Mag-log inในวันหยุดที่น้ำชาควรจะได้พักสมองด้วยการนอนตื่นสายหรือไม่ก็ยืดเส้นยืดสายด้วยการซ้อมเต้นหรือออกกำลังกายอย่างที่ชอบทำประจำ ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไป
เธอกับเพื่อนสาวอีกสองคนถูกรองประธานชมรมมอบหน้าที่ให้เป็นฝ่ายจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้และขนมนมเนยที่จะไปออกค่ายชมรมในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้
เป็นหน้าที่ที่มอบให้แบบไม่ถามหาสุขภาพน้ำชาเลยสักคำ…
“หลายอย่างขนาดนี้วันเดียวจะซื้อหมดเหรอ” สมุดใช้จดรายการที่ต้องซื้อยาวยืดจนทั้งสามหญิงสาวมองหน้ากัน ตอนนี้ทั้งสามคนนั่งอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่โตของโซ่ที่ใช้เป็นจุดนัดหมาย
“พี่หมอกแกล้งกันปะเนี่ย มีกันอยู่ไม่กี่คนแค่นี้จะซื้อยังไงหมด” เมื่อเห็นรายการที่ต้องซื้อกับคนที่มีอยู่แค่นี้แล้วฝนถึงกับทำท่าจะเป็นลม
“ใครบอกแค่นี้”
“อ้าว! ไม่ได้ใช่มีแค่พวกฝนสามคนเหรอ”
“เลอะเทอะ ใครจะใช้ผู้หญิงทำเรื่องหนักขนาดนั้น”
“แล้วยังไง?”
“พวกพี่ก็ไปด้วยไง แล้วก็โน่น” หมอกประกอบคำพูดด้วยการพยักพเยิดหน้าไปทางนอกบ้านที่มีเพื่อนอีกสามคนยืนสูบบุหรี่คุยกันอยู่
“ไอ้โซ่มันจัดการขอคนจากพ่อมันไปช่วยด้วยอีกหลายคน”
“โห! ลุงซันนี่ยังใจดีเหมือนเดิมเลยเนาะ”
“อืม ลูกชายคนเดียวขออะไรก็ได้ นี่ก็เพิ่มงบมาสบทบให้อีกนะ ลำพังงบที่ทางรุ่นพี่ได้มาจากทางมหาลัยไม่ได้ของเยอะขนาดนี้หรอก”
“ดีจัง ลุงซันใจดีแบบนี้พี่โซ่ก็เลยเป็นคนใจดีตามไปด้วยสินะ ใครได้เป็นแฟนนี่โชคดีเลยแหละ” สิ้นเสียงเยินยอรุ่นพี่ปลายหางตาของสายฝนก็เหลือบไปมองเพื่อนบางคนจนเจ้าตัวต้องมองประสานตากลับ
“อะไร?” น้ำชาเลิกคิ้วขึ้นตั้งคำถามเป็นเชิงว่าทำไมต้องมองเธอ
“แกว่าพี่โซ่หล่อไหมน้ำชา” สายฝนถามพร้อมทำสายตาซุกซน
“…” น้ำชายังไม่ตอบ แต่เลือกจะหันไปมองเจ้าของชื่อในคำถามซึ่งเขาก็กำลังมองมาทางเธออยู่เช่นกัน
“ถ้าตอบไปตามหลักฐานที่มีอยู่จริงก็ต้องบอกว่าหล่อมากนั่นแหละ” น้ำชาไม่ชอบพูดปดถ้าไม่จำเป็น เธอรู้สึกยังไงก็บอกไปตามตรงอย่างที่ใจคิด ถ้าถามว่าในสายตาเธอรุ่นพี่คนนี้หล่อไหมก็ต้องบอกว่าหล่อมาก แต่ความหล่อของเขาไม่ได้ทำให้ใจของเธอสั่นแต่อย่างใด
ครืด!
