คนอื่นไม่รู้ว่าทำไมคืนนี้ฉีเหิงถึงผิดปกติ แต่เมิ่งซือเซินรู้แก่ใจดี
มีแค่เวินซูจิ่นเท่านั้น ที่สะกิดอารมณ์เขาได้ง่ายดาย
พูดอีกอย่าง เมิ่งซือเซินถือเป็นพยานรักของทั้งสอง เขาเชื่อมาตลอดว่า ตอนนั้นฉีเหิงเคยรักเวินซูจิ่นจริง
แต่ทั้งคู่เลิกกันมาหกปีแล้ว ลูกของฉีเหิงกับโจวหย่าเวยก็ห้าขวบแล้ว ถึงเวลาแต่งงานแล้ว
เวินซูจิ่นไม่ควรปรากฏตัว และฉีเหิงก็ไม่ควรหวั่นไหวเพราะเธออีก
แสงไฟทางเดินทอดเงาเย็นเยียบลงบนร่างฉีเหิง
น้ำเสียงเขายังสบาย ๆ “ฉันแค่อยากรู้ว่า เธอโกหกฉันมานานแค่ไหนแล้ว”
กลับถึงที่พัก
คอนโด 200 ตารางเมตร กว้างโล่ง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเย็นชาเหมือนเจ้าของ
เขาเดินตรงเข้าห้องนอน เปิดห้องแต่งตัว
บนราวที่เต็มไปด้วยสูทสั่งตัดและแบรนด์หรูราคาแพง กลับมีชุดนอนสายเดี่ยวสีซีดแขวนอยู่
ดูขัดกับบรรยากาศทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
ฉีเหิงหยิบชุดนอนนั้นมาถือ ขยี้ซ้ำ ๆ
เหมือนอยากปลดปล่อยกลิ่นอายของเวินซูจิ่นที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อผ้า
เขาเคยอยู่กับเวินซูจิ่นในห้องนี้อย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืน
บนเตียง ระเบียง อ่างล้างหน้า แม้แต่ในห้องแต่งตัว ทุกมุมล้วนมีร่องรอยของความรัก
ตอนที่เขาบอกว่าจะไปต่างประเทศ เวินซูจิ่นมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย บอกว่าจะรอเขาเสมอ
เขาไม่สบายใจ เธอสวยเกินไป เก่งเกินไป ต่อให้บ้านจนก็ยังมีคนตามจีบไม่ขาด
เขาเหมือนเสียสติ บีบเอวบางของเธอ เอาเธอครั้งแล้วครั้งเล่า บังคับให้เธอสาบานว่าจะไม่ให้ใครเข้าใกล้
เธออ่อนยวบโอบเอวเขา เหมือนปลาที่ใกล้ตาย หอบหายใจ ร้องขอไปด้วย สาบานไปด้วย
แต่พริบตาเดียว เธอกลับมองเขาด้วยสายตาเย็นชาเยาะเย้ย ต่อหน้าผู้คนมากมาย ขว้างสร้อยคอราคาหลักล้านใส่หน้าเขา ทิ้งไว้เพียงสองคำ
“เลิกกัน”
เธอจน แต่ก็หยิ่งยโส ช่วงนั้นคุณยายเธอเส้นเลือดในสมองแตกนอนโรงพยาบาล เธอยอมทำงานพิเศษเพิ่มอีกสองงาน ยังดีกว่ายอมรับเงินเขา
ตอนแม่บ้านค้นเจอเครื่องเพชรสั่งทำของแม่ในกระเป๋าเธอ ฉีเหิงคิดมาตลอดว่า เธอจนตรอกถึงได้ทำแบบนั้น
เขาโกรธ แต่ไม่ใช่โกรธที่เธอขโมยของ เขาโกรธที่เธอไม่ยอมก้มหัวขอความช่วยเหลือจากเขา
แต่คำถามทั้งน้ำตาของเวินซูจิ่นคืนนี้ ทำให้เขาเริ่มลังเล
หรือว่า… เธอถูกใส่ร้ายจริง ๆ?
