบกลับผู้ชุบเลี้ยงทันทีว่า “ผมอยากเรียนหมอครับ”
“ผมอยากช่วยเหลือคนอื่น เหมือนที่คุณลุงทำครับ”
รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพีระ ฝ่ามือหนาตบลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเบา ๆ สองสามครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเด็กหนุ่ม ที่เขาเลี้ยงดูมากับมือ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะเจือไปด้วยความรู้สึกผิด
“เรื่องของยัยแพง... ลุงขอโทษด้วยนะที่ทำให้เราต้องลำบากใจ”
ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มรับ เขารู้ดีว่าผู้เป็นพ่อคงหนักใจไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะรู้ว่าต่อให้พูดอะไรออกไป ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา บางครั้งการเงียบ อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องราวที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย เขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ความภาคภูมิใจในตัวตรีวิทย์ของพีระนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะในวันต่อมา เรื่องราววุ่นวายครั้งใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ความอับอายและความขุ่นเคือง ที่ถูกพริริมาแสดงกิริยาไร้มารยาทใส่เมื่อวันก่อน ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจของพลอย เธอสืบจนรู้ว่าพริริมาเรียนอยู่ห้องไหน และตั้งใจไปดักรอที่หน้าห้องน้ำหญิงในช่วงพักกลางวัน พร้อมกับเพื่อนในกลุ่มอีกสองสามคน
ทันทีที่ร่างท้วมของพริริมาเดินออกมาจากห้องน้ำ พลอยก็ปรี่เข้าไปขวางทางทันที
“มีอะไรหรือเปล่า” พริริมาถามเสียงห้วน พลางกอดอกมองอย่างหาเรื่องกลับ
“ฉันก็แค่อยากจะมาเตือนสติน่ะ” พลอยเหยียดยิ้ม “หัดทำตัวให้มันเป็นเด็กที่รู้จักโตบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นหมาหวงก้าง คอยตามราวีพี่ชายตัวเองไปทั่วแบบนี้”
“มันเรื่องของฉัน!”
“เหรอ? แต่ฉันว่าตรีเขาอึดอัดจะตายอยู่แล้วนะ!” พลอยสวนกลับเสียงดัง
“ที่เขาต้องทนทำดีกับเธอก็เพราะเกรงใจพ่อเธอหรอก อย่าสำคัญตัวไปหน่อยเลย!”
เพื่อนคนหนึ่งของพลอยหัวเราะเยาะออกมา
“ดูสารรูปตัวเองบ้างเถอะ ทั้งอ้วนทั้งนิสัยเสียแบบนี้ ใครเขาจะไปเอา”
“ใช่ ยัยอึ่งอ่างไชโย!”
คำพูดนั้นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของพริริมาขาดสะบั้น เธอเหลือบไปเห็นถังน้ำที่แม่บ้านวางทิ้งไว้ใกล้ ๆ ด้วยแรงโทสะทั้งหมดที่มี เด็กสาวจึงคว้าถังน้ำนั้นขึ้นมาแล้วสาดใส่กลุ่มของพลอยจนเปียกมะลอกมะแลกไปทั้งตัว
ซ่า!
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ตรีวิทย์วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพอดี เขามาเพราะเพื่อนคนหนึ่งที่เดินผ่านมา แล้วเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งไปตามให้มาช่วยห้าม แต่ก็ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว
ภาพที่เขาเห็นคือพลอยและเพื่อน ๆ ที่ยืนตัวเปียกปอนด้วยความตกใจ ส่วนพริริมายืนหอบด้วยความเหนื่อย มืออวบยังกำถังน้ำไว้แน่น สายตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“น้องแพง! ทำอะไรลงไป!”
ตรีวิทย์ตวาดเสียงดังลั่นจนคนแถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว เขารีบเข้าไปดูอาการของพลอยด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องสาวบุญธรรมด้วยความผิดหวังอีกครั้ง
“ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้! ไม่เคยทิ้งนิสัยเดิมได้เลยใช่ไหม! ทำตัวก้าวร้าวแบบนี้ แล้วจะหวังให้ใครเขามารักได้ยังไง!”