กระทั่งคนถูกนินทาซึ่งหน้าเปิดประตูกลับเข้ามาภายในบ้าน
“เหมือนจะมีใครพูดอะไรถึงพี่ไหม?” ถามคำถามกับน้องสาวเพื่อนแต่นัยน์คมกลับจ้องมองใบหน้าของใครอีกคนไม่วางตา
“ไม่มีอะไรหรอก ฝนแค่ถามน้ำชาว่าพี่โซ่หล่อหรือเปล่า”
“…” ดูเหมือนเพื่อนฝนของเธอวันนี้จะชงเธอกับรุ่นพี่คนนี้อีกแล้วสินะ
“แล้วเพื่อนเราว่าไง”
“น้ำชาก็บอกว่าหล่อมาก”
“จริงดิ?” คนถูกชมฉีกยิ้มกว้างหันไปถามเจ้าของคำชมเอง
“อืม หล่อ หล่อมาก โคตรจะหล่อเลย” ประโยคสุดท้ายน้ำชาพูดออกมาเชิงประชดประชันพร้อมหลุดกลั้วหัวเราะ
แต่โซ่ไม่ได้ถือสา แค่เห็นเธอหัวเราะออกมาใจเขาก็แทบจะละลายจนลืมโฟกัสทุกอย่างไปแล้วหมดสิ้น
โคตรน่ารักเลย…
@ย่านตลาดขายส่ง…
มาถึงณ.ตลาดขายส่งสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางกรุง
“พวกของมีน้ำหนักกูให้คนแยกรายการไปซื้ออีกทางแล้ว ส่วนพวกเราก็แบ่งกันหาซื้อตามกำลังที่ไหวก็พอ” โซ่ว่าพลางดึงใบรายการที่เขากับหมอกช่วยกันแยกไว้เป็นสัดส่วนแล้วออกแจกจ่าย
“เดี๋ยวเราแบ่งเป็นทีมชายหญิงไปนะ ผู้หญิงจะได้ดูรายการผู้ชายจะได้ถือของ” โซ่ว่าต่อ
“อืม งั้นกูไปกับพิม ริวมึงไปกับน้องกู ส่วนโซ่มึงไปกับน้ำชา” หมอกจัดแจงแยกคนออกเป็นทีม ทว่าก็ยังคงไม่ลงตัวอยู่ดีเพราะยังเหลือวินอีกหนึ่งคนที่เป็นส่วนเกิน
“ไอ้สัดแล้วกูล่ะ เป็นส่วนเกินเฉย”
“มึงไปกับริวกับฝนมันแล้วกัน”
“แล้วทำไมไม่ให้กูไปกับไอ้โซ่กับน้ำชา?” วินทำทีเป็นงอแง
“พี่วินไปกับฝนนี่แหละ ฝนตัวเล็กนิดเดียวไม่เห็นหรือไงไปช่วยฝนถือของ”
“หึ! เป็นทีมเชียว” ถึงจะรู้ว่าการแบ่งคนออกแยกย้ายในครั้งนี้จะเป็นไปตามความต้องการของเพื่อนบางคนแต่วินก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งไม่เข้าใจ กระทั่งถูกสายตาคมกริบของโซ่มองอย่างเอาเรื่อง
“เออๆตามนั้น” เจ้าตัวถึงได้เออออห่อหมกไปด้วยในที่สุด ‘โซ่มันขู่วินตลอดเลย…’
บรรยากาศในยามสายของเมืองไทยแม้แดดจะยังไม่แรงจ้าเท่าไรทว่าความอบอ้าวก็เข้ามาเยือนเร็วเป็นปกติ
น้ำชากับโซ่ยังเลือกซื้อของกันได้ไม่กี่อย่างแต่ด้วยความร้อนของอากาศก็ส่งผลให้ใบหน้าขาวผ่องของทั้งคู่ขึ้นเป็นสีแดงเรื่อได้โดยเร็ว
โซ่มองหน้าน้ำชาด้วยความเป็นห่วง
“เธอร้อนไหม หาน้ำกินก่อนเปล่า”
“ดีเหมือนกัน” น้ำชาไม่ปฏิเสธ ความจริงแล้วตั้งแต่เช้าเธอยังไม่ได้กินข้าวเลยสักเม็ดด้วยซ้ำ
“หิว”
“หิวเหรอ?”
