تسجيل الدخولชาติก่อน เฉินอวี้หลานทุ่มเททุกสิ่งแม้แต่จวินกงของบิดา เพื่อผลักดันหลงจื่อซวน องค์ชายรองให้ขึ้นสู่บัลลังก์มังกร วางแผนสู้รบตบมือกับหลงมู่เฉิน องค์ชายห้าผู้เป็นดั่งพยัคฆ์หมอบซ่อนคม ทว่าหลังครองราชย์ได้เพียงเจ็ดวัน สามีกลับทรยศ ยัดข้อหากบฏกวาดล้างตระกูลเฉินของนางจนสิ้นซากในงานแต่งงานของพี่ชายใหญ่! ความแค้นยังไม่ได้รับการชำระ สวรรค์ส่งนางกลับเข้ามาในร่างของเหวินจือเวย บุตรสาวพ่อค้าเจ้าของร้านเครื่องเขียน! จากคุณหนูจวนแม่ทัพกลายเป็นเพียงบุตรีพ่อค้า แล้วนางจะเอาสิ่งใดไปล้มองค์ชายชั่วนั่นกัน? นอกจากนี้ ดวงตาคู่ใหม่ของนางดันมองเห็นเส้นวาสนาด้ายแดง... ระหว่างเฉินอวี้หลานกับศัตรูตัวฉกาจอย่างหลงมู่เฉิน! ที่แท้... เนื้อคู่ฟ้าลิขิตของนางคือพยัคฆ์ร้ายตนนี้น่ะหรือ? อา... เข้าใจแล้ว ในเมื่อชาตินี้ ข้าอยู่ในร่างของเหวินจือเวย ข้าก็จะเป็นแม่สื่อ ผูกวาสนาให้ร่างเดิมของนางกับองค์ชายห้าได้ครองคู่กัน เพื่อยืมมือเขาแก้แค้น! ทว่า... เหตุใดเสือร้ายตัวนั้นถึงไม่ยอมไปหาคู่หมาย กลับเอาแต่ตามตื๊อตามรังควานนางไม่เลิกรากันเล่า! “โน่น! คู่วาสนาด้ายแดงของท่านอยู่ตรงโน้น ส่วนหม่อมฉันเป็นเพียงแม่สื่อเท่านั้นเพคะ องค์ชาย!”
عرض المزيد“กบฏ!? ท่านบอกว่าตระกูลเฉินของข้าก่อกบฏอย่างนั้นหรือ!?” เฉินอวี้หลาน หรือ เฉินฮองเฮาร้องถามเสียงสูงต่อหน้าฮ่องเต้จื่อซวน ผู้เป็นพระสวามีที่กำลังยืนกดสายตามองนางอยู่ตรงหน้า
ในขณะที่เฉินอวี้หลานประคองกอดร่างไร้วิญญาณของบิดา เฉินสงหยวน แม่ทัพใหญ่เฉินแห่งแคว้นต้าถังที่สละร่างกายเป็นโล่กำบัง ปกป้องนางจากห่าธนูที่ยิงเข้าใส่พวกนาง ข้าง ๆ นางนั้น ยังมีร่างของหวังจาวจวิน มารดาของนางที่แผ่นหลังเต็มไปด้วยลูกธนูไม่ต่างไปจากแผ่นหลังของบิดา
ฉากหลังของเฉินอวี้หลานคือจวนเจิ้นกั๋วกงแห่งตระกูลเฉินที่กำลังจัดงานแต่งงานให้กับเฉินอี้เฟย พี่ชายใหญ่สายตรงของนาง กับคู่หมั้นหมายอย่างเซี่ยหว่านอิ่ง บุตรสาวคนโตของราชครูเซี่ย
งานเลี้ยงมงคลที่ประดับตกแต่งด้วยผ้าแดงและโคมไฟสีแดงสดที่เคยห้อยระย้าประดับประดาไปทั่วทางเดิน บัดนี้ ทั่วทั้งจวนกลับถูกปักประดับไปด้วยห่าธนูจากเหล่าองครักษ์เสื้อแพรของฮ่องเต้จื่อซวน…
ฮ่องเต้จื่อซวน… หลงจื่อซวน อดีตองค์ชายรองที่ไม่เคยอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้เทียนฉี่ แต่เพราะนาง! บุตรสาวสายตรงเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่เฉิน!
