LOGINหล่อนไม่วายหันไปตะคอกพอได้ยินแต่เขากับหล่อนเท่านั้น และทำท่าจะเดินออกจากหน้าเวที อาชารีบช่วยยกกระโปรงด้านหลังของหล่อนเดินตามต้อย ๆ ออกไป ท่ามกลางสายตาเจ้าบ่าวเจ้าสาวและแขกเรื่อในงาน เสียงซุบซิบนินทาจึงอื้ออึงขึ้นด้านหลังอย่างช่วยไม่ได้ พอพ้นออกมาได้ธาริณีก็โล่งอกสูดเอาอากาศเข้าเต็มปอด แต่ไม่ลืมที่จะกอดดอกไม้นั้นไว้เช่นเดิม แต่พอหันกลับมาก็แทบหมดความสดชื่น ทำให้หล่อนชะงักไปที่เห็นคนยืนเกือบชิดหล่อนไม่ชนเอาก็บุญแล้ว
“คุณ!ตามฉันออกมาทำไม่ หา!”
“ทำคุณได้โทษ” เชาบ่นหน้านิ่ง ๆ
“ทำคุณบ้าบออะไรคุณด่าฉันอยู่ฉอด ๆ “
“อันนั้นผมว่าน่าจะเป็นคุณนะ...” เขาว่าหน้าตาเฉย... “อุตส่าห์ยกหาง เอ๊ย ยกชายกระโปรงออกมาให้”
“ใครใช้คุณละ”
“ไม่มี แต่เห็นแล้วสังเวทเลยทำให้”
“นี่! คุณ.....ไปตายที่ไหนก็ไปได้แล้ว”
“อื้อฮือ... นั่นปากนะ ปาก... โตจนมาเลียตูดไม่ถึงแล้วหัดพูดอะไรดี ๆ บ้างสิ เป็นผู้หญิงด้วย”
เหลือที่จะทนแล้ว หล่อนง้างมือ ทำท่าจะตวัดไปที่แก้มเขาสักครั้งด้วยความแค้นใจสุด ๆ แต่ก็ช้าไปกว่ามือเรียวได้รูปของเขาจับหมับเข้าได้ เขาก้มลงมาตะคอกเบา ๆ
“เอะอะ อะไรก็จะด่า จะใช้กำลัง อยากรู้นักมีปมด้อยอะไรมา”
“ปล่อยฉันนะ...ปล่อยเดี๋ยวนี้....อ่ะ ไอ้ อุ๊บ“
คราวนี้ริมฝีปากร้อนของเขาก้มเข้าประกบริมฝีปากหล่อนดูดเฟ้นอย่างร้อนแรงดุดัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเขาจึงหันมาจูบแบบอ้อยอิ่งโหยหา ไม่เหมือนกับการจูบครั้งแรกที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นดุดัน ข้อมือทั้งสองถูกเขาจับเอาไว้ ตอนนี้หล่อนไม่สนแล้วว่ากุหลาบจะซ้ำหรือไม่ซ้ำหล่อนปล่อยให้ช่อกุหลาบนั้นหล่นลงสู่พื้นเพราะตอนนี้คิดอย่างเดียวต้องออกจากการพันธนาการของเขาให้ได้ เผื่อมีใครเดินออกมาเห็นเข้าไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆ ขณะที่เขายังจูบเคล้าคลึงอ้อยอิ่งอย่างใจเย็น และชั่วอึดใจใหญ่ ๆ เขาก็ปล่อยริมฝีปากของหล่อนให้เป็นอิสระ
ธาริณีมีความรู้สึกเหมือนปากหล่อนจะเจ่อขึ้นมากะทันหัน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว หัวสมองหมุนติ้วแต่ไม่ลืมคำว่า “อาชา รัตน์รังสรร” นายคนนี้ที่ได้ยินเสียงร่ำลือเรื่องเสือผู้หญิงเพราะเขาเป็นคนแบบนี้นะเองคลำใครไม่มีหางก็จะจัดการหมด โดยไม่นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นเลยแบบนี้เหรอ หรือว่าหญิงสาวทั้งหลายของเขาอาจชื่นชอบกับคนรวยหน้าตาดีอย่างนายคนนี้ก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่หล่อน ลองเป็นแบบนี้เกลียดจนตาย
ทันทีที่ปากเป็นอิสระ ธาริณีก็ตะโกนร้องทันที
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ค่ะ ช่วย.....อุ๊บ!”