“อืม ยังไม่ได้กินข้าวเลย พิมโทรไปก็ออกมาเลย”
“แล้วทำไมไม่บอก ไปหาไรกินกันก่อนไป” โซ่ไม่รอช้าที่จะดึงแขนให้อีกคนเดิมตามเขาไปด้วยกัน ฝ่ายน้ำชาเองก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนใดๆ สองคนเดินจับมือกันไปอย่างลืมตัว
กระทั่งมาจนถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดัง…
“เธอกินเนื้อหรือเปล่า ลืมถามเลย” โซ่เกาศีรษะแก้เขิน เดินจับมือสาวเพลินจนลืมสอบถาม
“กินได้หมดเลย ตอนนี้หิวมาก” คนหิวว่าพลางเดินนำเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวเองเลย
“ดีนะเรามาตอนนี้ ถ้ามาสายกว่านี้โต๊ะเต็มแน่ ร้านนี้อร่อยมากขอบอก”
“อืม ชาเคยมากินแล้ว” คนเคยมาแล้วตอบกลับหน้าซื่อตาใส
เพล้ง! ก็คล้ายว่าจะมีคนหน้าแตก แต่ถึงหน้าจะแหกยังไงโซ่ก็ยังยิ้มได้
“เอาอะไรดี พี่จดให้” ว่าแล้วก็คว้าปากกากับกระดาษมาถือไวแก้เขินอีกครั้ง
“เล็กสดลูกชิ้นพิเศษ”
“…”
“จดสิ มองอะไร” น้ำชาร้องถามคนที่เอาแต่มองหน้าเธอไม่ยอมจรดปากกาลงจดเมนูตามที่บอกสักที
“กินเหมือนกันเลย”
“เหมือนกันก็ใส่เลขสองลงไปสิ หิวจะตายอยู่แล้ว”
“เคๆ” คนถูกออกคำสั่งจำต้องเร่งมือจด ขืนช้ากว่านี้คงได้ถูกคนโมโหหิวกินหัวเขาเป็นแน่
ผ่านไปไม่นานก๋วยเตี๋ยวชามพิเศษของทั้งสองก็ถูกนำมาเสิร์ฟ…
โซ่มองดูการปรุงรสชาติก๋วยเตี๋ยวของคนฝั่งตรงข้ามแล้วก็ยิ่งบิดยิ้มกว้างออกมาแทบไม่อยากจะหุบ เพราะเธอกินรสเดียวกับเขาแบบเป๊ะๆ
“พี่เป็นอะไร ยิ้มอยู่ได้”
“ยิ้มแล้วหล่อ เลยชอบยิ้ม”
“ยิ้มตลอดแบบนั้น ใครเขาจะว่าบ้าเอานะ”
“คนบ้าไรจะหล่อขนาดนี้”
“…” น้ำชาคร้านจะเถียงกับคนบ้าหลงตัวเอง ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กในชามถูกตะเกียบคีบขึ้นมาอย่างชำนาญก่อนจะถูกริมฝีปากสวยสูดกินเข้าไปอย่างไร้ความเขินอายแม้จะมีผู้ชายนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ตาม
โดนใจโซ่อีกแล้ว ผู้หญิงอะไรเป็นตัวของตัวเองฉิบหาย น่ารักแม้กระทั่งตอนสูดเส้นก๋วยเตี๋ยว…
“กินยังไงให้เลอะ” ถามพลางยื่นมือไปเช็ดที่มุมปากของเธอที่มีคราบน้ำก๋วยเตี๋ยวเลอะอยู่
“ดูท่าจะหิวจริงแฮะ”
“เดี๋ยวชาเช็ดเอง” น้ำชาหยิบทิชชูที่วางอยู่ขึ้นมาเช็ดที่มุมปากของตัวเอง เริ่มจะรู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อยที่เผลอปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมามากขนาดนั้นต่อหน้าผู้ชาย
