Mag-log inใบบัวหนีจากคนใจร้ายมาหลายปี คิดว่าชีวิตนี้คงไม่หวนกับมาเจอกันอีก ที่ไหนได้โชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้เธอกับเขาต้องกลับมาโคจรในชีวิตของกันและกันอีก ในฐานะเจ้าหนี้กับลูกหนี้
view more1
"เชิดหน้าขึ้นอีกนิดน้องบัว ดี! สายตาจิกกล้องหน่อย ขอฟีลนางพญา เยี่ยม! ค้างไว้ หนึ่ง สอง แชะ!" แสงแฟลชวูบวาบสาดกระทบใบหน้าหวานหยดที่ถูกแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ร่างระหงในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิงโพสท่าอย่างมืออาชีพ แม้รองเท้าส้นสูงปรี๊ดจะกัดกินเนื้อตรงส้นเท้าจนแสบจี๊ด แต่ใบหน้านวลกลับไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดให้เห็น มีเพียงรอยยิ้มการค้าที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ "โอเคครับ! เรียบร้อย ขอบคุณทุกคนมาก วันนี้ปิดกอง!" สิ้นเสียงตากล้อง ร่างกายที่เกร็งมานานนับชั่วโมงก็ผ่อนคลายลงทันที ไหล่บางลู่ลงเล็กน้อยด้วยความเมื่อยล้า เสียงถอนหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสด "น้ำมึง แดกซะ หน้ามึงซีดเหมือนไก่ต้มแล้วเนี่ย" ขวดน้ำเย็นเจี๊ยบถูกยื่นมาแนบแก้ม ทำให้ บัว หรือ ใบบัว สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ให้กับ ส้มโอ เพื่อนสนิทสาวห้าวที่ควบตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวจำเป็น "ขอบใจนะมึง วันนี้เหนื่อยชิบหายเลยว่ะ ยืนจนขาแข็งไปหมดแล้ว" บัวบ่นอุบพลางรับน้ำมากระดก "ก็เออสิ กูก็ยืนรอมึงจนรากงอกเหมือนกันเนี่ย" ส้มโอแสร้งบ่นกลบเกลื่อนความเป็นห่วง ก่อนจะมองเพื่อนด้วยสายตาเห็นใจ "แต่ก็คุ้มนะมึง งานนี้จ่ายหนัก จบงานรับเงินสดเลย ว่าแต่ ถ่ายเสร็จแล้วไปหาอะไรกินกันไหม? กูหิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย ไปกินร้านป้าเนกัน กูอยากกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านแกมาหลายวันละ" บัวพยักหน้าหงึกหงักทันทีที่ได้ยินชื่อร้าน "เออ ไปดิ กูขอเกาเหลาพิเศษเลยนะ หิวเหมือนกัน" ร้านป้าเน ที่ส้มโอพูดถึง คือร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นหน้าปากซอยหอพักเก่าๆ ที่พวกเธออาศัยอยู่ ป้าเนเป็นหญิงวัยกลางคนใจดีที่รู้ว่าพวกเธอเป็นนักศึกษาสู้ชีวิต แกมักจะตักเส้นตักหมูให้พูนชามจนล้นในราคาที่ถูกแสนถูก บัวเดินไปรับซองค่าจ้างจากทีมงาน มือเรียวบางสั่นเล็กน้อยยามสัมผัสความหนาของซองกระดาษสีน้ำตาล เธอยกมือไหว้ขอบคุณทีมงานทุกคนอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกมาหาส้มโอที่ยืนรออยู่ "ได้มาเท่าไหร่?" ส้มโอถามเสียงเบา "หมื่นห้า" บัวตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างที่สุดของวัน แววตาที่เคยหม่นหมองเปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง "ค่าเทอมงวดสุดท้าย พอดีเป๊ะเลยมึง รอดตายแล้วกู" คำว่า รอดตาย ของบัวไม่ใช่คำพูดเกินจริง ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าสวยหวานราวกับลูกคุณหนู และเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่เธอใส่ถ่ายแบบ ซึ่งต้องถอดคืนเขาทันทีที่จบงาน ชีวิตจริงของใบบัวนั้นห่างไกลจากคำว่าสุขสบายราวฟ้ากับเหว ตั้งแต่แม่เสียไปเมื่อสี่ปีก่อน และเธอตัดสินใจเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น