ฉีเหิงกำชุดนอนเก่าในมือแน่น
……
วันถัดมา ฉีเหิงจัดการงานเสร็จ ออกจากตึกเซิ่งเทียน ผู้ช่วยลู่สิงจือกำลังจะขับรถไปส่งเขากลับที่พักตามปกติ
“ไปปี้เยว่หูวาน”
ปี้เยว่หูวานคือเขตวิลล่าหรูที่คุณนายฉีอาศัยอยู่
ฉีเหิงกลับบ้าน คุณนายฉีดีใจ รีบสั่งแม่บ้านหยางเตรียมอาหาร
แม่หยางทำงานตระกูลฉีเกือบสิบปี เป็นคนขยันซื่อสัตย์
ฉีเหิงหยิบน้ำเย็นจากตู้เย็น ขณะที่แม่หยางกำลังง่วนในครัว
เขาสังเกตว่าหญิงวัยกลางคนเรียบง่ายคนนี้ดูเนี้ยบขึ้นมาก ใส่สร้อยทอง ผิวขาวเนียน เห็นชัดว่าไปดูแลตัวเองมา
“แม่หยาง ได้ยินว่าลูกชายคุณไปเรียนที่อังกฤษแล้ว”
แม่หยางวางมีด สีหน้าปลื้มใจปนเกรงใจ ปกติฉีเหิงเย็นชา แม้แต่กับคุณนายฉียังไม่ค่อยพูด นึกไม่ถึงว่าจะถามเรื่องครอบครัวเธอ
“ค่ะ ไปหกปีแล้ว เรียนต่อเนื่องทั้งโททั้งเอก” เธอยิ้มตอบ
เขานึกถึงเรื่องที่เวินซูจิ่นถูกไล่ออก
ผลการเรียนเธออยู่แถวหน้าของคณะการเงิน ปีหนึ่งถึงปีสามได้ทุนรัฐบาลทุกปี เดิมทีก็มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศอยู่แล้ว
“ค่าเทอมมหาวิทยาลัยที่อังกฤษไม่ถูก หลายปีมานี้ คุณคงลำบากไม่น้อยกว่าจะส่งเสียเขาได้”
สายตาแม่หยางวูบไหว รอยยิ้มแข็งขึ้นเล็กน้อย
“คุณนายใจกว้าง ขึ้นเงินเดือนให้ตลอด ไม่อย่างนั้นแม่บ้านตัวเล็ก ๆ อย่างฉัน จะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกไหวได้ยังไงคะ”
ฉีเหิงดื่มน้ำ ของเหลวเย็นไหลลงคอ เหมือนความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วอวัยวะภายใน
เขาทิ้งขวดเปล่าลงถังขยะ แล้วเดินกลับห้องรับแขก
ฝ่ามือแม่หยางเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ไม่รู้ทำไม เธอรู้สึกว่าสายตาฉีเหิงแฝงคมกริบ น่าหวาดหวั่น
ในห้องรับแขก ทีวีกำลังเปิดละครน้ำเน่า คุณนายฉีพูดเรื่องจิปาถะ ฉีเหิงเอนหลังพิงโซฟา ไม่ตอบสักคำ
“อาเหิง ลูกกลับมารับช่วงบริษัท ทุกอย่างก็เริ่มนิ่งแล้ว หาวันไปพบครอบครัวตระกูลโจวดีไหม จะได้ตกลงเรื่องแต่งงานกับเวยเวยเสียที”
เขากลับประเทศไม่ถึงสองเดือน เรื่องนี้คุณนายฉีพูดสี่ห้าครั้งแล้ว
“ดูลูกสิ นั่วนั่วก็โตแล้ว ตอนเวยเวยคลอดเขาก็ลำบากไม่น้อย ลูกจะทำเหมือนไม่รับผิดชอบไม่ได้”
ในใจฉีเหิงเกิดความรำคาญ “ตอนเธอคลอดนั่วนั่ว ผ่านความยินยอมผมหรือยัง”
หกปีก่อน เขาเตรียมตัวไปต่างประเทศ ตรวจร่างกายครบ รวมถึงเก็บอสุจิไว้
ถ้าไม่อย่างนั้น โจวหย่าเวยจะมีโอกาสทำเด็กหลอดแก้วคลอดนั่วนั่วได้อย่างไร
เขารู้ดีว่าเธอทำแบบนั้นเพื่อผูกมัดเขาด้วยลูก
แต่เขาไม่ใช่คนที่ชอบถูกผูกด้วยศีลธรรม
คุณนายฉีโกรธ “พูดอะไรแบบนั้น ความรักที่เวยเวยมีให้ลูก ลูกมองไม่เห็นเหรอ นั่วนั่วก็น่ารักขนาดนั้น หรือแม้แต่หน้าที่พ่อ ลูกยังไม่คิดจะรับผิดชอบ?”