“กินไปเถอะ ไม่ต้องเขิน” คนรู้ทันยิ้มล้อเลียนแต่ก็ยังคีบลูกชิ้นเนื้อวัวแท้ของตัวเองใส่ในชามให้เธอทั้งหมด
“พี่ไม่กินหรือไง เอามาให้ชาทำไม” น้ำชาคีบลูกชิ้นที่ว่าจะเอากลับคืนไปให้เขา ทว่าโซ่ก็ยังคงคีบกลับไปใส่ในชามเธออยู่ดี
“พี่ไม่ค่อยหิว กินข้าวเช้ามาแล้ว ช่วยกินหน่อยเสียดาย”
“เอางั้นเหรอ?” น้ำชามองลูกชิ้นที่ลอยอยู่เต็มชามของเธออย่างนึกเกรงใจ แต่ว่าสุดท้ายก็ยอมคีบมันใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย จนโซ่ที่นั่งมองอยู่อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้กับท่าทางการกินดูแล้วมีความสุขอย่างมากของเธอ
“เธอชอบกินเนื้อเหรอ”
“…” น้ำชาพยักหน้าตอบทั้งที่ปากยังคงเคี้ยวลูกชิ้นเนื้อกร้วมๆอยู่
“พี่ก็สายเนื้อเหมือนกัน มีอยู่ร้านนึงปิ้งย่างเนื้ออร่อยมากไว้วันหลังพาไปกินไหม”
“…” น้ำชาพยักหน้าหงึกหงักไม่อยากขัดศรัทธา แต่ว่า…
“ถ้าร้านหลังมอ ชาไปกินมาแล้วอร่อยจริง”
“…” ใครก็ได้ช่วยที โซ่อยากจะกรี๊ด อยากจะกรี๊ดให้กับความดักคอเก่งของยัยเด็กชาเย็นนี่จริงๆ
บทการสนทนาจำต้องจบไว้เพียงเท่านั้นก่อน ทั้งสองตั้งหน้าตั้งตากินก๋วยเตี๋ยวในชามจนหมดและพากันตบของหวานต่ออีกคนละถ้วย จากนั้นก็ถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่ซื้อของตามรายการต่อไป
จากช่วงสายผ่านพ้นไปจนบ่ายเศษของทั้งหมดที่จดมาตามรายการก็ถูกจัดซื้อเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และถึงแม้ว่าจะมีคนของพ่อโซ่เข้ามาช่วยรับของไปเก็บที่รถเป็นระยะ แต่รอบสุดท้ายที่ทั้งสองนั้นเดินกลับมาเอาของตามร้านที่ฝากไว้ก่อนนั้นก็ยังมีอีกหลายถุงมากอยู่ดี
“ชาช่วยถือ”
“ไม่เป็นไร พี่ถือได้สบายมาก”
“เอามา”
“ก็บอกว่าไม่เป็นไรไง”
“…” น้ำชาได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ ไม่รู้เขาจะโชว์แมนไปถึงไหนทั้งๆที่เธอก็ช่วยถือได้ไม่ถึงกับหนักตายสักหน่อย
“อีกนิดเดียวก็ถึงรถแล้ว แต่ถ้าเธอจะกรุณางั้นช่วยเช็ดหน้าให้พี่หน่อยดิ” โซ่ว่าพลางยื่นหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเพื่อให้เธอช่วยเช็ดตามที่บอก
“แสบตา เหงื่อมันไหลเข้าตา” เขาไม่ได้โกหก น้ำชาเองก็สังเกตเห็นได้ว่าเหงื่อเม็ดใหญ่มันไหลไปที่ตาเขาจริงๆ
กระดาษทิชชูที่พกมาไว้ซับหน้าโดยเฉพาะถูกควักออกมาจากกระเป๋า คนที่เตรียมตัวรอไว้อยู่แล้วจึงยื่นหน้าเข้าไปในระยะที่เรียกได้ว่าใกล้เกินพอดีเข้าไปอีก