บ้านที่มีแต่ความทรงจำเลวร้ายและผู้ชายใจยักษ์คนนั้น บัวก็ต้องกัดฟันยืนด้วยขาของตัวเอง ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีสมบัติพัสถาน มีเพียงสองมือและมันสมองที่ต้องดิ้นรน เธอทำทุกอย่างที่ได้เงิน ตั้งแต่ล้างจานร้านอาหารตามสั่ง รับจ้างพิมพ์งาน แจกใบปลิว จนกระทั่งโชคเข้าข้างที่หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ เลยเริ่มได้รับงานถ่ายแบบเสื้อผ้าออนไลน์ แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด ต้องตื่นตีสี่มาแต่งหน้า ต้องแบกชุดหนักๆ วิ่งรอกเรียนแล้วไปทำงานต่อจนดึกดื่น แต่บัวไม่เคยเกี่ยง ขอแค่เป็นเงินที่สุจริต ไม่ต้องไปแบมือขอใคร และไม่ต้องเอาศักดิ์ศรีไปแลก งานหนักแค่ไหน เธอก็พร้อมทำ "เออๆ ดีใจด้วยมึง จะได้เลิกเครียดเรื่องโดนไทร์สักที" ส้มโอตบไหล่เพื่อนเบาๆ อย่างให้กำลังใจ "ปะ รีบไปกินเตี๋ยวกันเถอะ เดี๋ยวป้าเนแกเก็บร้านก่อน" บัวพยักหน้า เก็บซองเงินใส่กระเป๋าสะพายใบเก่าอย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต เธอสูดลมหายใจลึกๆ เรียกพลังกลับคืนมา "ไปมึง มื้อนี้กูเลี้ยงเอง ฉลองที่หาค่าเทอมได้!" สองสาวเดินเคียงข้างกันออกจากสตูดิโอ ตัดภาพมาที่อีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ในยามวิกาล บรรยากาศช่างแตกต่างจากแสงสีศิวิไลซ์เมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างที่ผนังบุด้วยวัสดุเก็บเสียงอย่างดี ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงไฟนีออนดวงเดียวที่กะพริบติดๆ ดับๆ ห้อยโตงเตงอยู่กลางห้อง กลิ่นอับชื้นผสมปนเปไปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน "อ๊ากกกก! พอแล้ว โอ๊ยยย! กูยอมแล้ว!" เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่วห้อง ร่างท้วมของชายวัยกลางคนนอนคุดคู้อยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบ สภาพดูแทบไม่ได้ ใบหน้าบวมปูดอาบไปด้วยเลือดสดๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวขาดวิ่นจากการถูกกระชากและรุมซ้อมโดยกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำสามสี่คนที่ยืนล้อมกรอบอยู่ เหมือนฝูงไฮยีน่าที่กำลังรุมทึ้งเหยื่อ ท่ามกลางความรุนแรงนั้น เฮียเฟิง หรือ เฟิงหลง นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวเก่าที่มุมห้องอย่างไม่ทุกข์ร้อน ไร้ซึ่งความรู้สึกสงสารหรือเห็นใจ ดวงตาเรียวรีดั่งพญามังกรจ้องมองภาพการทรมานเบื้องหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า มือหนาข้างหนึ่งคีบบุหรี่ราคาแพงขึ้นมาจรดริมฝีปาก สูดควันพิษเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพ่นกลุ่มควันสีเทาออกมาอย่างเชื่องช้า ควันนั้นลอยฟุ้งบดบังใบหน้าหล่อเหลาให้ดูเลือนรางและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เขาปล่อยให้ลูกน้องระบายอารมณ์ใส่เหยื่ออยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งเสียงร้องเริ่มแผ่วลงเหลือเพียงเสียงครางเครือ เฟิงยกมือขวาขึ้นเพียงเล็กน้อย "หยุด" สิ้นคำสั่งสั้นๆ ลูกน้องร่างยักษ์ทุกคนหยุดมือทันทีแล้วถอยฉากออกมา เปิดทางให้นายใหญ่ได้เผชิญหน้ากับลูกหนี้ เฟิงลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวเดินด้วยจังหวะมั่นคงเข้าไปหาร่างที่นอนจมกองเลือด