หัวใจเขาเหมือนถูกกระแทกแรง ๆ ครั้งหนึ่ง แววตาสั่นไหวตามไปด้วย
เวินซูจิ่นรู้สึกได้ว่ามีคนอยู่ด้านหลัง รีบปล่อยนั่วนั่ว พอหันกลับมาก็สบเข้ากับดวงตาลึกยากหยั่งของฉีเหิง
“อื้ออึง~” สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เธอหันตัวจะวิ่งหนี
แต่ฉีเหิงคว้าแขนเธอ ดึงเข้ามาใต้ร่มของตัวเอง จ้องมองใบหน้าซีดเผือดนั้น
ร่างเธอเปียกโชก ผิวเย็นราวหยก กางเกงตรงเข่ามีคราบเลือดจาง ๆ ดูอ่อนแรงน่าเวทนา
“จะหนีอะไร ทำไมทำตัวเองเป็นแบบนี้”คิ้วเขาขมวดแน่น
หัวใจเวินซูจิ่นเต้นแรงแทบทะลุคอ ความคิดสับสน หาข้อแก้ตัวไม่ได้สักอย่าง
เขาเห็นเธอกอดนั่วนั่วไหม
จะสงสัยอะไรหรือเปล่า
“พ่อ พ่อก็มาด้วยเหรอ เมื่อกี้ผมเกือบโดนรถชนแล้ว เจ้าแมวเหมียวช่วยผมไว้”
นั่วนั่วพูดแทรกได้จังหวะ ฉีเหิงปล่อยเวินซูจิ่น แล้วอุ้มเด็กชายที่เปียกฝนขึ้นมา
“ขอโทษนะ พ่อมาช้าไป”
ครูสาวเห็นดังนั้นก็โล่งใจ นึกแค่ว่าเวินซูจิ่นกับฉีเหิงงอนกัน
เธอยิ้มบีบแก้มนั่วนั่ว “เห็นไหม ครูบอกแล้วไง พ่อแม่ก็มารับแล้วนี่”
หัวใจเวินซูจิ่นเหมือนถูกแทง เจ็บจนหายใจไม่ออก ต้องกำมือแน่น บีบฝ่ามือตัวเองเพื่อกลบความเจ็บ
เธอเก็บร่มเก่าที่พังยับจากพื้น เตรียมจะหันหลังเดินไป
“ขึ้นรถ”
ผู้ชายก้าวมาขวางทางเธอ
เวินซูจิ่นก้มตา มองแอ่งน้ำเล็ก ๆ บนพื้น ในนั้นสะท้อนใบหน้าคมเข้มเย็นชาของฉีเหิง
“ไม่เป็นไร”
การหลบหนีเขา กลายเป็นสัญชาตญาณของเธอไปแล้ว
“แมวเหมียวครับ ฝนตกหนักนะ ไปกับพวกเราสิ”
นั่วนั่วมองเธอด้วยสายตาคาดหวัง “พ่อผมใจดีมากนะ เขาจะไปส่งคุณถึงบ้านเลย”
เวินซูจิ่นพยายามไม่หันไปมองนั่วนั่ว กลัวสายตาตัวเองจะอาลัยเกินไปจนฉีเหิงสงสัย
“ฉันกลับเองได้”
ฉีเหิงยัดร่มใส่มือนั่วนั่ว แล้วว่างมือมากำข้อมือเธอ ดวงตาดำเย็นจัด “คุณจะขึ้นรถเอง หรือจะให้ผมอุ้มขึ้น”
เวินซูจิ่นเบิกตาตกใจ จะพูดแบบนี้ต่อหน้าเด็กได้ยังไง
เขายังเจ้าบงการเหมือนเมื่อหกปีก่อน
สุดท้ายเธอได้แต่หลับตา ปล่อยให้เขาลากขึ้นรถ
ฉีเหิงเป็นคนขับ เธอกับนั่วนั่วนั่งด้านหน้า
นั่วนั่วเบียดชิดเธอ ดวงตาที่คล้ายฉีเหิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขาเล็ก ๆ แกว่งไปมา
ฉีเหิงโยนถุงกันฝุ่นใส่ตักเธอ “เปลี่ยนเสื้อให้นั่วนั่ว”
ในถุงมีเสื้อโปโลสีดำปักรูปแมวส้ม กับกางเกงวอร์มสีเทา ยังไม่ตัดป้าย น่าจะซื้อระหว่างทาง