“อยู่เฉยๆ มันจะเข้าตาแล้ว”
โซ่ยืนนิ่งตามที่อีกคนบอก ทว่าสายตาของเขากลับจับจ้องมองแต่ใบหน้าขาวผ่องของเธออยู่อย่างนั้น ก็มองอยู่นานจนเธอนั้นเริ่มรู้สึกตัว
“มะ…มองอะไรขนาดนั้น” น้ำชาเกิดอาการประหม่าอึกอักในน้ำเสียง เพราะไม่ใช่เพียงแค่เขาที่เผลอมองเธออยู่นานสองนาน หากแต่เธอเองก็เก็บอาการไม่อยากจะมองเขาให้นานไปกว่านี้เหมือนกัน
อีกด้าน…
“ดูเพื่อนพวกมึงดิ กูนี่อยากจะเดินเข้าไปแกล้งให้แม่งคลั่ง”
“ปล่อยพี่โซ่เขาไปเหอะพี่วิน อิจฉาเขาหรือไง”
“พูดดีๆหน่อยฝน หล่อๆอย่างพี่จะไปอิจฉาไอ้โซ่มันเพื่อ?”
“เอาน่า อิจฉาก็คืออิจฉาไม่ต้องพูดมาก ขึ้นรถเหอะเขาเดินมากันโน่นแล้ว”
“ชิ!” วินส่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจในคำกล่าวหา ทว่าสุดท้ายก็จำต้องยอมก้าวขึ้นรถตามน้องสาวเพื่อนไปอีกคน กระทั่งสองคนสุดท้ายเดินมาถึงตัวรถ…
“พี่โซ่นั่งแทนฝนไปนะ เดี๋ยวฝนจะช่วยพี่ริวเช็ครายการของที่ซื้อว่าครบไหม”
“…” โซ่ยกไม้ยกมือทำท่าว่าโอเค ก่อนจะพยักหน้าให้น้ำชาเข้าไปนั่งริมหน้าต่างเช่นเดิมและตามมาด้วยตัวเขาที่เข้าไปนั่งที่เก่าของสายฝนแทน
ผ่านไปสักพัก…
รถตู้คันใหญ่เคลื่อนตัวออกมาได้สักพักแล้ว ทุกคนที่ใช้แรงกายในการเดินซื้อของกันมาค่อนข้างมากจึงพากันสลบไสลในเวลาเพียงไม่นาน
แต่หนึ่งในนั้นไม่รวมถึงโซ่ เพราะนอกจากคนขับแล้วก็เหลือโซ่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงทนถ่างตาอยู่ไม่ยอมหลับยอมนอน สายตาคมปราบเอาแต่จับจ้องใบหน้าขาวผ่องของคนที่อยู่ข้างกายตน
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เขาเอาแต่จ้องมองใบหน้าของคนด้านข้าง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เขาเผลอยิ้มให้อะไรบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างชัดเจน
รู้ตัวอีกทีก็อบอุ่นหัวใจไปแล้ว รู้ตัวอีกทีศีรษะของคนด้านข้างก็เอนเข้ามาซบที่ไหล่กว้างของเขาราวกับว่ารู้ใจกัน…
สองสัปดาห์ต่อมา… บ้านไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยังคงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม บ้านที่เงียบสงบบรรยากาศผ่อนคลายยังทำให้น้ำรินยิ้มได้และมีความสุขไปในทุกๆวัน หากแต่วันนี้ดูจะบรรยากาศแปลกๆไปเสียหน่อยก็ตรงที่มีอีกคนมานั่งจ้องตอนเธอกำลังพูดคุยกับต้นไม้แสนรักของตัวเองนี่แหละ “คุณจะมองฉันอีกนานไหม?” ขณะที่ถามไปก็อยากจะเอาน้ำในกระบอกป๊อกกี้ฉีดใส่หน้าอีกคนไปด้วย