บุตรสาวคนดีที่มาคุกเข่าขอร้องบิดา เพื่อให้ยินยอมยกความดีความชอบทางการทหารในการติดต่อและยึดครองแคว้นต้าหมิงอย่างลับ ๆ มาให้เขา ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไท่จื่อ! กลายเป็นฮ่องเต้จื่อซวนอย่างทุกวันนี้!
แต่พอมาวันนี้... วันที่เขาได้ครอบครองบัลลังก์มังกรทองสมใจ แต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาคู่แผ่นดินแล้ว หลังจากนั้นอีกเจ็ดวัน ซึ่งเป็นวันวิวาห์มงคลของพี่ชายที่ทุกคนในตระกูลต่างมาร่วมแสดงความยินดี
เขากลับสั่งกององครักษ์เสื้อแพรมาล้อมจวนเจิ้นกั๋วกง แล้วระดมยิงห่าธนูเข้าใส่ด้วยข้อหากบฏ! ฆ่าล้างบางทุกคนในตระกูลของนางจนหมดสิ้น!
ทุกคนที่มาร่วมงานล้วนแต่แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสวยงามหรูหรา มิใช่เสื้อเกราะชั้นดีอย่างในสนามรบ ห่าธนูเหล่านี้จึงได้ปลิดชีวิตพวกเขาไปได้อย่างง่ายดาย ไม่เว้นแม้แต่บิดาผู้ยิ่งใหญ่ของนาง แม่ทัพใหญ่เฉินแห่งแคว้นต้าถัง!
“ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเพราะตระกูลเฉินของข้า! เพราะท่านพ่อของข้ายอมยกความดีความชอบในการยึดแคว้นต้าหมิงให้ท่าน ท่านจึงได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้น่ะ!” เฉินอวี้หลานกรีดร้องขึ้นมา ท่ามกลางซากศพนับร้อยชีวิตของตระกูลเฉิน
อาภรณ์หรูของนางเลอะไปด้วยคราบเลือดของบิดาที่นางประคองกอดแน่น สองแก้มอาบไปด้วยหยาดน้ำตา แม้ว่านางจะรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งกายและใจ เพราะแม้ว่าบิดามารดาจะอุทิศร่างเป็นโล่กำบังให้แล้ว หากแต่ห่าธนูนั้นก็ยังปักลงบนไหล่บางของนางสองดอก
หากแต่ด้วยเลือดแม่ทัพแห่งตระกูลเฉินยังคงผลักดันให้นางเชิดหน้าสูง แค่นเสียงถามต่อสวามีที่ยืนเด่นอยู่ตรงหน้า ซึ่งรายล้อมไปด้วยกององครักษ์เสื้อแพรนับร้อย เกิดเป็นภาพกำแพงทะมึนอยู่เบื้องหลังของเขา
“ข้ามิได้ลืม…” ฮ่องเต้จื่อซวนตอบกลับด้วยเสียงเนิบนาบอย่างไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี พลางแบมือไปทางด้านหลัง โม่หราน คนสนิทวางด้ามดาบคมกริบลงบนมือของเขาอย่างรู้หน้าที่
ใบหน้าคมคายที่นางเคยมองว่าหล่อเหลาละมุนดุจหยกชั้นดีกลับยกยิ้มเหี้ยมเกรียม ลากฝ่าเท้ามาที่นางอย่างช้า ๆ “ข้ารู้ดีเชียวล่ะ... ว่าข้าได้บัลลังก์นี้มาเพราะมีสุนัขรับใช้หน้าโง่อย่างพวกเจ้าน่ะสิ”
ใบหน้าของเฉินอวี้หลานพลันซีดเผือด เมื่อได้ยินคำเปรียบเปรยถึงความรักเทิดทูนของนางที่มีต่อเขาว่านางและตระกูลเป็นเพียงสุนัขรับใช้เท่านั้น!
เงาร่างของฮ่องเต้จื่อซวนพาดทับร่างของนางไว้ เงื้อดาบคมขึ้นเหนือศีรษะ “แต่ตอนนี้ พวกเจ้าหมดประโยชน์แล้วล่ะ!”
จบคำ ดาบนั้นก็ถูกฟาดฟันลงมาอย่างเต็มแรง!
