تسجيل الدخولไอแดดยามสายทอแสงจับต้องขอบหน้าต่างห้องหนังสือ กองฎีกาและรายงานตรงหน้ายังคงทับถม ทว่าดวงตาจิ้งจอกค
ภายในรถม้าคันใหญ่ของจวนมู่อ๋องที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนสายหลักมุ่งหน้ากลับสู่จวนที่พัก บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเงียบสงบแสนหวาน ละอองแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาเป็นสายรำไรหลงมู่เฉินเอนกายพิงเบาะนุ่มพลางสอดลำแขนแกร่งโอบกอดร่างระหงของเฉินอวี้หลานเอาไว้แนบอก ฝ่ามือหนาคอยลูบไล้แผ่นหลังบางอย่างทะนุถนอม ราวกับต้องการปลอบประโลมความกังวลสุดท้ายให้เหือดหายไปจากใจของนางชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าเนียนใสที่พิงอยู่กับอกตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล “เป็นอย่างไรบ้าง... ตอนนี้สบายใจขึ้นบ้างแล้วใช่หรือไม่?”เฉินอวี้หลานขยับกายซุกเข้าหาไออุ่นจากแผงอกกว้างให้แน่นขึ้น พลางพยักหน้ารับน้อย ๆ ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข“เพคะ... สบายใจขึ้นมากแล้ว หม่อมฉันเกิดมาสองชาติภพ ผ่านเรื่องราวขมขื่นมามากมาย ยามนี้ หม่อมฉันถึงได้ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่มนุษย์เราต้องการแท้จริงแล้วไม่ได้มากมายใหญ่โตอันใดเลย ขอเพียงมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีข้าวอุ่น ๆ ให้กินอิ่มท้อง มีคนที่รักอยู่เคียงข้าง และมีความสุขสงบในทุก ๆ วันที่ตื่นลืมตาขึ้นม
เมื่อได้ฟังดังนั้น เฉินอวี้หลานก็ขยับยิ้มบางเบา ก่อนจะเอ่ยเสนอความคิดเห็นออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ในเมื่อทุกแคว้นล้วนตียาก และต่างมีตระกูลแม่ทัพเสาหลักคอยปกป้อง แล้วเหตุใดพวกเราไม่เปลี่ยนจากการทำสงคราม มาเป็นการจับมือร่วมกันเล่าเจ้าคะ?” เฉินอวี้หลานพูดต่อ “การลงนามเป็นพันธมิตรข้ามแคว้น ร่วมเปิดด่านทำการค้าขายรุ่งเรืองร่วมกัน มิต้องมีผู้ใดต้องสูญเสียคนในครอบครัว เลือดไม่ต้องหลั่งลงแผ่นดิน ดีกว่าต้องมากระหายสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด”เฉินสงหยวนได้ยินคำพูดของบุตรสาวก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มละมุน แววตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและเห็นด้วย ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำลึกซึ้ง“หลานเอ๋อร์... เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว คนทุกคนที่ก้าวเท้าเข้าสู่สมรภูมิ ล้วนมีบิดามารดา มีภรรยาและลูกน้อยรอคอยอยู่ที่บ้านทั้งสิ้น เหตุใดต้องเอาชีวิตอันมีค่ามาทิ้งขว้างในสงครามที่ไร้ประโยชน์ด้วยเล่า?”“แต่ทว่า... ฮ่องเต้ผู้ครองแว่นแคว้นแต่ละยุคสมัยล้วนแต่มีความทะเยอทะยาน อยากขยายแผ่นดิน เพื่อครอบครองใต้หล้า ทว่าค
ตกค่ำวันนั้น เฉินอวี้หลานก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับการติดต่อลับกับแคว้นต้าถังในอดีตชาติให้หลงมู่เฉินฟังจนหมดสิ้น หลังจากที่มู่อ๋องได้รับรู้ถึงลางหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น ก็มิได้นิ่งนอนใจ ตัดสินใจว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะไปหาเฉินสงหยวนที่จวนเฉินต้าเจียงจวิน เพื่อหาทางสืบทราบความจริงบรรยากาศภายในห้องหนังสือของแม่ทัพใหญ่เฉินอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของตำราพิชัยสงครามและแผนที่ของแคว้นต่าง ๆ ยามนี้ในห้องมีเพียงเฉินสงหยวน เฉินอี้เฟยหลงมู่เฉิน และเฉินอวี้หลานนั่งกันอยู่เฉินอวี้หลานลอบสบตากับสามีแวบหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณ ก่อนที่นางจะแสร้งทำเป็นรินชาให้บิดาและพี่ชายเพื่อเปิดบทสนทนาอย่างเรียบเรื่อย มิให้ดูมีพิรุธจนเกินไป“ท่านพ่อ พี่ชายใหญ่... ยามนี้สถานการณ์บ้านเมืองภายนอกและตามแนวชายแดนเป็นอย่างไรบ้างรึเจ้าคะ? ตามชายแดนมีปัญหาอันใดบ้างหรือไม่? หากเหล่าทหารต้องการสิ่งใด ข้าและท่านพี่จะได้จัดหาไว้ให้”เฉินอวี้หลานหยิบยกปัญหาของทหารชายแดนขึ้นมาสอบถาม ด้วยถ้าหากเกิดสงคราม ย่อมมีสิ่งที่ทางราชสำนักจำต้องเร่งจัดเตรียม ไม่ว่าจะเป็นเสบียงหรืออาวุธทั้งหลาย ดังนั้น
