Masuk
1
"เชิดหน้าขึ้นอีกนิดน้องบัว ดี! สายตาจิกกล้องหน่อย ขอฟีลนางพญา เยี่ยม! ค้างไว้ หนึ่ง สอง แชะ!" แสงแฟลชวูบวาบสาดกระทบใบหน้าหวานหยดที่ถูกแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ร่างระหงในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิงโพสท่าอย่างมืออาชีพ แม้รองเท้าส้นสูงปรี๊ดจะกัดกินเนื้อตรงส้นเท้าจนแสบจี๊ด แต่ใบหน้านวลกลับไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดให้เห็น มีเพียงรอยยิ้มการค้าที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ "โอเคครับ! เรียบร้อย ขอบคุณทุกคนมาก วันนี้ปิดกอง!" สิ้นเสียงตากล้อง ร่างกายที่เกร็งมานานนับชั่วโมงก็ผ่อนคลายลงทันที ไหล่บางลู่ลงเล็กน้อยด้วยความเมื่อยล้า เสียงถอนหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสด "น้ำมึง แดกซะ หน้ามึงซีดเหมือนไก่ต้มแล้วเนี่ย" ขวดน้ำเย็นเจี๊ยบถูกยื่นมาแนบแก้ม ทำให้ บัว หรือ ใบบัว สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ให้กับ ส้มโอ เพื่อนสนิทสาวห้าวที่ควบตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวจำเป็น "ขอบใจนะมึง วันนี้เหนื่อยชิบหายเลยว่ะ ยืนจนขาแข็งไปหมดแล้ว" บัวบ่นอุบพลางรับน้ำมากระดก "ก็เออสิ กูก็ยืนรอมึงจนรากงอกเหมือนกันเนี่ย" ส้มโอแสร้งบ่นกลบเกลื่อนความเป็นห่วง ก่อนจะมองเพื่อนด้วยสายตาเห็นใจ "แต่ก็คุ้มนะมึง งานนี้จ่ายหนัก จบงานรับเงินสดเลย ว่าแต่ ถ่ายเสร็จแล้วไปหาอะไรกินกันไหม? กูหิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย ไปกินร้านป้าเนกัน กูอยากกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านแกมาหลายวันละ" บัวพยักหน้าหงึกหงักทันทีที่ได้ยินชื่อร้าน "เออ ไปดิ กูขอเกาเหลาพิเศษเลยนะ หิวเหมือนกัน" ร้านป้าเน ที่ส้มโอพูดถึง คือร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นหน้าปากซอยหอพักเก่าๆ ที่พวกเธออาศัยอยู่ ป้าเนเป็นหญิงวัยกลางคนใจดีที่รู้ว่าพวกเธอเป็นนักศึกษาสู้ชีวิต แกมักจะตักเส้นตักหมูให้พูนชามจนล้นในราคาที่ถูกแสนถูก บัวเดินไปรับซองค่าจ้างจากทีมงาน มือเรียวบางสั่นเล็กน้อยยามสัมผัสความหนาของซองกระดาษสีน้ำตาล เธอยกมือไหว้ขอบคุณทีมงานทุกคนอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกมาหาส้มโอที่ยืนรออยู่ "ได้มาเท่าไหร่?" ส้มโอถามเสียงเบา "หมื่นห้า" บัวตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างที่สุดของวัน แววตาที่เคยหม่นหมองเปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง "ค่าเทอมงวดสุดท้าย พอดีเป๊ะเลยมึง รอดตายแล้วกู" คำว่า รอดตาย ของบัวไม่ใช่คำพูดเกินจริง ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าสวยหวานราวกับลูกคุณหนู และเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่เธอใส่ถ่ายแบบ ซึ่งต้องถอดคืนเขาทันทีที่จบงาน ชีวิตจริงของใบบัวนั้นห่างไกลจากคำว่าสุขสบายราวฟ้ากับเหว ตั้งแต่แม่เสียไปเมื่อสี่ปีก่อน และเธอตัดสินใจเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น