คราวนี้เขาอุดการตะโกนร้องของหล่อนด้วยริมฝีปากที่อุ่นจนเกือบร้อนนั้นสอดแทรกลิ้นควานหาความหวานของอีกฝ่ายทำให้ธาริณีหมดเรี่ยวแรงที่จะทนยืนอยู่ได้ กลายเป็นเขาต้องประคองร่างของหล่อนเอาไว้ มีเสียงคนเดินและคุยกันเบา ๆ อยู่ข้างหลังสักครู่ก็ผ่านไป อาชาไม่สนหรอกว่าจะเป็นแขกเหรื่อคนไหนมาเห็นเข้า จะเก็บไปนินทาอย่างไรเขาสนเสียที่ไหนล่ะ เพราะที่ผ่านมาเขาก็เห็นหัวข้อสนทนาของสายชาวเม้าส์อยู่แล้ว เขามีอะไรที่จะต้องเสีย
เขาจึงอ้อยอิ่งอยู่กับการจูบเฟ้นหาความหอมหวานจากปากหล่อนอยู่นานกว่าจะปล่อยเป็นอิสระ และทันทีที่เขาปล่อยนั้นเองมือทั้งสองข้างของหญิงสาวก็ผลักอกเขาเต็มแรง ทำให้เขาผงะไปข้างหลังนิดหนึ่งโดยไม่ทันตั้งตัว และก่อนที่จะตั้งหลักได้ ก็โดนฟาดด้วยอะไรอะไรสักอย่างที่หล่อนก้มลงไปหยิบ!
“โอ้ย....เจ็บนะคุณ”
เสียงเขาร้องพลางให้มือปัดป้อง แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะมันยังฟาดลงมาที่เขาอีก
“พอแล้ว หนามทั้งนั้นเลยนะ โอ้ย!นี่กุหลาบน่ะ”
“ไปตายซะคนบ้า จะไปตายไหนก็ไป!”
“ปากอีกแล้ว ติดจนเป็นนิสัยอย่างนี้จะต้องสอนบ่อย ๆ ซะแล้ว”
เขาพูดปนขัน ๆ ขณะหลบกำกุหลาบที่กำลังฟาดซ้ำลงมาอีก แต่คราวนี้ผิดคาดเขากำมือหล่อนยั้งเอาไว้ได้ ก่อนจะใช้มือที่ว่างแตะไปที่ปลายคาง
“ได้เลือดเลย....เธอต้องชดใช้”
“อย่านะ ไม่งั้นฉันร้องอีก”
“ร้องอีกก็...โดนจูบอีก “
“ก็ลองดูสิ ฉันไม่ยอมฝ่ายเดียวหรอกนะ”
เขามองหล่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าก็นึกขัน ๆ กับชุดที่รุ่มร่ามนั้น หน้าตาของเจ้าของชุดไปคนละทางกันเลยตอนนี้ แต่ก็ยอมรับว่าภายใต้การตกแต่งหน้านั้นหล่อนมีผิวพรรณตามธรรมชาติแบบไหนเหมือนที่เขาเห็นมาแล้วเมื่อครั้งก่อน
“ทิ้งช่อกุหลาบนั้นลง ไม่งั้นผมไม่ปล่อย”
“ไม่ คุณนั่นแหละปล่อยฉัน” นัยน์ตาหล่อนเอาเรื่อง
ที่จริงมันเหลือเพียงก้านกุหลาบเท่านั้นเพราะดอกของกุหลาบนั้นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณนั้น หนามของมันเกี่ยวเอาปลายคางของอาชาได้เลือดซิบเลยทีเดียว
“ดอกกุหลาบกระจุยกระจายหมดแล้ว...ทำไงจะได้คู่กับเขาล่ะทีนี้” เขาเย้าขัน ๆ “ปล่อย....บอกให้ปล่อยยังไม่อยากปล่อยอีกใช่ไหม”
“โฮ้ย...ฉันเจ็บนะ”
เจ้าของเสียงหน้าเหยเกเมื่อเขาบิดข้อมือเพื่อบังคับให้ทิ้งช่อก้านกุหลาบนั้น ในที่สุดธาริณีก็ทนไม่ไหวจำเป็นต้องปล่อยมือให้ช่อก้านดอกกุหลาบนั้นหล่นลงพื้นไปอีกครั้ง
“ปล่อยมือฉันนะ”
“ปล่อยแน่นอน....แต่บอกเอาไว้ก่อนอย่าทำเก่งอีก ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น”
ก่อนที่หญิงสาวจะตอบโต้เขาออกไปอีก ร่างก็ถูกกระชากเข้ามาแนบกับอกกว้างของเขา ริมฝีปากอุ่น ๆ พร้อมจมูกโด่ง ๆ นั้นก็ฝังมาที่ริมฝีปากและพวงแก้มของหล่อนอีกครั้ง โดยไม่ให้ตั้งตัวได้เลย จากนั้นเขาก็ผละร่างออกไปอย่างรวดเร็ว