รองเท้าหนังราคาแพงหยุดลงตรงหน้าชายคนนั้น เขาโน้มตัวลงต่ำ สายตาคมกริบมองเหยื่อราวกับมองมดปลวก "มึงจะเอาเงินมาคืนกูเมื่อไหร่?" ชายผู้โชคร้ายพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยมือที่สั่นเทา ปากที่แตกยับขยับพูดยากลำบาก เลือดสีแดงฉานไหลย้อยลงมาหยดลงพื้น "เฮีย ผะ ผมขอเวลา ผมขอเวลาหน่อยนะเฮีย อึก! ผมสาบาน สาบานว่ารอบนี้จะหาเงินมาคืนเฮียให้ได้แน่นอน เชื่อผมนะเฮีย" เฟิงฟังคำแก้ตัวซ้ำซากนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาแสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความขบขัน แต่มาจากความสมเพช "ถุย!" ร่างสูงถ่มบุหรี่ที่ยังติดไฟลงพื้น เฉียดหน้านิ้วมือลูกหนี้ไปเพียงนิดเดียว ก่อนจะใช้ปลายรองเท้าหนังขยี้ก้นบุหรี่นั้นจนแหลกละเอียด ราวกับกำลังขยี้ศักดิ์ศรีของคนตรงหน้า "ขอเวลา?" เฟิงทวนคำเสียงเหี้ยม นัยน์ตาฉายแววอำมหิตวาวโรจน์ "มึงขอเวลามากี่ครั้งแล้วไอ้สม? มึงผัดวันประกันพรุ่งมากี่หน? มึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนเล่นมึงเหรอ?" บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ลูกน้องรอบกายต่างกลั้นหายใจ เพราะรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่เฮียเฟิงเริ่มพูดประโยคนี้ นั่นหมายความว่าความอดทนของมังกรแห่งเยาวราชได้หมดลงแล้ว ดวงตาคมกริบของเฟิงหลงหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่รองเท้าหนังราคาแพงจะกระทืบลงไปบนฝ่ามือของไอ้สมที่วางแบอยู่บนพื้นอย่างแรง เขาวางน้ำหนักบดขยี้จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นฃ "อ๊ากกกกกก!! เฮีย! ผมเจ็บ! ผมยอมแล้ว!" เสียงร้องโหยหวนดังลั่นห้องแต่เฟิงไม่ได้สะทกสะท้าน เขาโน้มตัวลงไปกระชากผมลูกหนี้ให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา มืออีกข้างตบเบาๆ ที่แก้มบวมช้ำนั้นสองสามทีเหมือนจะเอ็นดู แต่แฝงความอำมหิตจนน่าขนลุก "จำความเจ็บนี้ใส่กะโหลกมึงไว้" เฟิงกระซิบเสียงต่ำชิดใบหน้าอีกฝ่าย "กูให้เวลามึงอีกสามวัน ถ้ามึงยังคิดจะเบี้ยวหนี้กูอีก มึงคงรู้นะว่ากูจะทำยังไงกับมึง" ไอ้สมรีบพยักหน้ารัวเร็วทั้งน้ำตา ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ "คะ ครับเฮีย! ผมสัญญา! สามวัน สามวันแน่นอน!" เฟิงปล่อยมือจากหัวมันอย่างรังเกียจ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือแล้วโยนทิ้งลงพื้น เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว ลูกน้องร่างยักษ์สองคนก็เดินเข้ามาหิ้วปีกไอ้สมที่ร้องครวญครางลากออกไปจากห้องราวกับลากถุงขยะ บรรยากาศในห้องเงียบลง เฟิงหันไปหาชายหนุ่มใส่แว่นท่าทางสุขุมที่ยืนรออยู่มุมห้อง "อาเหลียง ยังเหลือคนไหนอีกที่มันยังไม่จ่ายหนี้เรา?" อาเหลียง มือขวาคนสนิทขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวไถดูข้อมูลในแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เหลือรายใหญ่อีกคนครับเฮีย ไอ้สมปอง" คิ้วเข้มของเฟิงกระตุกวูบเมื่อได้ยินชื่อนี้ "ไอ้ขี้คุกนั่นน่ะเหรอ?" "ครับ ยอดหนี้รวมดอกเบี้ยตอนนี้ปาไปหลายล้าน แต่ปัญหาคือตอนนี้มันหนีไปแล้วครับเฮีย ผมให้เด็กไปดูที่บ้านเช่า มันขนของหนีไปตั้งแต่เมื่อคืน" "สวะเอ๊ย" เฟิงสบถเสียงต่ำ นัยน์ตาฉายแววหงุดหงิดถึงขีดสุด การที่มีคนกล้าหนีหนี้เขา