เฉินอวี้หลานเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่คิดที่จะปริปากกรีดร้องออกมา แม้ว่าคมดาบเฉือนจะเข้าที่หัวไหล่ลึกไปจนถึงกลางแผ่นหลัง ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสประดุจถูกไฟลามเลียแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ
ร่างบางกระตุกวูบและล้มฮวบลงไปกองกับพื้นหินกลางลานที่ชุ่มด้วยเลือด ลมหายใจของนางค่อย ๆ ขาดห้วง สติเริ่มเลือนรางราวกับเปลวไฟที่จวนเจียนจะมอดดับ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! คงจะไม่คิดเลยสินะว่าจะมีวันนี้ เฉินอวี้หลาน!” ฮ่องเต้จื่อซวนหัวเราะในลำคออย่างสะใจ แล้วก้าวเข้าไปประชิดร่างที่กำลังหายใจรวยรินของนาง พลางเงื้อดาบขึ้นอีกครั้งหมายจะปลิดชีพนางให้สิ้นซากในดาบเดียว “ขอบใจนะ ที่ยอมเป็นแท่นหินให้ข้ากับ… อุ๊ก!!”
ฉึก!
เสียงเหล็กกล้าเยียบเย็นแหวกผ่านอากาศและเนื้อหนังดังก้องในโสตประสาทที่พร่ามัวของเฉินอวี้หลาน ปลายดาบคมปลาบเล่มหนึ่งแทงทะลุหน้าอกของฮ่องเต้จื่อซวนออกมาจากทางด้านหลัง
ร่างสูงของฮ่องเต้จื่อซวนชะงักกึก ดวงตาที่เคยมั่นใจกลับเบิกโพลงด้วยความสงสัยระคนตื่นตระหนก เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลงมองหน้าอกของตนเอง จึงได้เห็นหยดเลือดสด ๆ ไหลรินตามร่องดาบลงสู่พื้นหิน
มุมปากของเฉินอวี้หลานยกสูงอย่างสาแก่ใจ แม้ว่าตนเองจะเหลือเพียงลมหายใจรวยรินอยู่บนพื้นเย็น และจากมุมสายตาของนาง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นวีรบุรุษ ผู้ปลิดชีพสุนัขเนรคุณผู้นั้นได้
‘ผู้ใดกัน?’
“จะ… เจ้า…” ฮ่องเต้จื่อซวนแค่นเสียงจากลำคออย่างยากลำบาก ผู้ใดกันที่กล้ามาลอบสังหารเขาในเวลานี้ แล้วบรรดาองครักษ์เสื้อแพรของเขาเล่า!?
ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จื่อซวนจะได้หันไปหาคำตอบ มือหนาที่กุมด้ามดาบไว้อย่างมั่นคงพลันขยับวูบ แทนที่จะดึงดาบออกเพื่อแทงซ้ำ เขากลับตัดสินใจจบชีวิตคนตรงหน้าอย่างดุดันด้วยการกระแทกฝ่ามือลงบนหัวดาบแล้วดันสุดแรง จนโคนดาบมิดเข้าไปกลางแผ่นหลังทะลุทรวงอก
เสียงกระดูกซี่โครงลั่น กร๊อบ สอดประสานกับเสียงสำลักเลือดของฮ่องเต้จื่อซวน ก่อนที่บุรุษปริศนาจะออกแรงกระชากดาบเล่มนั้นกลับคืนไป!