“ถ้าจะกลับเข้าไปในงานแนะนำว่าไปที่ห้องน้ำก่อนนะ ค่อยกลับไป”
ธาริณีหันซ้ายขวาเพื่อหาอาวุธก็เห็นเฉพาะช่อก้านกุหลาบเท่านั้นไวเท่าความคิดหล่อนก้มหยิบมันขึ้นมา แล้วตั้งท่าจะรี่เข้าไปฟาดเข้าทางด้านหลังของเขา
“อ๊ะ อย่าเชียวนะ” เขาหันมาเผชิญหน้าอย่างฉับไว
“ฟาดมาคราวนี้จะจูบไม่ปล่อยเลย...ลองดูสิ”
เท้าที่กำลังจะรี่เข้าไปหาหยุดกึกยังกับตุ๊กตาหมดลานมือที่ถือก้านกุหลาบค้างอยู่อย่างนั้นแม้แววตาจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่ายแต่บางครั้งแววตาของหล่อนก็อับอายอ่อนไหวเข้ามาแทรกเช่นกันจนทำให้พวงแก้มแดงซ่านไปหมด
“ไปห้องน้ำดูแลความเรียบร้อยตัวเองโน่น อย่าเที่ยวตามมาระรานคนอื่นเขา”
“ไอ้คน......”
“อย่าเชียวนะ” เขายกนิ้วพร้อมหรี่ดวงตาลงแคบเล็กข้างหนึ่งอย่างเอาเรื่อง
“ฝึกนิสัยเสียใหม่คราหน้าเจอกันอย่าให้ได้ยินเชียว... ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนผมจะสั่งสอนคุณตรงนั้นเลยคอยดูกันไป”
แขนที่ถือช่อก้านกุหลาบที่ค้างอยู่ตกลงข้างกายพร้อมปล่อยช่อก้านกุหลาบลงกับพื้นปากเม้มเข้าหากันแน่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ก่อนจะหมุนตัวหันหลังให้เขาแล้วผละเดินออกมา ทำให้ชายหนุ่มต้องถอนหายใจหนัก ๆ อีกครั้งก่อนจะกลับเข้าไปในบริเวณงาน
ทันทีที่เขากลับเข้ามาในบริเวณงานเขาพอจะรับรู้ได้เลยว่ามีสายตาหลายคู่มองมาที่เขาพร้อมคำนินทาซุบซิบกัน แล้วถ้าหล่อนคนนั้นกลับเข้ามาอีกล่ะเสียงซุบซิบตอนนี้จะอื้ออึงขึ้นอีกไหม เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ เป็นจังหวะที่คู่บ่าวสาวเดินขอบคุณแขกตามโต๊ะพอดี และเป็นจังหวะที่เขาเดินเข้ามาด้านในพอเหมาะกับคู่บ่าวสาวหันมามองเห็นเข้าจึงเดินรี่เข้ามาหา
“คุณเล็กค่ะเห็นยายณีเพื่อน บีบ้างไหมคะ”
“ณีไหนครับ....ผมไม่รู้จัก”
“นายจะไม่รู้จักได้ยังไงก็คนที่นายโดยสารลิฟต์ไปกันสองคนครั้งนั้น และวันนี้นายเหยียบชายกระโปรงเค้าจนล้มไง”
“ใครบอกพี่ว่าผมทำให้เธอล้ม ก็ใส่มาได้ชุดอย่างนั้น ลุ่มล่ามจะตายไป”
“เจ้าเล็ก พูดอะไรห่วงผู้หญิงเขามั่ง”
“มันน่าห่วงที่ไหนละพี่ ปากร้ายจะตายไป”
“แสดงว่าคุณเล็กเจอยายณีสิคะ” ว่าที่พี่สะใภ้รีบประท้วง
“ผมเห็นเข้าไปห้องน้ำมั้ง”
“ไม่น่าไปนานขนาดนั้นนี่คะ มีอะไรหรือเปล่า” ตอนท้ายคล้ายจะหันไปปรึกษาว่าที่สามี
“ผมเองไม่ทราบหรอกครับลองถามเจ้าตัวเองก็แล้วกัน...ขอตัวนะครับ”
เขาเดินออกจากที่นั่นอย่างไม่สนใจสายตาของพี่ชายและพี่สะใภ้เลยนิดเดียว อย่าว่าแต่พี่ชายเลยคนที่กำลังมองเขาในห้องนี้เขาเองก็ไม่เห็นจะแคร์สักนิดเดียว!