เขากลัวฝนนั่วนั่วจะเปียก ใส่ใจละเอียด
ตอนเปลี่ยนเสื้อ นั่วนั่วให้ความร่วมมือดี ศีรษะกลม ๆ โผล่ออกจากคอเสื้อ “เจ้าแมวเหมียว ตัวคุณหอมจัง กลิ่นเหมือนแม่เลย”
มือฉีเหิงกำพวงมาลัยแน่น เหลือบตามองสองร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กด้านหลัง
บอกไม่ถูกว่าคล้ายกันตรงไหน แต่ภาพนั้นกลับดูกลมกลืนอบอุ่นกว่าตอนโจวหย่าเวยอยู่กับนั่วนั่ว
นั่วนั่วยืนชะโงกไปทางที่นั่งคนขับ “พ่อ ผมหิวแล้ว พาพวกผมกับเจ้าแมวเหมียวไปกินข้าวได้ไหม”
มุมปากฉีเหิงยกขึ้นเล็กน้อย “ได้สิ นั่วนั่วอยากกินอะไร”
เด็กหันไปถามเวินซูจิ่น “แมวเหมียว คุณอยากกินอะไร”
หัวใจเธอเต้นระส่ำ ส่ายหน้า “ฉันไม่หิว จอดให้ฉันลง ฉันจะกลับบ้าน”
การหลบหนีเย็นชานั้นทำให้ฉีเหิงหงุดหงิด เสียงเย็นลง “คุณต้องทำลายความสุขเด็กขนาดนั้นเลย”
เวินซูจิ่นเงียบ
พอรถจอด เธอถึงได้รู้ตัว ร้านอาหารที่เขาเลือก คือร้านที่พวกเขาเคยมาตอนเรียนมหาวิทยาลัย
ร้านอาหารส่วนตัวระดับสูง รสเสฉวนหูหนาน ไม่ค่อยเหมาะกับเด็ก
ครั้งแรกที่มา ฉีเหิงจองห้องส่วนตัวใหญ่ พนักงานใส่กี่เพ้าสีแดงสี่ถึงห้าคนคอยบริการ เธอที่ยากจนตอนนั้นอึดอัดมาก
เธอมองการตกแต่งหรูหราจนตาลาย อดถามไม่ได้ “ทำงานที่นี่ เงินเดือนคงดีมากเลยใช่ไหม”
คิ้วตาเขาเย็นลงทันที บีบคางเธอ เสียงไม่พอใจ “คุณเป็นผู้หญิงของผม จะไปเป็นพนักงานเสิร์ฟได้ยังไง”
พื้นฐานครอบครัวที่เหนือกว่า กับนิสัยหยิ่งในศักดิ์ศรี ทำให้เขาพูดออกมาโดยไม่คิด
เวินซูจิ่นหน้าแดง ก้มมองรองเท้าผ้าใบใกล้จะหลุดกาวของตัวเอง
ความทรงจำหนักอึ้งกดทับจนหายใจลำบาก
ผู้จัดการใส่ส้นสูงวิ่งมารับฉีเหิง เปิดประตูรถให้เอง
พอเห็นเวินซูจิ่นก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
ฉีเหิงขอห้องส่วนตัวที่มีห้องน้ำในตัว
ผู้จัดการรู้หน้าที่ดี ส่งเมนูให้เวินซูจิ่น “คุณเวิน เชิญค่ะ”
เธอจึงเปิดเมนู เลือกจากเมนูรสจัดสีแดงหลายจาน เป็นไข่ตุ๋นหมูสับ มันม่วงบดบลูเบอร์รี่ หมูผัดซอส และขนมจีบหมูไข่แดงเค็มหนึ่งเข่ง
ฉีเหิงสั่งเพิ่มเนื้อวัวเต้าหู้หม่าล่า กับตับหมูผัดไฟแรง
เขาไม่ชอบกินเนื้อวัว และไม่ชอบเครื่องใน
ห้องใหญ่พอสำหรับสิบสองคน ฉีเหิงเลือกนั่งติดหน้าต่าง เวินซูจิ่นเลือกที่ไกลจากเขาที่สุด