ทุกถ้อยคำที่ต่อว่า เหมือนมีดที่กรีดลงมาในหัวใจดวงน้อย ของเด็กหญิงร่างท้วม นี่เป็นครั้งแรกที่ตรีวิทย์ต่อว่าเธอด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และสายตาที่เย็นชาขนาดนั้น
โลกทั้งใบของเธอเหมือนพังทลายลงตรงหน้า ผู้ชายที่เธอรักมากที่สุดมีแค่พ่อกับพี่ตรี มันผิดด้วยเหรอที่เธอจะหวง น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่เด็กสาวจะตัดสินใจวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้นทันที
ตรีวิทย์ได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นไป แล้วพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ
เย็นวันนั้น บรรยากาศในบ้านเงียบสงัดจนน่าอึดอัด พริริมากลับมาถึงบ้านก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมลงมากินข้าว แม้พีระจะกังวลใจจนต้องขึ้นไปเกลี้ยกล่อมที่หน้าประตูด้วยตัวเอง เธอก็ยังคงเงียบและไม่ยอมเปิดประตูออกมา
ตรีวิทย์มองภาพพ่อบุญธรรมที่เดินกลับลงมาด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มแล้วก็รู้สึกผิดจับใจ เขารู้ดีว่าตัวเองก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เรื่องราวบานปลาย
หลังจากทำใจอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็ตัดสินใจเดินขึ้นไปที่หน้าห้องของเธอ
‘ก๊อก ก๊อก’
“น้องแพง พี่เองนะ” เขากรอกเสียงผ่านประตูที่กั้นเอาไว้
“พี่ขอโทษนะที่พูดรุนแรงเกินไป เรื่องเมื่อตอนกลางวัน บอกพี่ได้ไหม... ว่าทำไมถึงเอาน้ำไปสาดเขา”
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงสะอื้นแผ่วเบาเล็ดลอดออกมา แล้วประตูห้องก็แง้มเปิดออก พริริมาในสภาพตาแดงก่ำโผเข้ามากอดเขา แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เธอเล่าเรื่องทั้งหมดที่ถูกพลอยและเพื่อน ๆ พูดจาดูถูกให้เขาฟัง
เมื่อได้รู้ความจริง ตรีวิทย์ก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เขากอดปลอบน้องสาวพร้อมกับลูบศีรษะเบา ๆ
“พี่เข้าใจว่าเราโกรธ... แต่การใช้กำลังมันไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้นะน้องแพง มันมีแต่จะทำให้เรื่องแย่ลง” เขาสั่งสอนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงมาก
“ต่อไปถ้ามีเรื่องแบบนี้อีก ให้มาบอกพี่นะ รู้ไหม?”
พริริมาพยักหน้ารับทั้งน้ำตา “แพงขอโทษค่ะพี่ตรี”
“ดีมาก... งั้นตอนนี้ลงไปทานข้าวกันนะ คุณลุงเป็นห่วงเรามากเลย”
เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย และยอมเดินลงไปทานข้าวแต่โดยดี บรรยากาศวันนั้นค่อยผ่อนคลายขึ้น
เหตุการณ์นี้ตรีวิทย์ไม่ได้ปล่อยผ่าน รุ่งขึ้นในวันต่อมา ตรีวิทย์ไปโรงเรียนแต่เช้าเพื่อดักรอพบพลอยตามลำพัง
“พลอย... เรื่องเมื่อวาน เรารู้ตั้งแต่แรกทั้งหมดแล้วนะ ที่เธอพูดกับน้องสาวเราในห้องน้ำ” ตรีวิทย์เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่เรียบขรึมและเย็นชาจนพลอยรู้สึกได้
“ฉันไม่คิดเลยว่าเพื่อนกันจะทำนิสัยแบบนี้” เขามองหน้าเธอด้วยสายตาที่ผิดหวัง “ต่อไปนี้เลิกยุ่งกับน้องแพงซะ”
“...” พลอยหน้าซีดเผือด อ้าปากพะงาบ ๆ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
“ถึงนิสัยน้องแพงจะเป็นยังไง แต่เธอก็เป็นน้องสาวของฉัน และฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายน้องฉันเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม”
พูดจบตรีวิทย์ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งให้พลอยยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกผิดและอับอาย เขาได้ขีดเส้นแบ่งความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาสองคนเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว....