กลางห้องรับแขกเต็มไปด้วยความเงียบสงัด
ฉีเหิงรู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก
ถ้าเถียงต่อไป คุณนายฉีก็คงจะร้องไห้โวยวาย เล่าความลำบากที่เลี้ยงเขามาคนเดียวตลอดหลายปี กล่าวหาว่าเขาไม่เข้าใจความเป็นแม่ของเธอ ไม่มีแม้แต่ความไว้ใจพื้นฐานให้กัน
เขาลุกขึ้น สวมเสื้อโค้ต แล้วเปิดประตูออกไปโดยไม่พูดสักคำ
ฟ้ายามเย็นครึ้มไปด้วยเมฆดำ หนาทึบลอยลงต่ำ เหมือนฝนห่าใหญ่กำลังจะมา
ชวนให้ใจอึดอัดอย่างไร้สาเหตุ
เขาไม่หันกลับไปมองบ้านเก่าแม้แต่น้อย สตาร์ตรถขับออกไป
ในหัวผุดภาพใบหน้าสวยสะอาดแต่ดื้อดึงของเวินซูจิ่น
แล้วก็เผลอคิดถึงนั่วนั่วขึ้นมา
เขาโทรหาโจวหย่าเวย “เดี๋ยวผมไปกินข้าวเย็นที่นั่น”
ปลายสายดีใจมาก เสียงสดใส “ได้เลยค่ะ อาเหิง คืนนี้ฉันทำกับข้าวเอง คุณขับรถดี ๆ นะ”
ระหว่างทาง เขาขับผ่านร้านชุดแต่งงานที่ยังตกแต่งหน้าร้านอยู่ ร้านใหญ่มาก เป็นของภรรยาเพื่อนเขา ตอนเปิดร้านยังเคยชวนเขาไปช่วยงาน
เขาเหลือบตามองอย่างไม่ใส่ใจ เงาร่างบางเพรียวสายหนึ่งแวบผ่านสายตา เดินหายเข้าไปในฝูงชนที่รีบเร่ง
รถเบรกกะทันหัน
หัวใจเหมือนสะดุดหนึ่งจังหวะ เขาลดกระจกลงมองออกไป
แต่ไม่เห็นอะไรเลย ราวกับเป็นภาพลวงตา
เม็ดฝนโปรยถี่ ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเอาไอชื้นกระทบใบหน้า เย็นเฉียบ
เมื่อถึงจงชุ่ยวาน ฝนก็ตกหนักแล้ว
พี่เลี้ยงหลิวเยี่ยนมาเปิดประตูให้ โจวหย่าเวยสวมผ้ากันเปื้อนอยู่ในครัว ดูเหมือนแม่บ้านแสนดี
“อาเหิง คุณมาแล้วเหรอคะ”
เธอยื่นตะหลิวให้หลิวเยี่ยน แล้วยิ้มแย้มเดินมาจะคล้องแขนเขา
ฉีเหิงเอนตัวนั่งลงบนโซฟา มือเธอจึงคว้าอากาศ
“นั่วนั่วล่ะ”
เวลานี้โรงเรียนอนุบาลเลิกแล้ว
โจวหย่าเวยชะงัก คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องสำคัญมาก
หัวใจเธอหดเกร็ง รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู ครูโทรมาหกสาย เธอไม่ได้รับเลยสักสาย
“พี่หลิว คุณทำงานยังไงกัน เรื่องไปรับนั่วนั่วสำคัญขนาดนี้ยังลืมได้”
หลิวเยี่ยนทั้งกลัวทั้งอึดอัด ถูกสายตาเย็นเฉียบของฉีเหิงกดดันจนตัวสั่น พูดเบา ๆ “คุณหนู คุณให้ฉันไปซื้อของก่อน แล้วยังเร่งให้รีบกลับ ฉันยุ่งจนลืมไป…”
บรรยากาศทั้งห้องรับแขกถูกความกดดันจากตัวฉีเหิงปกคลุม
ความโกรธวาบผ่านใจ เขาถามเสียงเย็น “วันนี้คุณก็ดูว่างดีนี่ เรื่องไปรับส่งนั่วนั่ว คุณไม่มีความรับผิดชอบเลยเหรอ"
โจวหย่าเวยมองเขาด้วยน้ำตาคลอ ดูทั้งเสียใจทั้งน้อยใจ
ฉีเหิงลุกเดินออกไป พอถึงประตูเขาเอียงหน้าเล็กน้อย เส้นกรอบหน้าคมกริบราวคมมีด
“ถ้าคุณไม่อยากดูแลนั่วนั่ว ผมจะไปรับเขามาเลี้ยงเอง”
โจวหย่าเวยตกใจ อ้าปากจะอธิบาย สายตาเขากลับยิ่งเย็นจัด “ผมมาบอก ไม่ได้มาปรึกษา”
เสียงประตูกระแทกดัง “ปัง” โจวหย่าเวยขาอ่อน ทรุดลงบนโซฟา
หลิวเยี่ยนพึมพำเบา ๆ “คุณชายฉีรับเด็กไปก็ดี เด็กคนนั้นมันอกตัญญูแท้ ๆ จะมีลูกแท้ ๆ ที่ไม่เรียก ‘แม่’ สักคำได้ยังไง”
“หุบปาก!”
โจวหย่าเวยโกรธจัด ลุกขึ้นตบหน้าหลิวเยี่ยนหนึ่งฉาด
หลิวเยี่ยนชะงัก อึ้งงัน เอามือกุมแก้มไม่รู้จะทำอย่างไร
ปกติเธอก็ด่าเด็กคนนั้นบ่อย โจวหย่าเวยยังชมว่าเธอเข้าใจตน วันนี้กลับผิดปกติ
……
ฝนยิ่งตกหนัก
เวินซูจิ่นเดินเร่งฝีเท่าท่ามกลางสายฝน
ร่มเก่าใช้มาสี่ถึงห้าปี ซี่ร่มหักไปสองซี่ ลมพัดทีไรก็พลิก เสื้อผ้าเธอเปียกไปกว่าครึ่งตัว
ฝนหนาวเหน็บดับไฟความหวังในใจเธอไม่ได้
เมื่อครู่เธอเพิ่งไปสัมภาษณ์งานนางแบบที่ร้านชุดแต่งงานเปิดใหม่ ผู้จัดการพอใจมาก เซ็นสัญญาแล้ว ถ้ามีคอลเลกชันใหม่จะเรียกเธอก่อน
ค่าถ่ายวันละหมื่นห้า หนึ่งเดือนอย่างน้อยถ่ายได้เจ็ดถึงแปดวัน
เวลาถ่ายส่วนมากเป็นกลางวัน ไม่กระทบงานที่บาร์
น้องสาวยังรอคิวไตจากผู้บริจาค หมอบอกปีนี้มีหวังมาก
เธอต้องเตรียมเงินค่ารักษาให้พร้อม
เพื่อประหยัดเงิน เธอเดินกลับบ้านสี่กิโลเมตร แต่ไม่รู้ตัวว่ามาหยุดอยู่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาลอินเตอร์อิงหวง
เป็นเวลาเลิกเรียน หน้าประตูเต็มไปด้วยผู้ปกครองและรถที่มารับเด็ก
ราวกับมีอะไรบางอย่างล็อกสายตาไว้ เธอจ้องประตูโรงเรียนอย่างกระวนกระวาย รอคอยเงาร่าง
เล็ก ๆ นั้น
ในสัญญาที่คุณนายฉีบังคับให้เธอเซ็น ห้ามเธอติดต่อกับนั่วนั่ว
แต่สัญชาตญาณของความเป็นแม่ผลักดันให้เธอค่อย ๆ ก้าวข้ามเส้นนั้น
เวินซูจิ่นก้าวเข้าไปอีกสองสามก้าว แทรกตัวในฝูงชน เขย่งเท้ามองข้ามศีรษะผู้คน
ขอแค่ได้มองแวบเดียว
เธอเตือนตัวเองในใจ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป รถหรูทยอยขับออกไปทีละคัน เธอกลับไม่เห็นนั่วนั่วเลย
ใจเริ่มกระสับกระส่าย คิดไปต่าง ๆ นานา
วันนี้เขาไม่มาเรียนหรือป่วยหรือเปล่า
หรือว่า “แม่” ของเขาลืมมารับ
เป็นไปไม่ได้ โจวหย่าเวยเกิดในตระกูลใหญ่ บ้านต้องมีคนรับใช้มากมาย ต่อให้เธอลืม พี่เลี้ยงก็ต้องจำได้
หน้าประตูโรงเรียนในสายฝนค่อย ๆ เงียบลง เวินซูจิ่นเริ่มร้อนใจ เดินเข้าใกล้ประตู ยืดคอมองเข้าไป
ทันใดนั้น ร่างเล็ก ๆ หนึ่งวิ่งฝ่าพื้นที่ชุ่มน้ำออกมา
ครูสาวคนหนึ่งวิ่งตาม
“หนูน้อย วิ่งช้า ๆ หน่อยค่ะ คุณพ่อกำลังจะมารับแล้ว อย่าวิ่งมั่วนะ”
เด็กชายคล่องแคล่ว วิ่งเร็วราวลูกธนู
รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันหนึ่งแล่นผ่านหน้าโรงเรียน เด็กพุ่งออกมากะทันหัน ผู้หญิงคนนั้นร้องลั่น เบรกไม่ทัน รถพุ่งตรงเข้ามา
เวินซูจิ่นไม่คิดเลยแม้แต่น้อย ทิ้งร่มแล้วพุ่งเข้าไป กอดนั่วนั่วแน่น
รถชนเข้ากับตัวเธอ
แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างบางของเธอล้มลง แต่ยังต้องปกป้องนั่วนั่ว จึงใช้มือข้างเดียวพยุงตัว ง่ามมือถลอกกับพื้นหยาบเย็น เลือดซึมออกมา
เข่าทั้งสองข้างก็แสบร้อนขึ้นมา
“ตายจริง เด็กเป็นยังไงกัน พ่อแม่ก็ดูแลไม่ดี อันตรายจะตาย!”
หญิงขี่รถบ่น แต่ก็ลงมาดูบาดแผลให้
เวินซูจิ่นตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น ไหล่สั่นไม่หยุด ก้มถามนั่วนั่ว “ไม่เป็นไรใช่ไหม”
นั่วนั่วซุกในอ้อมแขนเธอ เงยหน้ามองแล้วส่ายหัว
“ฉันไปซื้อยาทาให้ไหม” หญิงคนนั้นยังรู้สึกผิดอยู่บ้าง
ผิวเวินซูจิ่นขาว เลือดแดงสดซึมจากง่ามมือ ดูน่าตกใจ
“ไม่เป็นไร แผลเล็กน้อยเอง ที่บ้านมียา”
หญิงคนนั้นไม่ได้ตั้งใจ พอได้ยินดังนั้นก็ไม่ยืนกราน ขี่รถออกไป
ครูสาวที่วิ่งตามมา ยืนห่าง ๆ กลัวต้องรับผิดชอบ ไม่กล้าเข้ามา
นั่วนั่วมองเธอเหมือนจำได้ ดีใจอ้าแขนกอดเอวเธอ อ้อนถาม “คุณคือแมวเหมียวสีส้มวันนั้นใช่ไหม คุณมารับผมกลับบ้านเหรอ"
เธอทั้งดีใจทั้งหวาดหวั่น กอดนั่วนั่วไว้ ความสุขมาอย่างกะทันหัน ราวกับขโมยมา
พออ้าปาก เสียงสั่นเล็กน้อย “หนูรู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน”
นั่วนั่วเงยหน้า ดวงตาใสบริสุทธิ์ยิ้มแฉ่ง “ผมจำได้ตั้งแต่แวบแรกเลย แมวสวยจัง สวยเหมือนแม่ในฝันของผมเลย”
เด็กชายมีความใกล้ชิดกับเธอโดยธรรมชาติ
“แมวเจ็บไหม ผมเป่าให้นะ”
น้ำตาเอ่อท่วมขอบตา สติบอกให้เธอผลักนั่วนั่วออก เว้นระยะห่าง แต่ความรู้สึกผิดและความรักปะทะกันในอก ทำให้เธอกอดเขาแน่นขึ้น
น้ำตาไหลเงียบ ๆ
ขณะนั้นเอง รถเบนท์ลีย์หรูคันหนึ่งจอดหน้าประตูโรงเรียน ฉีเหิงกางร่มลงจากรถ สายตาทะลุม่านฝน เห็นเวินซูจิ่นกำลังกอดนั่วนั่ว แววตาอ่อนโยน