เหมือนนั่งคนละฝั่งโต๊ะเจรจา เผชิญหน้ากันเงียบ ๆ บรรยากาศประหลาด
นั่วนั่วดึงมือเธอ “เจ้าแมวเหมียว ทำไมไม่ไปนั่งข้างพ่อ กลัวเขาเหรอ”
เวินซูจิ่นตอบไม่ได้ ได้แต่ฝืนยิ้ม
คุณนายฉีเคยเหน็บแนมว่า ฉีเหิงคบกับเธอแล้วมีกลิ่นจน
แม้ฉีเหิงไม่เคยพูด แต่ทุกครั้งที่เธอเลื่อนนัดเพราะงานพิเศษ ความไม่พอใจในสายตาเขาก็ชัดเจน
ตอนนี้เขายิ่งสูงเกินเอื้อมกว่าเดิม เธอจะไปให้ตัวเองอับอายทำไม
สายตาฉีเหิงไม่เคยละจากใบหน้าเธอ เต็มไปด้วยการพินิจพิเคราะห์ ดวงตาดำยิ่งลึกเย็น
นั่วนั่วมองสลับทั้งคู่ สุดท้ายตัดสินใจยาก ๆ แล้วเลือกนั่งข้างเวินซูจิ่น
พนักงานมาเสิร์ฟอาหาร เห็นที่นั่งแปลก ๆ ก็ชะงัก ไม่รู้จะวางตรงไหน
“นั่วนั่ว พาแมวของเธอมานั่งนี่ อย่าทำให้คนเสิร์ฟลำบาก”
นั่วนั่วฮึดฮัด “พ่อทำไมดุจัง เจ้าแมวเหมียวไม่อยากนั่งกับพ่อ พ่อก็มานั่งเองสิ”
กล้าพูดแบบนี้กับฉีเหิง ก็มีแต่ลูกชายแท้ ๆ ของเขา
เขาโกรธลูกไม่ได้ ร่างสูงชะงัก ก่อนลุกขึ้น
โคมไฟแก้วบนเพดานสว่างจ้า เงาร่างสูงทาบลงต่อหน้า กลิ่นสะอาดเย็นของเขาใกล้เข้ามา เธอรู้สึกเวียนเล็กน้อย
ฉีเหิงลากเก้าอี้ข้างเธอมานั่ง สายตากวาดผ่านง่ามมือที่ถลอกเลือดซิบ
เวินซูจิ่นใช้ทิชชูซับเลือด ผมยังหยดน้ำ สายตาหลบเขาตลอด
ฉีเหิงก้มตา เปิดมือถือส่งข้อความสองสามบรรทัด
อาหารทยอยมา ผู้จัดการเข้ามาด้วย ส่งถุงของขวัญให้เขา
“คุณชายฉี ของที่สั่งค่ะ”
เธอพูดเท่าที่จำเป็น ตอนออกไปกลับมองเวินซูจิ่นกับนั่วนั่วหลายครั้ง สีหน้ามีนัยยะ
ฉีเหิงยัดถุงใส่อ้อมแขนเวินซูจิ่น “ไปเปลี่ยนในห้องน้ำ”
เธอตกใจ
ข้างในเป็นชุดเสื้อผ้า กับขวดเบตาดีนและยาทาแก้บวม
เสื้อผ้าเปียกแนบผิว ทั้งเย็นทั้งแข็ง ไม่สบายตัว
เธอยังมีงานต้องทำอีกมาก ป่วยไม่ได้
กัดริมฝีปาก อุ้มถุงเข้าไปในห้องน้ำ
ชุดที่เขาซื้อเป็นเดรสแขนยาวสีชมพูหม่นยาวคลุมเข่า ดีไซน์เรียบหรู
วันฝนหนาว แต่เนื้อผ้าอุ่น คงผ่านเครื่องอบก่อนแพ็ก
เธอผอมกว่าหกปีก่อน แต่ไซซ์ที่เขาเลือกกลับพอดีตัว
มองป้ายราคา นิ้วเธอแข็งเล็กน้อย
หนึ่งแสนบาท
เท่ากับเงินเดือนกะกลางคืนหนึ่งเดือนของเธอที่ไนท์บาร์
แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น
ง่ามมือกับเข่าถลอก เธอนั่งบนฝาชักโครก เตรียมเปิดเบตาดีน
ประตูห้องน้ำถูกเปิดกะทันหัน ฉีเหิงยืนอยู่ตรงนั้น สายตาตกลงบนเข่าที่เธอยังปิดไม่ทัน