ในหัวฉีเหิงวาบภาพใบหน้านั่วนั่วที่ไม่เหมือนโจวหย่าเวยแม้แต่น้อย
ครั้งก่อนที่เขาไปบ้านโจวหย่าเวย ห้องนั่งเล่นกว้างหรูหรา แต่ไม่มีของใช้เด็กสักชิ้น แม้แต่ของเล่นก็ไม่มี
ไม่เห็นร่องรอยว่ามีเด็กอยู่ในบ้าน
แม่บ้านก็ทำท่าเฉยเมยกับนั่วนั่ว
ส่วนโจวหย่าเวย เรื่องที่ลูกแพ้อาหารทะเลซึ่งอาจถึงชีวิต เธอก็ยังไม่ใส่ใจ
เขายิ้มเยาะ “ใครบอกว่าจะไม่รับผิดชอบ? พรุ่งนี้ผมจะไปรับนั่วนั่วมาเลี้ยงเอง”
แต่ไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานเลย
คุณนายฉีจ้องเขาเขม็ง
“อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ ลูกไปเจอเวินซูจิ่นอีกแล้ว ผู้หญิงแบบนั้นมาจากชั้นล่าง ต่อให้ล้างยังไงก็ไม่พ้นกลิ่นจนต่ำทราม นิสัยเลว เพื่อเงินทำได้ทุกอย่าง ไร้ยางอาย ถ้าลูกมีสมอง ก็ควรอยู่ห่าง ๆ ให้ผู้หญิงแบบนั้นเข้าบ้านเรา เป็นความอัปยศของตระกูลฉี!”
พอพูดถึงเวินซูจิ่น ใบหน้าที่ดูแลอย่างดีของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เธอนั่งอย่างสง่างาม เพียงโบกมือก็ส่งลูกแม่บ้านไปเรียนต่างประเทศได้
และเพียงไม่กี่คำ ก็ทำลายอนาคตนักศึกษายากจนคนหนึ่งได้ง่าย ๆ
มือฉีเหิงกำแน่นโดยไม่รู้ตัว มองสบตาคุณนายฉีอย่างสงบ “คุณไม่ชอบเธอก็เรื่องของคุณ จำเป็นต้องกดดันจนจิงต้าไล่เธอออกเหรอ ”
ความเกลียดชังที่คุณนายฉีมีต่อเวินซูจิ่น เขารู้มาตั้งแต่หกปีก่อน
วัยเยาว์ ความสวย ความเก่ง ความจน—ล้วนเป็นจุดต้องห้ามในสายตาเธอ
ตอนเขาห้าขวบ พ่อเขา ฉีชิงฟาน หนีตามเลขาสาวเพิ่งจบใหม่ไป พร้อมเงินบริษัทสิบพันล้าน
ทำให้คุณนายฉีกลายเป็นตัวตลกในวงสังคม
เธอแข็งกร้าวมาตลอด ถูกลูกชายตั้งคำถาม จึงทั้งโกรธทั้งเสียหน้า
“สร้อยเส้นนั้นราคาสองล้านห้าแสนบาท ฉันไม่แจ้งตำรวจจับเธอก็ดีแค่ไหนแล้ว ให้ผู้หญิงแบบนั้นจบจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ เป็นความอัปยศของจิงต้า! ฉันช่วยจิงต้ากำจัดขยะ ผิดตรงไหน?”
น้ำเสียงเธอแหลมคม
ท่าทีแบบนี้ ฉีเหิงชินชาแล้ว สีหน้าจึงยิ่งเย็นนิ่ง “เธอขโมยสร้อยเส้นนั้นจริงเหรอ ”
“เคร้ง” เสียงดังขึ้น แม่หยางที่กำลังยกถ้วยซุปมือสะดุด ซุปหกเต็มโต๊ะ เธอลนลานเช็ด
คุณนายฉีจ้องตาเขาเขม็ง สีหน้าไม่น่าดู “อาเหิง ลูกกำลังจะบอกว่าแม่ใส่ร้ายผู้หญิงคนนั้นงั้นเหรอ?”