ถ้าไม่ติดว่าเป็นพ่อของลูกเขยเธอละก็คงไล่ตะเพิดกลับไปนานแล้ว “มองคุณที่ไหน ผมมองต้นไม้ของคุณต่างหาก มันสวยดี” “ก็เห็นอยู่ว่ามองหน้าฉัน” “งั้นก็แสดงว่าหน้าคุณสวย” น้ำรินแทบจะสำลักโกโก้ที่หยิบขึ้นมาจิบ หลายปีมาแล้วที่ไม่เคยถูกใครมาพูดอะไรเลี่ยนๆให้ได้ยินแบบนี้ พอได้ยินแล้วก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเชียว “ฉันไม่ใช่เด็กๆสาวๆที่จะหลงคารมเฒ่าหัวงูแบบคุณ ไม่ต้องมาหยอดเสียให้ยาก” “หึ!” เจ้าสัวซันได้ฟังแล้วก็ถึงกับขำ “ช่วยไม่ได้ คุณอยากตรงสเปคผมเอง” น้ำรินคงจะหมดความอดทนและได้ด่าคนอีกสักยกแน่ถ้าไม่มีรถยนต์คันหรูของโซ่ที่กลับมาจากโรงพยาบาลขับเข้ามาจอดภายในบ้านเสียก่อน เจ้าของดวงตาสวยหวานแม้จะเริ่มมีอาย
สามวันต่อมา…ตึก!ตึก! เสียงฝีเท้าหนักของกลุ่มคนที่เดินเข้ามาภายในโรงพยาลประจำจังหวัดทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นพากันหันมองด้วยความสนใจ เจ้าสัวซันมีสีหน้าร้อนรนไม่ต่างกับใจเขาที่ตอนนี้มันร้อนรุ่มเพราะเป็นห่วงลูกชายเพียงคนเดียวใจแทบขาด “ลูกฉันอยู่ห้องไหน?” เสียงเข้มเอ่ยถามกับลูกน้องที่มายืนรอรับ ดวงตาคมตอนนี้บ่งบอกถึงความกรุ่นโกรธที่มีอยู่ในใจเป็นอย่างมาก “ทางนี้ครับท่าน” สิ้นเสียงขานตอบประตูห้องพักพิเศษของโรงพยาบาลก็ถูกเปิดออกทันที “โซ่ แกเป็นยังไงบ้าง” เจ้าสัวซันเดินถลาเข้าหาลูกชายที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง เขาไปทำธุระที่ต่างประเทศมาแค่ไม่กี่วันกลับมาอีกทีเกือบจะได้จัดงานศพให้ลูกเสียแล้ว ใจคนเป็นพ่อมันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีที่ได้ฟังรายงานจากลูกน้อง ถ้าหายตัวมาเองได้เขาคงทำไปแล้ว ไม่รอนั่งเครื่องมาเป็นวันๆให้ใจมันร้อนเป็นเพลิงแบบนี้หรอก “ผมไม่เป็นอะไร ป๊าทำธุระของตัวเองเสร็จแล้วหรือไงถึงได้รีบมา” “ธุระอะไรมันจะไปสำคัญกว่าแกอีกว่ะ แล้วดูสภาพซิ ไหนคือไม่เป็นอะไรของแก” เจ้าสัวซันมองหน้าลูกชายแล้วส่ายศีรษะ “รักเมียมากจนลืมพ่อแกไปแล้วหรือไง ถ้าแกตายไ
ตั้งแต่เกิดมาโซ่ก็เพิ่งจะได้มาเดินเที่ยวอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ถึงคนจะเยอะเบียดเสียดกันคล้ายกับในผับแต่ก็ให้อารมณ์ต่างกันอยู่ดี บรรยากาศก็ใช่ว่าจะแย่เท่าไหร่นักหรอก หากแต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็ขอเลือกที่จะนอนสบายอยู่บ้านดีกว่า ทว่าจะไม่มาก็ไม่ได้ ใครจะปล่อยให้เมียตัวเองมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นกันล่ะ ถึงจะไม่ได้มากันสองต่อสองก็เถอะ “นี่ ลองกินอันนี้ไหม อร่อยนะ” ไข่ปลาหมึกย่างราดด้วยน้ำจิ้มสีสันน่าทานถูกยื่นส่งมาให้โดยผู้หญิงที่มาด้วยกันอีกคน แต้วยิ้มหวานให้ชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้าให้ลองชิมอีกครั้ง “ลองสิ อร่อยมาก” “ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณ” เจ้าของน้ำเสียงราบเรียบเอ่ยปฏิเสธทั้งที่สายตายังมองสองคนที่เดินนำหน้าไม่ละไปไหน ยิ่งเห็นต้นกล้าชวนน้ำชาพูดคุยไม่หยุดก็ยิ่งหัวเสีย ไม่ชอบเห็นเธอยิ้มเรี่ยราดให้ใครแบบนั้นเลยแต่ก็ไม่อยากโวยวายแสดงความเป็นเจ้าของให้เธอโกรธ “ตรงนั้นที่ว่างพอดี เรานั่งกินกันก่อนเหอะค่อยเดินต่อ เหมื่อยขาแล้วอ่า” แต้วกระปอดกระแปดเสียงบ่นก่อนจะเดินนำทุกคนมานั่งยังโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้คนที่มาเดินเที่ยวภายในงานได้นั่งพักหรือซื้ออาหารมานั่งทานกัน โดยทันทีที
สองวันต่อมา… “เรียบร้อยนะครับเสี่ย” น้ำเสียงกวนประสาทของโซ่เอ่ยบอกกับเสี่ยศรในตอนนี้พวกเขาเดินออกมาจากสำนักงานที่ดินหลังจากโอนกรรมสิทธิ์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่เสี่ยศรเองก็ตวัดหางตามองเด็กเมื่อวานซืนในความคิดของเขาอย่างไม่ชอบใจนัก หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เสี่ยศรสุดจะแค้นเคืองที่ถูกเด็กหนุ่มจากไหนก็ไม่รู้มาลูบคม จากที่จะได้เงินแปดล้านกำไรเหนาะๆกลับได้มาแค่สี่ล้านกว่าตามราคาประเมิน ไอ้ครั้นจะสู้รบด้วยก็ไม่ได้เพราะเพิ่งรู้ว่าพ่อของอีกฝ่ายนั้นมีอิทธิพลใช่ย่อย พอบอกจะไม่ขายแล้วก็ถูกข่มขู่เข้าอีก เสี่ยศรกลายเป็นตัวเล็กตัวน้อยไปเลยเมื่อสู่กับฝ่ายของโซ่ และมันก็เจ็บใจตรงที่ต้องมายืนมองอีกฝ่ายเดินถือโฉนดร่อนไปร่อนมาเหมือนจะเยาะเย้ยให้เห็นนี่แหละ ถ้ารู้อย่างนี้สู้เขาเก็บที่ไว้แล้วกินค่าเช่าแพงๆกับน้ำรินไปเรื่อยๆดีกว่า@ร้านขายต้นไม้ของน้ำริน “นี่ครับ” “ขอบคุณมากนะ” น้ำรินมองใบโฉนดที่ดินที่โซ่วางไว้ให้บนโต๊ะอย่างรู้สึกเกรงใจเหลือเกิน “คุณไม่น่าจะต้องมาเสียเงินเยอะขนาดนี้เลย” “ผมเต็มใจ อยากให้ของขวัญน้ำชาด้วย” ว่าพลางดวงตาคมก็มองไปยังร่างบางที่กำลังยืนดูคนงานเอาต