ส่งผลให้ร่างฮ่องเต้จื่อซวนกระตุกอย่างแรง แล้วล้มฮวบคุกเข่าลงตรงหน้าร่างของเฉินอวี้หลานและเฉินสงหยวนราวกับตั้งใจคุกเข่าขอขมา
‘เฮอะ! ไอ้คนเนรคุณ สุดท้ายเจ้าก็ต้องมาคุกเข่าต่อหน้าข้า! ต่อหน้าท่านพ่อของข้า!’ เฉินอวี้หลานยกยิ้มมุมปากดูแคลนอย่างสะใจ จนกระทั่งร่างของฮ่องเต้จื่อซวนเซล้มตึงลงไปทางด้านข้าง
ดวงตาแดงก่ำที่พร่าเลือนของนางจึงค่อย ๆ เลื่อนไปบนใบหน้าของบุรุษปริศนา ผู้ที่ล้างแค้นปลิดชีพคนทรยศให้นางในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
ชายอาภรณ์สะบัดพลิ้วตามแรงลมหนาว ในมือขวาถือดาบยาวที่หยดเลือดกำลังไหลรินลงสู่ปลายแหลม ใบหน้าคมเข้มนั้นเย็นชาประดุจน้ำแข็ง แต่ดวงตากลับสั่นไหวด้วยคลื่นอารมณ์บางอย่างที่ยากจะอ่านออก
‘อา… นึกว่าใคร… ที่แท้ก็คู่แข่งของไอ้สุนัขนั่นนี่เอง... ขอบใจมากนะ…’
ความคิดสุดท้ายของนางส่งเสียงดังขึ้นมา ดวงตาหงส์ก็ค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ ด้วยความปล่อยวาง พร้อมลมหายใจที่แผ่วบาง
‘หลง… มู่… เฉิน…’
ยังไม่ทันที่ความตกตะลึงจะจางลง นายทหารผู้ดูแลลานล่าสัตว์อีกนายก็เร่งรีบก้าวเข้ามา พร้อมกับประคองตะกร้าสานที่บรรจุสัตว์ป่าที่เฉินอี้เฟยล่ามาได้ก่อนเกิดเหตุ มีทั้งซากกระต่ายป่าและไก่ฟ้าป่าทหารนายนั้นดึงลูกธนูที่ปักคาอยู่บนตัวกระต่ายและไก่ฟ้าป่าขึ้นมาแสดงทีละดอก“ทูลฝ่าบาท... แม้แต่ลูกธนูที่เฉินซื่อจื่อใช้ยิงสัตว์ป่าเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงสาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกธนูสลักตราตระกูลเฉินทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!”กระดานหมากตานี้ถูกพลิกคว่ำโดยสมบูรณ์!หลักฐานทุกชิ้นสอดประสานรับกันดั่งค่ายกลรบที่ไร้รอยต่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางดังระงมขึ้นทันที บัดนี้ความจริงประจักษ์แจ้งจนไม่เหลือร่องรอยความคลางแคลงใจใด ๆ ได้อีกหลงมู่เฉินหันกลับมาประจันหน้ากับฮ่องเต้เทียนฉี่ เอ่ยสรุปคดีตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด สะกดคนทั้งลานกว้างให้ยอมจำนนและคล้อยตาม“ในงานล่าสัตว์หลวงประจำปีนี้ เกิดเหตุปลิดชีพนกกระเรียน สัตว์เทพเซียนประจำราชวงศ์ขึ้น แม้ว่าเบื้องต้นจะมีผู้พบเห็นว่าเป็นฝีมือของเฉินซื่อจื่อ” หลงมู่เฉินปรายหางตาไปทางหลงจื่อซวนอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้
ท่ามกลางเสียงตวาดลั่นอย่างลนลานของหลงจื่อซวน บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบกริบลงอีกครา ขุนนางหลายคนเริ่มคล้อยตามวาจานั้นด้วยน้ำหนักของวัตถุพยานทว่า... ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับขยาย น้ำเสียงเรียบนิ่งแฝงแววขบขันเลือนรางของหลงมู่เฉินก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด “เสด็จพี่รองช่างสายตาเฉียบคมจนข้าเลื่อมใสยิ่งนัก”องค์ชายห้าก้าวเดินเอามือไพล่หลัง ดวงตาคมดุจเหยี่ยวปัดผ่านซากนกกระเรียนมงคลที่นอนนิ่งอยู่“ในเมื่อลูกธนูดอกนั้นยังคงปักลึกคาอกนกกระเรียน ตัวอักษรสลักนามย่อมต้องจมลึกอยู่ใต้บาดแผลภายนอกอย่างมิต้องสงสัย แม้แต่ไป๋สิงปู้ซ่างซูและหมอหลวงเสิ่นที่คุกเข่าชันสูตรอยู่เมื่อครู่ยังมิได้เอ่ยถึง...”“ทว่าเสด็จพี่รองที่ยืนอยู่ห่างออกไปถึงสิบก้าว กลับแจ้งประจักษ์จนสามารถทูลเสด็จพ่อได้เป็นจริงเป็นจังว่าเกาทัณฑ์ดอกนั้นสลักนามของเฉินซื่อจื่อไว้... ข้าอยากถามยิ่งนักว่าท่านรู้ได้อย่างไรหรือ?”คำถามแทงใจดำนั้น ทำให้หลงจื่อซวนชะงักกึก จนแทบกระอักเลือด ใบหน้าที่เคยถมึงทึงพลันเปลี่ยนเป็นขาวสลับเขียว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความลนลาน ยามรู้ตัว