บ้านที่มีแต่ความทรงจำเลวร้ายและผู้ชายใจยักษ์คนนั้น บัวก็ต้องกัดฟันยืนด้วยขาของตัวเอง ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีสมบัติพัสถาน มีเพียงสองมือและมันสมองที่ต้องดิ้นรน เธอทำทุกอย่างที่ได้เงิน ตั้งแต่ล้างจานร้านอาหารตามสั่ง รับจ้างพิมพ์งาน แจกใบปลิว จนกระทั่งโชคเข้าข้างที่หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ เลยเริ่มได้รับงานถ่ายแบบเสื้อผ้าออนไลน์ แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด ต้องตื่นตีสี่มาแต่งหน้า ต้องแบกชุดหนักๆ วิ่งรอกเรียนแล้วไปทำงานต่อจนดึกดื่น แต่บัวไม่เคยเกี่ยง ขอแค่เป็นเงินที่สุจริต ไม่ต้องไปแบมือขอใคร และไม่ต้องเอาศักดิ์ศรีไปแลก งานหนักแค่ไหน เธอก็พร้อมทำ "เออๆ ดีใจด้วยมึง จะได้เลิกเครียดเรื่องโดนไทร์สักที" ส้มโอตบไหล่เพื่อนเบาๆ อย่างให้กำลังใจ "ปะ รีบไปกินเตี๋ยวกันเถอะ เดี๋ยวป้าเนแกเก็บร้านก่อน" บัวพยักหน้า เก็บซองเงินใส่กระเป๋าสะพายใบเก่าอย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต เธอสูดลมหายใจลึกๆ เรียกพลังกลับคืนมา "ไปมึง มื้อนี้กูเลี้ยงเอง ฉลองที่หาค่าเทอมได้!" สองสาวเดินเคียงข้างกันออกจากสตูดิโอ ตัดภาพมาที่อีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ในยามวิกาล บรรยากาศช่างแตกต่างจากแสงสีศิวิไลซ์เมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างที่ผนังบุด้วยวัสดุเก็บเสียงอย่างดี ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงไฟนีออนดวงเดียวที่กะพริบติดๆ ดับๆ ห้อยโตงเตงอยู่กลางห้อง กลิ่นอับชื้นผสมปนเปไปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน "อ๊ากกกก! พอแล้ว โอ๊ยยย! กูยอมแล้ว!" เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่วห้อง ร่างท้วมของชายวัยกลางคนนอนคุดคู้อยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบ สภาพดูแทบไม่ได้ ใบหน้าบวมปูดอาบไปด้วยเลือดสดๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวขาดวิ่นจากการถูกกระชากและรุมซ้อมโดยกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำสามสี่คนที่ยืนล้อมกรอบอยู่ เหมือนฝูงไฮยีน่าที่กำลังรุมทึ้งเหยื่อ ท่ามกลางความรุนแรงนั้น เฮียเฟิง หรือ เฟิงหลง นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวเก่าที่มุมห้องอย่างไม่ทุกข์ร้อน ไร้ซึ่งความรู้สึกสงสารหรือเห็นใจ ดวงตาเรียวรีดั่งพญามังกรจ้องมองภาพการทรมานเบื้องหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า มือหนาข้างหนึ่งคีบบุหรี่ราคาแพงขึ้นมาจรดริมฝีปาก สูดควันพิษเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพ่นกลุ่มควันสีเทาออกมาอย่างเชื่องช้า ควันนั้นลอยฟุ้งบดบังใบหน้าหล่อเหลาให้ดูเลือนรางและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เขาปล่อยให้ลูกน้องระบายอารมณ์ใส่เหยื่ออยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งเสียงร้องเริ่มแผ่วลงเหลือเพียงเสียงครางเครือ เฟิงยกมือขวาขึ้นเพียงเล็กน้อย "หยุด" สิ้นคำสั่งสั้นๆ ลูกน้องร่างยักษ์ทุกคนหยุดมือทันทีแล้วถอยฉากออกมา เปิดทางให้นายใหญ่ได้เผชิญหน้ากับลูกหนี้ เฟิงลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวเดินด้วยจังหวะมั่นคงเข้าไปหาร่างที่นอนจมกองเลือด รองเท้าหนังราคาแพงหยุดลงตรงหน้าชายคนนั้น เขาโน้มตัวลงต่ำ สายตาคมกริบมองเหยื่อราวกับมองมดปลวก "มึงจะเอาเงินมาคืนกูเมื่อไหร่?" ชายผู้โชคร้ายพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยมือที่สั่นเทา ปากที่แตกยับขยับพูดยากลำบาก เลือดสีแดงฉานไหลย้อยลงมาหยดลงพื้น "เฮีย ผะ ผมขอเวลา ผมขอเวลาหน่อยนะเฮีย อึก! ผมสาบาน สาบานว่ารอบนี้จะหาเงินมาคืนเฮียให้ได้แน่นอน เชื่อผมนะเฮีย" เฟิงฟังคำแก้ตัวซ้ำซากนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาแสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความขบขัน แต่มาจากความสมเพช "ถุย!" ร่างสูงถ่มบุหรี่ที่ยังติดไฟลงพื้น เฉียดหน้านิ้วมือลูกหนี้ไปเพียงนิดเดียว ก่อนจะใช้ปลายรองเท้าหนังขยี้ก้นบุหรี่นั้นจนแหลกละเอียด ราวกับกำลังขยี้ศักดิ์ศรีของคนตรงหน้า "ขอเวลา?" เฟิงทวนคำเสียงเหี้ยม นัยน์ตาฉายแววอำมหิตวาวโรจน์ "มึงขอเวลามากี่ครั้งแล้วไอ้สม? มึงผัดวันประกันพรุ่งมากี่หน? มึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนเล่นมึงเหรอ?" บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ลูกน้องรอบกายต่างกลั้นหายใจ เพราะรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่เฮียเฟิงเริ่มพูดประโยคนี้ นั่นหมายความว่าความอดทนของมังกรแห่งเยาวราชได้หมดลงแล้ว ดวงตาคมกริบของเฟิงหลงหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่รองเท้าหนังราคาแพงจะกระทืบลงไปบนฝ่ามือของไอ้สมที่วางแบอยู่บนพื้นอย่างแรง เขาวางน้ำหนักบดขยี้จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นฃ "อ๊ากกกกกก!! เฮีย! ผมเจ็บ! ผมยอมแล้ว!" เสียงร้องโหยหวนดังลั่นห้องแต่เฟิงไม่ได้สะทกสะท้าน เขาโน้มตัวลงไปกระชากผมลูกหนี้ให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา มืออีกข้างตบเบาๆ ที่แก้มบวมช้ำนั้นสองสามทีเหมือนจะเอ็นดู แต่แฝงความอำมหิตจนน่าขนลุก "จำความเจ็บนี้ใส่กะโหลกมึงไว้" เฟิงกระซิบเสียงต่ำชิดใบหน้าอีกฝ่าย "กูให้เวลามึงอีกสามวัน ถ้ามึงยังคิดจะเบี้ยวหนี้กูอีก มึงคงรู้นะว่ากูจะทำยังไงกับมึง" ไอ้สมรีบพยักหน้ารัวเร็วทั้งน้ำตา ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ "คะ ครับเฮีย! ผมสัญญา! สามวัน สามวันแน่นอน!" เฟิงปล่อยมือจากหัวมันอย่างรังเกียจ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือแล้วโยนทิ้งลงพื้น เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว ลูกน้องร่างยักษ์สองคนก็เดินเข้ามาหิ้วปีกไอ้สมที่ร้องครวญครางลากออกไปจากห้องราวกับลากถุงขยะ บรรยากาศในห้องเงียบลง เฟิงหันไปหาชายหนุ่มใส่แว่นท่าทางสุขุมที่ยืนรออยู่มุมห้อง "อาเหลียง ยังเหลือคนไหนอีกที่มันยังไม่จ่ายหนี้เรา?" อาเหลียง มือขวาคนสนิทขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวไถดูข้อมูลในแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เหลือรายใหญ่อีกคนครับเฮีย ไอ้สมปอง" คิ้วเข้มของเฟิงกระตุกวูบเมื่อได้ยินชื่อนี้ "ไอ้ขี้คุกนั่นน่ะเหรอ?" "ครับ ยอดหนี้รวมดอกเบี้ยตอนนี้ปาไปหลายล้าน แต่ปัญหาคือตอนนี้มันหนีไปแล้วครับเฮีย ผมให้เด็กไปดูที่บ้านเช่า มันขนของหนีไปตั้งแต่เมื่อคืน" "สวะเอ๊ย" เฟิงสบถเสียงต่ำ นัยน์ตาฉายแววหงุดหงิดถึงขีดสุด การที่มีคนกล้าหนีหนี้เขา มันเหมือนการหยามหน้า เฮียเฟิงแห่งเยาวราช อย่างให้อภัยไม่ได้ อาเหลียงรีบพูดต่อ "สายของเราสืบมาได้ว่า มันไม่ได้เอาลูกสาวไปด้วยครับ ลูกสาวมันกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม ผมเช็กแล้วว่าเธอพักอยู่ที่หอพักแถวชานเมือง นี่ที่อยู่ครับ" เฟิงคว้าแท็บเล็ตมาดูรูปถ่ายและที่อยู่ แววตาแข็งกร้าวขึ้นทันที เขากัดฟันกรอดด้วยความโมโห "พ่อหนี แต่ทิ้งลูกไว้รับกรรม สันดานเลวสมเป็นมันจริงๆ" เฟิงโยนแท็บเล็ตคืนให้อาเหลียง ก่อนจะเดินไปหยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ "มึงไปกับกู เดี๋ยวนี้" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม ครืนนนน ครืนนน เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คลาสสิกคันเก่าสีดำด้าน ไปตามตรอกซอยแคบๆ ในยามวิกาล แม้เฟิงจะมีรถหรูราคานับสิบล้านจอดเรียงรายอยู่ที่คฤหาสน์ แต่เขากลับเลือกที่จะขี่เจ้า ไอ้แก่ คันนี้ มอเตอร์ไซค์คู่ใจตั้งแต่สมัยเขายังเป็นแค่เด็กที่เอาตัวรอดในย่านนี้ รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่จอดเทียบท่าหน้าหอพักเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่งในซอยลึก แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทางสาดส่องลงมากระทบเงาร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนที่ยืนพิงรถอยู่ เฟิงยืนสูบบุหรี่รออย่างใจเย็น ควันสีเทาลอยเอื่อยๆ บดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่ไม่อาจปิดซ่อนรังสีอันตรายที่แผ่ออกมาได้ ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้น บัวและส้มโอกำลังเดินหัวเราะร่าเริงกลับมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเดินมาถึงหน้าหอพัก "งั้นกูขึ้นห้องก่อนนะมึง พรุ่งนี้เจอกัน" ส้มโอโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินแยกเข้าตึกไป บัวยังคงยืนยิ้มอยู่หน้าตึก กำลังจะก้าวเท้าเดินตามเพื่อนเข้าไป แต่สายตาพลันสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่ยืนพิงมอเตอร์ไซค์ขวางทางเข้าอยู่อย่างจงใจ วินาทีนั้น โลกทั้งใบของบัวเหมือนหยุดหมุน ถุงผลไม้ในมือร่วงหล่นลงพื้นดังตุ้บ! ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับบีบตัวรุนแรงด้วยความหวาดกลัว แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 4 ปี แม้เขาจะดูโตขึ้น น่าเกรงขามขึ้น และดูโหดเถื่อนกว่าเดิมหลายเท่าด้วยรอยสักมังกรที่โผล่พ้นคอเสื้อขึ้นมา แต่บัวไม่มีวันลืมใบหน้านี้ ใบหน้าของผู้ชายใจร้ายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน "เฮียเฟิง" เสียงหวานหลุดลอดจากลำคอแห้งผากอย่างแผ่วเบา ราวกับเป็นคำต้องห้ามที่เธอไม่คิดว่าจะต้องเอ่ยมันอีกในชาตินี้"โลกมันกลมดีฉิบหายเลยว่าไหม ใบบัว"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้นทำลายความเงียบ เฟิงโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้มันซ้ำๆ สายตาคมกริบกวาดมองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประเมินค่าที่แฝงไปด้วยความดูแคลน"นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็ลูกสาวไอ้ขี้คุกนั่นเอง ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปี ดูดีขึ้นผิดหูผิดตาเลยนี่ เป็นไง ออกจากบ้านฉันไปแล้วชีวิตดีขึ้นมากไหม หรือต้องไปเที่ยวหลอกจับผู้ชายรวยๆ?"คำพูดร้ายกาจที่พุ่งเข้าใส่หน้าเหมือนน้ำกรดสาด ทำให้บัวได้สติ เธอเม้มปากแน่นจนห่อเลือด ความกลัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ"ถอยไป อย่ามายุ่งกับฉัน" บัวพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ"หญิงสาวขยับตัวจะเดินเลี่ยงหนีเข้าตึก แต่มีหรือที่คนอย่างเฟิงหลงจะปล่อยเหยื่อไปง่ายๆ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเล็กแล้วกระชากอย่างแรงจนร่างบางเซถลามาปะทะอกแกร่ง"จะรีบไปไหน!" เฟิงตวาดเสียงกร้าว บีบแขนเธอแน่นจนบัวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ "ฉันยังคุยธุระกับเธอไม่จบ""ปล่อยนะ! ฉันเจ็บ!" บัวพยายามแกะมือเขาออก แต่มือเขาราวกับคีมเหล็ก "ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร แต่ฉันไม่เกี่ยวข้องกับพ่อ พ่อทิ้งฉันไปตั้งนานแ
1"เชิดหน้าขึ้นอีกนิดน้องบัว ดี! สายตาจิกกล้องหน่อย ขอฟีลนางพญา เยี่ยม! ค้างไว้ หนึ่ง สอง แชะ!"แสงแฟลชวูบวาบสาดกระทบใบหน้าหวานหยดที่ถูกแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ร่างระหงในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิงโพสท่าอย่างมืออาชีพ แม้รองเท้าส้นสูงปรี๊ดจะกัดกินเนื้อตรงส้นเท้าจนแสบจี๊ด แต่ใบหน้านวลกลับไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดให้เห็น มีเพียงรอยยิ้มการค้าที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ"โอเคครับ! เรียบร้อย ขอบคุณทุกคนมาก วันนี้ปิดกอง!"สิ้นเสียงตากล้อง ร่างกายที่เกร็งมานานนับชั่วโมงก็ผ่อนคลายลงทันที ไหล่บางลู่ลงเล็กน้อยด้วยความเมื่อยล้า เสียงถอนหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสด"น้ำมึง แดกซะ หน้ามึงซีดเหมือนไก่ต้มแล้วเนี่ย"ขวดน้ำเย็นเจี๊ยบถูกยื่นมาแนบแก้ม ทำให้ บัว หรือ ใบบัว สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ให้กับ ส้มโอ เพื่อนสนิทสาวห้าวที่ควบตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวจำเป็น"ขอบใจนะมึง วันนี้เหนื่อยชิบหายเลยว่ะ ยืนจนขาแข็งไปหมดแล้ว" บัวบ่นอุบพลางรับน้ำมากระดก"ก็เออสิ กูก็ยืนรอมึงจนรากงอกเหมือนกันเนี่ย" ส้มโอแสร้งบ่นกลบเกลื่อนความเป็นห่วง ก่อนจะมองเพื่อนด้วยสายตาเห็นใจ "แต