วันต่อมา… เมื่อคืนกว่าน้ำชาจะข่มตาให้หลับได้ก็เป็นเวลาเกือบตีสาม แถมหลับไปได้แค่นิดเดียวก็ต้องตื่นมาแต่เช้าเพราะเมื่อวานรับปากกับแม่ไว้ว่าจะไปวัดด้วยกัน และเพราะจะต้องช่วยแม่เตรียมของไปทำบุญทำให้คนที่ยังมีความงัวเงียอยู่จำเป็นต้องลุกจากที่นอนเพื่อลงมาด้านล่าง ทว่าพอลงมาแล้วของทุกอย่างกลับถูกเตรียมไว้พร้อมหมดแล้วเสียอย่างนั้น “ชาตื่นช้าไปเหรอ ทำไมแม่ไม่ปลุกชาให้ตื่นมาช่วยล่ะ” “แม่มีลูกมือช่วยแล้ว” น้ำรินที่กำลังจัดแจงตัดกิ่งก้านดอกไม้ที่เก็บมาเพื่อจะไปถวายพระเงยหน้าขึ้นบอกกับลูกสาว ก่อนจะเอียงหน้าพยักพเยิดไปอีกทิศทางที่มีใครอีกคนกำลังจัดอาหารใส่ปิ่นโตอยู่ “มีพ่อครัวทำอาหารให้พอดีเลย สบายไป” “แม่ใช้งานเขาเกินไปหรือเปล่า” น้ำชาไม่ได้เป็นห่วงใคร แต่แค่เกรงว่าแม่เธอจะทำเกินไปเท่านั้น อีกอย่างตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่ได้กลับมาดีกันจริงจังเสียหน่อย “ทำไม กลัวพี่เขาจะเหนื่อยเหรอ” น้ำรินเอียงคอมองลูกสาวอย่างรู้ทัน “เปล่าสักหน่อย ใครจะเหนื่อยก็เรื่องของเขาสิไม่เกี่ยวกับชา” “หึ จ้า” น้ำรินไม่ได้อยากจะแกล้งลูกแต่ก็แอบหมั่นไส้อยู่นิดหน่อย เมื่อคืนยังปล่อยให้เ
ช่วงเย็น… โซ่ดีใจเหลือเกินที่วันนี้จะได้นั่งร่วมวงทานข้าวกับสุดที่รักครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา อาหารหลายอย่างบนโต๊ะก็ล้วนแต่เป็นฝีมือเขาทำเพื่อจะเอาใจเธอทั้งนั้น แต่ตอนนี้เขากลับนั่งหน้านิ่งยิ้มแทบไม่ออกเลย อุตส่าห์มโนไว้ว่าจะได้นั่งทานกันไปคุยกันไปแบบคนในครอบครัวแต่ดันมีผู้ชายอีกตัวมานั่งหัวโด่ร่วมวงด้วยเสียอย่างนั้น แถมยังชวนเมียเขาคุยนั่นคุยนี่ไม่หยุดปาก มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ากำลังจีบน้ำชาอยู่ “แต้วเพิ่งเอามาให้พี่ดู เต้นเก่งเหมือนกันนะเรา” “พี่ต้นชมแบบนี้ก็เขินแย่สิคะ” คนหน้าไม่สบอารมณ์ได้แต่กำมือแน่นซ่อนไว้ที่ใต้โต๊ะ น้ำชาเมินเขาได้ทั้งวันแต่กับไอ้เวรนี่ดันพูดคุยหัวเราะเสียงหวาน เขาแทบอยากจะล้มโต๊ะอาหารให้มันจบๆ ถ้าไม่เกรงใจแม่ยายวันนี้เห็นทีต้องมีคนเจ็บตัวไปแล้วแน่ “ไม่กินข้าวเหรอไง?” น้ำรินเอ่ยถามทั้งที่ในใจนั้นรู้ว่าโซ่คิดอะไรอยู่ มองหน้าชายหนุ่มแล้วบางทีก็นึกสงสาร แต่ก็นั่นแหละ เธอเป็นคนชวนต้นกล้ามาทานข้าวที่บ้านเอง “เอ่อ คนนี้คือ?” ต้นกล้าละจากการพูดคุยกับน้ำชาชั่วคราวเพื่อสอบถามสถานะของคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อสิบนาทีก่อน เขาว่าจะถามอย