สิ้นคำชี้แจงอย่างชัดเจน ทั่วทั้งลานกว้างพลันบังเกิดเสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ดั่งผึ้งแตกรัง ขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยเงียบกริบต่างหันหน้าเข้าหากัน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแลกเปลี่ยนกระซิบกระซาบ“หรือว่า... หรือว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ฝีมือของเฉินซื่อจื่อจริง ๆ ?” ขุนนางผู้หนึ่งเปรยขึ้นพลางลูบเครา “วิถีการยิงโกหกไม่ได้ กรมอาญาและหมอหลวงกล่าวชัดเจนปานนี้ ชัดเจนว่ามีคนตั้งใจจัดฉากใส่ร้ายขึ้นมา!”“นั่นสิ ตระกูลเฉินจงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน จะมาตกม้าตายด้วยเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ได้อย่างไร มีเงื่อนงำ... มีเงื่อนงำแน่ ๆ !”กระแสลมที่ตีกลับอย่างรุนแรง ทำให้หลงจื่อซวนเริ่มนั่งไม่ติด ทั่วทั้งร่างพลันเครียดเกร็งดั่งสายธนูที่ถูกดึงจนตึง แผนการที่เขาวางไว้อย่างดิบดีไร้ร่องรอย บัดนี้กลับถูกคมมีดชันสูตรเล่มเล็ก ๆ กรีดทำลายจนหมดสิ้นสองมือใต้แขนเสื้อยาวกำแน่นจนเล็บแทบฝังเนื้อ ขมับเต้นตุบด้วยโทสะและความหวาดระแวง แสงสว่างแห่งชัยชนะที่ปลายทางพลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความลนลานที่พยายามสะกดไว้สุดกำลังเขาอยากจะอ้าปากเอ่ยแย้ง แต่ทว่าอีกฝ่ายคื
ทุกสายตาในลานกลางพลันหันขวับไปทิศทางเดียวกัน ขุนนางน้อยใหญ่ต่างรีบแหวกทางออกเป็นสองฝั่งดั่งคลื่นทะเลซัดสาด ปรากฏร่างสูงของหลงมู่เฉินที่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นคงดั่งขุนเขา เบื้องหลังของเขาคือไป๋สิงปู้ซ่างซูและหมอหลวงเสิ่น ผู้เชี่ยวชาญในการชันสูตร ซึ่งต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึมไม่แพ้กันในระหว่างที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ผู้มาเยือน ร่างบางของเฉินอวี้หลานที่ก้าวตามเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางยืนซ่อนตัวตนอยู่ท่ามกลางกลุ่มฝูงชนอย่างเงียบ ๆดวงตาหงส์จ้องมองไปยังพี่ชายที่กำลังคุกเข่าด้วยความห่วงใย ยามที่เฉินอี้เฟยหลุบสายตาลงต่ำแล้วเหลือบไปเห็นน้องสาวร่วมสายเลือดยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนหลังจากที่องค์ชายห้าปรากฏกาย...หัวใจที่เคยหนักอึ้งดั่งถูกหินผาทับพลันลอบระบายลมหายใจยาวเหยียด ความหวาดหวั่นมลายสิ้นไปเกินครึ่ง...หลานเอ๋อร์คงไปขอร้องให้องค์ชายห้ามาช่วยข้าเป็นแน่!การที่เฉินอี้เฟยจะคิดเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยไม่นานมานี้ เขาสังเกตและได้ยินมาว่าน้องสาวของเขามีความสนิทสนมกับเหวินจือเวย บุตรีเจ้าของร้านเครื่องเขียนเหวินโม่ไจ๋ อีกทั้งยังได้ร่วมโต๊ะเสวยกับองค์ชายห้า


















المراجعات