ตอบโจทย์หัวใจห้องนอนใหญ่ของชายหนุ่มที่บัดนี้ได้กลายเป็นห้องหอเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ ที่เขาจัดหาให้เจ้าสาวใหม่หมด“การที่จะใช้ชีวิตคู่ให้ยืนยาว ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของคน สองคน... ขอให้ใช้ความเย็นของจิตใจเข้ามาแก้ปัญหากันนะลูกนะ แล้วทุกอย่างจะได้ราบรื่นผ่านไปด้วยดี” คุณหญิงปราณีเอ่ยบอก สีหน้ายินดีพร้อมกับส่งยิ้มอบอุ่นให้บ่าวสาวที่นั่งเคียงคู่กันอยู่ ก่อนที่จะมีหยดน้ำใส ๆ หยดลงมาเป็นทางยาวแล้วรีบปาดมันทิ้ง เหมือนกลัวว่าจะมีใครเห็นความตื้นตันใจที่ได้เห็นลูกชายคนเล็กเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที“คุณแม่ร้องไห้ทำไมล่ะคะ” ลูกสะใภ้คนโตเอ่ยถาม เจือขำน้อย ๆ แม่สามีเลยค้อนให้ คนช่างสังเกต“เนี่ยแม่บี ฉันร้องไห้ที่ไหนฉันดีใจต่างหาก” เอ่ยค้อน แต่เสียงยังแอบสั่นเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกเพื่อให้ผู้ใหญ่อีกฝ่ายเดินเข้ามา“ขอให้เราทั้งสองนำพาชีวิตคู่ให้ยืนยาวเหมือนพ่อกับแม่นะ คนเราอยู่ได้เพราะความเข้าใจ และอีกอย่างที่ต้องจำให้ขึ้นใจของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คือยอมลงเมื่ออีกคนกำลังขึ้น ทุกอย่างมันก็จะดีเอง” ชายสูงวัยฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนกล่าวขึ้น ส่งสายตาไปยังสองคนไม่ได้เจาะจงจะเน้นฝ่ายห
ผู้ชายร้าย ๆ รักคุณคนเดียวผู้หญิงทั้งสามมองหน้ากัน ปล่อยให้เจ้าของเรื่อง ได้คิดและตัดสินใจ แต่เวลาที่พวกท่านจะให้นั้นมันก็แค่ตรงนี้และตอนนี้เท่านั้น เพราะยังไง ความเปลี่ยนแปลงไม่มีวันเกิดขึ้น ครั้นเมื่อชายอาชากล้าสารภาพผิด และบอกความในใจจนหมด เขารักธาริณี รักตั้งแต่วันนั้น วันที่พบเจอเธอในลิฟต์และมีเรื่องเกิดขึ้น เขาจำฝังใจไม่เคยลืม จึงตัดสินใจทำเรื่องงี่เง่าเมื่อเจอเธอในงานแต่งอีกครั้ง เพราะคิดว่า หล่อนคงเหมือนผู้หญิงหลาย ๆ คนที่เขาเคยคบมา แต่เปล่าเลย เขาประมาณ ธาริณีพลาดไป เธอใจแข็งและมีความคิดเด็ดเดี่ยวกว่าที่คิด เรื่องทุกอย่างจึงไม่เป็นไปตามแผนการเปิดอกพูดของอาชา ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ ความกล้าและความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่แสดงออกมา จึงหักล้าง กันได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ลงความเห็น ว่าหากเขาจะทำอย่างที่ปากว่า ก็ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้ให้พวกท่านเห็น...น้ำตาเม็ดใสไหลรินมือเรียวสวมกอดผู้เป็นแม่ ละอายกับความผิดที่ตนเองได้ปกปิดเอาไว้ “อึก... คุณแม่ ณีขอโทษ ณีเป็นลูกสาวที่ไม่ดีเลยใช่มั้ยคะ” น้ำเสียงสั่นเครือโอบกอดผู้เป็นแม่ ก่อนจะสะอื้นไห้จนตัวโยน คนที่ยืนมองรู้สึกหดหู่ก
เถื่อนก็รัก มนธิราจัดการนำทุกคนกลับมาบ้านพักริมทะเล เพื่อจะคุยอะไรได้สะดวกขึ้น ธาริณีสีหน้าดีขึ้นมากเมื่อเห็นแม่และพ่อบังเกิดเกล้าตัดสินใจกลับมาเมืองไทย แม้จะไม่คิดว่าจะมีวันนี้...แต่ความดีใจก็เข้ามาเยือนได้ไม่เท่าไหร่ เมื่อคิดว่าความจริงทั้งหมดที่ปิดมาตลอดสี่ปีคงต้องถึงเวลาเปิดเผย แม้ที่ผ่านมาพ่อแม่จะไม่เคยเค้นถามว่าใครเป็นพ่อของลูก แต่เมื่อถึงวันนี้ คำตอบที่อยู่ตรงหน้า มันทำให้ความละอายก่อตัวทบทวี และความสัมพันธ์ที่กำลังรอบทพิสูจน์ของเธอกับพ่อของลูก คงสิ้นสุดลงแล้วบีปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลได้ชื่นชมหลานอยู่ในบ้าน โดยมีลูกชายตนเองร่วมอยู่ด้วย เพราะดูเหมือนเด็กทั้งสองจะปรับตัวคุ้นเคยกันได้อย่างรวดเร็วบีจัดการลากข้อมือเพื่อนรักลงมาเดินบนชายหาด เพื่อต้องการถามเรื่องราวให้แน่ชัดว่าจะเอายังไงกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเพื่อนสาวกับน้องชายสามีเธอ“ตกลงณีจะเอายังไง... ต้องการให้บีช่วยอะไรก็บอกได้นะ”ว่าที่คุณแม่ลูกสองเอ่ยถามเพื่อนรักแววตากลัดกลุ้มไม่แพ้อีกกันใบหน้าที่ทอดมองมา มันทำให้บีรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนรักก็มีใจให้พ่อของลูกแล้วเช่นกัน แต่คงติดด้วยทิฐิบางอย่างที่
ลมหายใจไม่สิ้นสุดข้างฝ่ายอนาธิป ที่ไม่ใช่เจ้าของเรื่องกำลังให้ปากคำตามที่เห็นเหตุการณ์ แต่ก็พอเป็นประโยชน์บ้าง เมื่อแดนเข้าไปเรื่องทุกอย่างจึงกระจ่างขึ้น แต่ก็รอสอบปากคำเจ้าของโรงงานหนุ่มอีกทีว่าจะเอายังไงกับเรื่องทั้งหมด พวกคนร้ายทั้งสามถูกจับกุมได้หมดในข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ตำรวจได้ขู่เอาไว้ว่าหากไม่เอ่ยบอกความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลัง จะตั้งข้อหาพยายามฆ่า...ส่วนคนร้ายอีกคนต้องนำส่งโรงพยาบาลเช่นกันเพราะโดนยิงเข้าที่ชายโครงหนึ่งนัด กระสุนฝังใน งานนี้ทั้งสามให้การยอมรับสารภาพ ตำรวจจึงกันตัวไว้เป็นพยานแล้วรีบดำเนินการจับตัวคนบงการทันทีใบหน้าหล่อเข้มบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด แม้จะไม่ได้เสียเลือดมากมาย แต่เหตุการณ์มันทำให้ ใจของคนเป็นพ่อที่เกือบทำให้ลูกชายต้องตกอยู่ในอันตราย เขาไม่อยากคิดว่าหากจินไม่โทรมาบอก เขาจะรู้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น และช่วยลูกชายด้วยวิธีไหนแค่คิดอาชาก็ปวดร้าว ยากที่จะให้อภัยตัวเอง ที่เป็นคนดึงให้ลูกชาย มาพบกับสถานการณ์เลวร้ายที่ตนเองเป็นคนก่อไว้“เป็นไง ไหวมั้ย”ธาดาที่นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ร้องถามทันที ที่เห็นน้องชายเดินออกมาจากห้อง พร้อมกับลุกขึ้นตรงไปยังน