“หากไม่เห็นด้วย องค์หญิงแปดคงจะไม่ได้เสด็จมาที่นี่ง่ายดายถึงเพียงนี้” เหวินจือเวยบอก “เพราะนี่มิใช่ครั้งแรกที่นางมา ดังนั้น การที่องค์หญิงแปดเสด็จมาคลุกคลีอยู่ที่นี่บ่อยครั้งเช่นนี้ มีหรือที่ซูกุ้ยเฟยจะไม่ทราบ หากพระนางคิดจะห้ามปรามคงสั่งกักบริเวณองค์หญิงไปนานแล้ว การที่ทรงนิ่งเฉยย่อมแปลว่าทรงเปิดทางให้ดูเชิง”คำพูดของสหายทำให้เฉินอวี้หลานนิ่งเงียบไป นางครุ่นคิดตามสายตาพลางพยักหน้าเห็นด้วย ด้วยประสบการณ์ในชาติก่อนที่นางต้องลงสนามชิงอำนาจกับหลงมู่เฉิน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็นับว่านางได้บทเรียนกลับมาไม่น้อยเชียวล่ะ!“หากคิดตามที่เจ้าว่า... ในแง่ของอำนาจแล้ว พี่ชายของเจ้าสอบได้ถึงตำแหน่งจอหงวน ถือเป็นบัณฑิตชั้นสูงที่ฝ่าบาททรงยอมรับและยกย่องมิใช่พ่อค้าธรรมดาอีกต่อไป แถมยามนี้ฝ่าบาทยังทรงโปรดปรานเรื่องเครื่องทดน้ำนั่นอีก มิหนำซ้ำตระกูลเหวินของเจ้าก็นับว่าเป็นพ่อค้าร้านเครื่องเขียนอันดับหนึ่งของแคว้นร่ำรวยเงินทอง”“หากได้เกี่ยวดองกันจริง ๆ พี่ชายเจ้าย่อมกลายเป็นฐานอำนาจฝ่ายบุ๋นที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังให้มู่อ๋องในราชสำนัก เพราะยาม
หลังจากที่เห็นสวามีเข้าไปแทรกกายขวางคอเช่นนั้นแล้ว เหวินจือเวยจึงฉวยโอกาสนี้จูงมือพาเฉินอวี้หลานเดินไปที่เรือนไม้แยกใกล้ ๆ ซึ่งเป็นเรือนที่ทั้งสองคุ้นเคยเป็นอย่างดี ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเนื้อไม้ น้ำมันขัดเงา และเศษแร่ต่าง ๆบนโต๊ะทำงานตัวยาวเต็มไปด้วยเครื่องมือช่างขนาดเล็ก แผ่นกระดาษร่างแบบแปลนยุ่งเหยิง และวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกะทัดรัดชิ้นหนึ่งที่เหวินจือเวยกำลังหยิบจับประกอบชิ้นส่วนอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีเฉินอวี้หลานทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง คอยเฝ้ามองดูการทำงานอันแคล่วคล่องของสหายด้วยความสนใจ“เวยเวยกำลังทำสิ่งใดอยู่รึ?” เฉินอวี้หลานเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองวัตถุไม้เนื้อแข็งสลักลายงดงามในมือของสหาย “หน้าตาแปลกประหลาดยิ่งนัก”เหวินจือเวยไม่ได้วางมือจากอุปกรณ์ในมือ นางขยับหมุนสลักขนาดเล็กพลางระบายยิ้มภาคภูมิใจ “สิ่งนี้เรียกว่าชุดกล่องพกพาหมื่นลี้อย่างไรเล่า หลานหลาน”“เมื่อหลายวันก่อน ข้าได้ยินพวกบัณฑิตและนักเดินทางบ่นกันว่ายามที่ต้องออกเดินทางไปไหนมาไหน หากคิดจะเขียนบทกวียามที่กำลังชมธรรมชาติ ก็ต้องมานั่งฝนหมึก กว่าจะได้เขียนบทกวี อารมณ์ก็แตกกระเจิงหมดแล้ว”“ไม่เพียงเท่านี
“หว่านหว่าน!”หลงมู่เฉินตวาดเรียกน้องสาวอย่างดุดัน ทำให้หลงซือหว่านและเหวินโหย่วปินที่กำลังเพ่งสมาธิแน่วแน่อยู่กับชิ้นส่วนกลไกถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจหลงซือหว่านที่กำลังประคองแกนฟันเฟืองทองเหลืองชิ้นสำคัญพลันกระตุกวูบ ส่งผลให้กลไกค้ำยันที่ยังประกอบไม่เสร็จสมบูรณ์พังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา เสียงไม้ไผ่หักแกรกและเศษเฟืองหลุดกระจายเกลื่อนโต๊ะหินอ่อนในพริบตาเดียว“เสด็จพี่ห้า!” หลงซือหว่านหันขวับมามองตัวการด้วยตาเขียวปั๊ด นางลุกขึ้นยืนกอดอกพ่นลมหายใจออกทางจมูกฟืดฟาดแล้วโวยวายใส่พี่ชายร่วมอุทรทันควันอย่างไม่ไว้หน้า“ท่านจะส่งเสียงเรียกเสียงดังทำไม ดูเอาเถิด ตัวฟันเฟืองรับแรงดันน้ำกำลังจะเข้าที่อยู่แล้วเชียว! พอท่านตะโกน มือของข้าเลยพลั้งทำแกนเพลารับน้ำหนักหักสะบั้นไปด้วยเลย! สุดท้าย พวกข้าก็ต้องมาเริ่มใหม่ทั้งหมด ยุ่งไม่เข้าเรื่องเลย!”หลงมู่เฉิน “…”นี่เจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ชายอยู่หรือไม่? พูดฉอด ๆ ไม่เปิดโอกาสให้ข้าบ้างเลย!หลงซือหว่านสะบัดหน้าหนีเมินสายตาขุ่นเคืองของพี่ชายขี้หวงไป