มันเหมือนการหยามหน้า เฮียเฟิงแห่งเยาวราช อย่างให้อภัยไม่ได้ อาเหลียงรีบพูดต่อ "สายของเราสืบมาได้ว่า มันไม่ได้เอาลูกสาวไปด้วยครับ ลูกสาวมันกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม ผมเช็กแล้วว่าเธอพักอยู่ที่หอพักแถวชานเมือง นี่ที่อยู่ครับ" เฟิงคว้าแท็บเล็ตมาดูรูปถ่ายและที่อยู่ แววตาแข็งกร้าวขึ้นทันที เขากัดฟันกรอดด้วยความโมโห "พ่อหนี แต่ทิ้งลูกไว้รับกรรม สันดานเลวสมเป็นมันจริงๆ" เฟิงโยนแท็บเล็ตคืนให้อาเหลียง ก่อนจะเดินไปหยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ "มึงไปกับกู เดี๋ยวนี้" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม ครืนนนน ครืนนน เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คลาสสิกคันเก่าสีดำด้าน ไปตามตรอกซอยแคบๆ ในยามวิกาล แม้เฟิงจะมีรถหรูราคานับสิบล้านจอดเรียงรายอยู่ที่คฤหาสน์ แต่เขากลับเลือกที่จะขี่เจ้า ไอ้แก่ คันนี้ มอเตอร์ไซค์คู่ใจตั้งแต่สมัยเขายังเป็นแค่เด็กที่เอาตัวรอดในย่านนี้ รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่จอดเทียบท่าหน้าหอพักเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่งในซอยลึก แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทางสาดส่องลงมากระทบเงาร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนที่ยืนพิงรถอยู่ เฟิงยืนสูบบุหรี่รออย่างใจเย็น ควันสีเทาลอยเอื่อยๆ บดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่ไม่อาจปิดซ่อนรังสีอันตรายที่แผ่ออกมาได้ ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้น บัวและส้มโอกำลังเดินหัวเราะร่าเริงกลับมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเดินมาถึงหน้าหอพัก "งั้นกูขึ้นห้องก่อนนะมึง พรุ่งนี้เจอกัน" ส้มโอโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินแยกเข้าตึกไป บัวยังคงยืนยิ้มอยู่หน้าตึก กำลังจะก้าวเท้าเดินตามเพื่อนเข้าไป แต่สายตาพลันสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่ยืนพิงมอเตอร์ไซค์ขวางทางเข้าอยู่อย่างจงใจ วินาทีนั้น โลกทั้งใบของบัวเหมือนหยุดหมุน ถุงผลไม้ในมือร่วงหล่นลงพื้นดังตุ้บ! ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับบีบตัวรุนแรงด้วยความหวาดกลัว แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 4 ปี แม้เขาจะดูโตขึ้น น่าเกรงขามขึ้น และดูโหดเถื่อนกว่าเดิมหลายเท่าด้วยรอยสักมังกรที่โผล่พ้นคอเสื้อขึ้นมา แต่บัวไม่มีวันลืมใบหน้านี้ ใบหน้าของผู้ชายใจร้ายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน "เฮียเฟิง" เสียงหวานหลุดลอดจากลำคอแห้งผากอย่างแผ่วเบา ราวกับเป็นคำต้องห้ามที่เธอไม่คิดว่าจะต้องเอ่ยมันอีกในชาตินี้หลังจากพายุอารมณ์และความปรารถนาสงบลง เฟิงจูบซับเหงื่อที่หน้าผากมนของบัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจำใจผละออกจากร่างนุ่มนิ่ม"กูไปก่อนนะ แล้วจะหาทางมาหาใหม่"เฟิงกระซิบสั่งลา สวมเสื้อเชิ้ตอย่างรวดเร็วแล้วปีนข้ามระเบียงหายวับไปในความมืดอย่างคล่องแคล่ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกายจางๆ และความอบอุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่บัวรีบดึงสติกลับมา หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงด้วยขาที่สั่นเทาเล็กน้อย รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยที่สุด มือเรียวคว้ากระดาษทิชชูที่หัวเตียงมาเช็ดคราบน้ำรักขุ่นข้นของเขาที่เปรอะเปื้อนอยู่หว่างขาและต้นขาด้านในออกอย่างลวกๆ ก่อนจะรีบสวมเสื้อผ้าชุดเดิม จัดทรงผมให้เข้าที่ และสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกอีกครั้ง"ตายแล้ว แดงเถือกเลย"บัวหน้าซีดเมื่อเห็นรอยจูบสีกุหลาบเด่นหราอยู่ที่ต้นคอขาวผ่อง เธอพยายามจัดปกเสื้อให้ปิดมิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ณ ห้องรับประทานอาหารบรรยากาศในห้องอาหารเงียบจนน่าขนลุก ที่หัวโต๊ะมี คุณนายหลิน นั่งตัวตรงรออยู่ ส่วนด้านขวาคือ อาเช็ง ที่นั่งเล่นโทรศัพท์ฆ่าเวลา เมื่อบัวเดินเข้ามา ทั้งสองคนก็หันมามองเป็นตาเดียว"ข ขอโทษค่ะที่มาช้า" บั
เฟิงคำรามต่ำในลำคออีกครั้ง ความหิวโหยในแววตาเข้มข้นขึ้นราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโหม เขายกตัวขึ้นเล็กน้อย มือหนาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองอย่างเร่งรีบ ปุ่มกระดุมหลุดกระเด็นไปสองสามเม็ดเพราะความกระหายที่ไม่อาจยั้งใจได้อีกต่อไป เสื้อผืนนั้นถูกโยนทิ้งไปกองกับพื้นห้องอย่างไม่ใยดี เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดๆ รอยแผลเป็นเก่าๆ และเหงื่อที่ชโลมกายจนมันวาว“เฮีย” บัวครางแผ่ว สายตาหลงใหลมองเรือนร่างกำยำของเขา ก่อนที่เฟิงจะถอดกางเกงขาสั้นของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว จนทั้งคู่เปลือยเปล่าต่อหน้ากัน ร่างกายร้อนผ่าวของเขาประกบลงมาทับร่างบางอีกครั้ง ผิวหนังสัมผัสกันโดยไร้สิ่งกีดขวาง“กูทนไม่ไหวแล้วบัว” เขากระซิบเสียงแหบพร่า ขณะที่มือหนาเลื่อนลงไปจับสะโพกมนของเธอ รั้งให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าหาเธออย่างช้าๆ แต่หนักแน่น ความคิดถึงที่อัดอั้นระเบิดออกมาผ่านสัมผัสที่รุนแรงและเร่าร้อนบัวกัดริมฝีปาก ครางเสียงแผ่วเบาในลำคอ ขณะที่ร่างกายเธอตอบสนองเขาอย่างเต็มใจ มือเล็กจิกเล็บลงแผ่นหลังแกร่งของเขา เฟิงเคลื่อนไหวเร็วขึ้น แรงขึ้น จังหวะที่ประสานกันราวกับคลื่นที่
ณ ระเบียงห้องพักของใบบัวเฟิงปีนขึ้นมาถึงระเบียงชั้นสองจนได้ เขาหมอบต่ำลงทันทีเพื่อสังเกตการณ์ผ่านกระจกบานเลื่อนที่ไม่ได้ลงกลอน มือหนาค่อยๆ เลื่อนบานประตูออกช้าๆ เพียงนิดเดียว แล้วแทรกตัวผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้าไปในห้องภาพที่ปรากฏแก่สายตา ทำเอาลมหายใจของมังกรหนุ่มสะดุดกึก หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนปีนกำแพงร้อยเท่าภายในห้องนอนที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ใบบัว เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ เรือนร่างบอบบางขาวผ่อง มีเพียงผ้าขนหนูสีขาวผืนเดียวพันรอบอก อวดผิวเนียนละเอียดสีน้ำนมและช่วงไหล่ลาดมน หยดน้ำเกาะพราวตามไรผมและลำคอ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ฟุ้งไปทั่วห้องหญิงสาวเดินไปนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หันหลังให้เขา เธอค่อยๆ บรรจงเทโลชั่นลงบนฝ่ามือ แล้วลูบไล้ไปตามท่อนแขนเรียวและเรียวขาขาววับๆ แวมๆ ที่โผล่พ้นชายผ้าขนหนูออกมาทุกจังหวะที่มือเธอลูบไล้ผิว เฟิงรู้สึกเหมือนคอแห้งผาก เลือดในกายสูบฉีดพล่าน ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความปรารถนาที่พุ่งสูงปรี๊ดเขาค่อยๆ ย่างสามขุมเข้าไปหาเธอจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบ สายตาจับจ้องไปที่เงาสะท้อนในกระจกบัวที่กำลังเพลิดเพลินกับการทาครีม เงยหน้าขึ้นมองกระจ
ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของ Dragon Club ปัง!!! ประตูห้องทำงานหรูถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุด เฟิงเดินจ้ำอ้าวเข้ามาภายในห้องด้วยแววตาแดงก่ำที่ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงจนอากาศในห้องดูเหมือนจะบิดเบี้ยว โครมมมม!!! มือหนากวาดแฟ้มเอกสาร คอมพิวเตอร์ และข้าวของบนโต๊ะทำงานราคาแพงลงพื้นจนหมดเกลี้ยง แจกันลายครามใบละแสนถูกหยิบขึ้นมาขว้างใส่ผนังจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย "โธ่เว้ย!!! แม่งเอ๊ย!!!" เฟิงสบถลั่นห้องเหมือนสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขาเตะเก้าอี้หนังตัวใหญ่จนปลิวไปกระแทกตู้โชว์ด้านหลัง "เฮีย ใจเย็นๆ ก่อนครับเฮีย!" เหล่าลูกน้องนับสิบคนที่ยืนอออยู่หน้าประตู รวมถึงอาเหลียงและไอ้จุก ต่างถอยกรูดไปยืนหลบมุมด้วยความหวาดผวา ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้รัศมีทำลายล้างของนายเหนือหัว เขาเดินวนไปวนมากลางห้องเหมือนเสือติดจั่น ความอัดอั้นตันใจที่ทำอะไรไม่ได้ ความเจ็บใจที่ถูกแม่ตัวเองหักหน้า และความผิดหวังที่ใบบัวเลือกที่จะเดินจากไป มันสุมอยู่ในอกจนแทบระเบิด เขายกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปที่เคาน์เตอร์บาร์มุมห้อ
เฟิงกำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกง ความโกรธเริ่มปะทุขึ้นในอกเมื่อนึกถึงหน้าซื่อๆ ของใบบัวที่กตัญญูกับผู้ชายสารเลวคนนี้ยอมทำงานงกๆใช้หนี้ เพราะคิดว่าเป็นผู้ให้กำเนิด"เลวจริงๆ นะมึง" เฟิงพึมพำเสียงต่ำ"เลวตรงไหนเฮีย? ผมอุตส่าห์เลี้ยงมันมา บุญคุณท่วมหัวมันแล้ว!" สมปองเถียงข้างๆ คูๆ "ที่ผมเลี้ยงมันไว้ ก็กะ
หลังจากหนีออกมาจากความวุ่นวายในไนต์คลับได้ รถตู้คันหรูก็แล่นไปตามท้องถนนยามค่ำคืนที่เงียบสงบลง บัวนั่งเงียบมาสักพักก่อนจะเอ่ยปากบอกทางกับคนขับรถ "เฮีย ช่วยพาบัวไปที่หนึ่งหน่อยได้ไหมคะ? ไม่ไกลจากแถวนี้หรอก" เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ขัดใจ "บอกทางมา" รถตู้เลี้ยวเลาะเข้าไปในซอยเล็กๆ แถบชานเ
รถตู้สีดำคันหรูของเฮียเฟิงแล่นออกจากโรงพยาบาลอย่างนิ่มนวล มุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมหรูระฟ้าใจกลางเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าล็อบบี้อันโอ่อ่า ส้มโอก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความงุนงง "เอ่อ เฮียคะ นี่มันไม่ใช่หอพักหนูนี่คะ? เฮียมาส่งผิดที่หรือเปล่า?" ส้มโอทักท้วง
รถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนตัวออกจากบริเวณท่าเรือ มุ่งหน้ากลับสู่ใจกลางเมือง บรรยากาศภายในรถเงียบสงบจนได้ยินเสียงแอร์ทำงานเบาๆ เฟิงหลงหลับตาพิงเบาะ พยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลงเพื่อกลับไปหาใบบัวที่เพนท์เฮาส์ ครืด ครืด โทรศัพท์เครื่องหรูในมือสั่นเตือนอีกครั้ง เฟิงขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด คิดว่าเป็นเรื่อ