เล่นกับใจน้ำเสียงเอ่ยคล้ายออกคำสั่งเชิงขอร้องให้อีกคนเอ่ยบอกความจริง ในเมื่อเธอรู้ว่าลูกปลอดภัย แต่หากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีสภาพแบบนี้ แล้วคนที่เธอไม่เห็นมันจะมีสภาพเช่นไร“คุณณีอย่าเพิ่งถามผมจะไปดูคุณเล็ก ส่วนคุณณีดูแลคุณหนูให้ดี พยายามอยู่กับพนักงานในโรงงานเดี๋ยวผมจะไปสั่งยามด้านหน้าให้ปิดประตู และตรวจคนเข้าออกให้ดี”คำเอ่ยบอกเรียกสายตาตื่นตระหนกของธาริณี หัวใจร้อนรุ่ม เหงื่อกาฬแตกพลั่กก่อนความมืดมิดจะเข้ามาเยือน แต่แดนเข้าประคองร่างบางไว้ทันก่อนจะร่วงลงสู้พื้นดิน พยายามกัดฟันอุ้มร่างบางเข้าไปในอ๊อฟฟิต แล้วจัดการสั่งให้ทุกคนดูแลเจ้านายและลูกชายเอาไว้จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลง เมื่อเขากลับมาจินยังคงอุ้มคุณหนูอยู่แนบกาย สีหน้าเป็นกังวลเมื่อเห็นนายสาวเป็นลมล้มพับไป แต่ก็ได้แต่ยืนให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เมื่อตนเองช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากอุ้มหนุ่มน้อยไว้ไม่ห่างกาย ส่วนหน้าที่อื่นยกให้พนักงานหญิงช่วยกันพัดวีบีบนวดให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวแดนหันหลังออกไปทันที หลังจากที่วางร่างหมดสติลงบนเก้าอี้ตัวยาว ตอนนี้หัวใจของเขาได้วิ่งไปหาเจ้านายอันเป็นที่รักเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แค่ตัวเขาที่จะตามไปแดนเรียกเพื
ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ก่อนอาชาไม่ได้ตกใจกลัวกับสิ่งที่เห็น หากความกลัวไม่ได้หลงเหลือเอาไว้ในหัว ตอนนี้แค่ต้องการให้ลูกน้อยปลอดภัย คนเป็นพ่ออย่างเขายอมได้ทุกอย่างแม้ชีวิตและลมหายใจ“แดนขับรถไหวมั้ย พาตานุออกไปจากที่นี่ เดียวนี้”น้ำเสียงหนักแน่นร้องสั่ง แต่อีกคนกลับทำ สีหน้ากระอักกระอวน“ผมเป็นห่วงคุณเล็ก อย่าไล่ผมไปแบบนี้”แดนบอกทั้งที่ตัวเอง ยืนเกือบไม่ไหว รู้สึกก้อนแข็ง ๆ ดันขึ้นมาบนยอดอก“หากนายเป็นห่วงฉัน อยู่ดูแลลูกฉัน พาไปยังที่ที่ปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้ และห้ามหันกลับมา” อาชาเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจจากน้ำใจของอีกคน“ครับ!”แล้วหันหลังให้เจ้านาย ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ แล้วรีบขับรถออกมาด้วยหัวใจที่เจ็บปวด มือไม้ยังคงสั่นเทาขับรถออกไปด้วยความมึนเบลอ ความเจ็บปวดทางกายมันไม่อาจทำให้แดนผิดคำสัญญา เขาสามารถประคองรถออกไปได้ดีเหมือนกับว่าตัวเขาไม่ได้โดนอะไรมาเลยด้วยซ้ำแต่ความเจ็บปวดทางใจ มันบีบบังคับให้น้ำใสล้นออกมาอย่างอดไม่ได้ เขาเป็นห่วงเจ้านายหนุ่มกว่าสิ่งใด แต่เมื่ออีกฝ่ายมอบหมายงานมา ยิ่งได้เห็นภาพน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของคนทั้งสอง







