LOGINหนึ่งอาทิตย์ต่อมา…
เช้าของวันนี้นับเป็นอีกหนึ่งวันวุ่นวายของน้ำชาเลยก็ว่าได้ นอกจากจะไม่ได้นอนตื่นสายในวันหยุดถึงสองอาทิตย์ติดแถมวันนี้ก็ยังต้องแบกเป้ใบโตเพื่อมาที่มหา’ลัยตั้งแต่เช้าเพื่อขึ้นรถทัวร์ในการเดินทาง มิหนำซ้ำข้าวปลาก็ยังไม่ได้ตกถึงท้องเลยสักเม็ดเดียว
“เป็นอะไร ทำหน้าเหมือนหิวข้าว” สายฝนเดาแม่นอย่างกับมีอาชีพเสริมเป็นหมอดู
“หิว ว่าจะกินโจ๊กแถวหน้าคอนโดก่อนมาแต่ร้านดันปิด”
“อ้าว! ทำไงดีอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงจุดพัก”
“คงต้องกินน้ำเปล่าไปก่อน รู้งี้ไม่ลืมซื้ออะไรติดมากินรองท้องแต่แรกก็ดี” น้ำชาบ่นเสียงกระปอดกระแปด อาจจะเพราะตื่นเช้าเกินไปหน่อยเธอถึงได้ลืมนั่นลืมนี่ทั้งที่ไม่ใช่คนนิสัยขี้ลืม
“รองท้องก่อนไหม” แซนด์วิชและนมกล่องสีฟ้าชื่อดังถูกยื่นส่งให้โดยรุ่นพี่ที่นั่งอยู่เบาะไม่ไกลกันอีกฝั่งหนึ่ง
น้ำชามองสองสิ่งนั้นอย่างชั่งใจ…
“ไม่ได้ใส่ยาอะไรลงไปหรอก กินได้”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่อิ่มบอกนะ ยังมีอีก” คนมีน้ำใจฉีกยิ้มกว้างไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ให้ป้าแม่บ้านทำเผื่อไว้หลายๆชิ้น เห็นเธอกินได้เขาก็ดีใจ
“อร่อยไหม?”
“…” น้ำชาเคี้ยวตุ้ยพยักหน้าตอบ กัดแซนด์วิชหมดเกือบครึ่งอันแล้วกระดกน้ำเปล่าตาม
“ไม่กินนม?”
“ไม่ค่อยชอบกินนมหวาน”
“อาฮะ งั้นน้ำส้มคั้นไหม? หรือจะเอาชาน้ำผึ้งมะนาวดี? ขนมขบเขี้ยวก็มีนะเอาไว้กินเล่นเพลินๆ” โซ่ยิ้มให้ภูมิใจน้ำเสนอสุดๆ ว่าแล้วก็หยิบเป้ที่ใส่เสบียงมาเปิดให้เธอเลือกเองเลย
“…” ทว่าคนถูกเสนอกลับมีสีหน้าสงสัย นี่เขาเป็นร้านสะดวกซื้อเคลื่อนที่หรืออย่างไรกันถึงได้มีหลายสิ่งให้เลือกสรรมากมายแบบนี้ ขนาดเธอเป็นผู้หญิงยังไม่พกของกินขึ้นรถมาเยอะแยะขนาดนี้เลย แล้วดูเขาสิ มีทั้งนม ทั้งขนม ไหนจะน้ำส้มคั้นนั่นก็อีก เห็นแล้วน้ำชาก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้
“ป้าแม่บ้านจัดไว้ให้น่ะ เห็นว่าเดินทางไกลคงกลัวเราหิว”
“ขอน้ำส้มก็พอ” เธอรับน้ำใจจากเขาอีกครั้งด้วยการหยิบน้ำส้มคั้นขึ้นมาเปิดดื่ม
“นั่งมองเขาอยู่ได้ มึงเป็นโรคจิตหรือไง” วินที่นั่งอยู่ใกล้กันอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามพลางทำหน้าเหม็นบูดใส่เพื่อน
“ยุ่ง” แต่โซ่ไม่สนใจคำค่อนแซะของเพื่อน ก็เห็นกันอยู่ว่าน้ำชาน่ามองกว่าวิวข้างทางเป็นไหนๆ ปากเอย ตาเอย คิ้วเอย เห็นแค่ด้านข้างใจเขาก็สั้นแทบจะหลุดออกมาจากอกให้ได้อยู่แล้ว
วินเองก็หน่ายใจกับคนคลั่งรัก นี่ขนาดเจอกันไม่กี่ครั้งเพื่อนโซ่ของเขายังเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ ไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าจีบติดแล้วจะเป็นถึงขนาดไหน
23.30 น.
สิบกว่าชั่วโมงไม่นับรวมรถจอดพักเหล่าชาวคณะชมรมจิตอาสาพัฒนาก็มาถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ซึ่งหมู่บ้านที่มาไม่ใช่ที่ทุรกันดารมากแต่อย่างใด เพียงแค่เกิดอุทกภัยจนทำให้บ้านเรือนและโรงเรียนบางส่วนของคนในชมชนเสียหายเท่านั้นเอง
มาถึงรองประธานชมรมก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อพรุ่งนี้จะได้ตื่นขึ้นมาทำงานกันแต่เช้า โดยพวกผู้หญิงจะได้เข้าไปพักในอาคารเรียนซึ่งมีชาวบ้านเตรียมที่ไว้ให้ ส่วนพวกผู้ชายก็ช่วยกันกางเต้นท์นอนอยู่แถวบริเวณด้านล่าง
05.30น.
ท้องฟ้าของต่างจังหวัดในเวลานี้ยังคงมีความสลัวอยู่แต่ก็ไม่ได้มืดมิดจนน่ากลัวเกินไป แถมอากาศยังแจ่มใสเหมาะแก่การเติมออกซิเจนให้กับร่างกายเป็นอย่างมาก
น้ำชาเป็นคนชอบออกกำลังกาย และการที่ออกมาเดินรอบสนามหญ้าของโรงเรียนในเวลานี้คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเธอนัก เพราะเธอมักจะชอบไปวิ่งที่สวนสาธารณะแถวคอนโดอยู่บ่อยๆ ทว่ากับเหล่าผู้ชายที่กางเต้นท์นอนอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นคงไม่ใช่ โดยเฉพาะผู้ชายร่างสูงใบหน้าหล่อเหล่าที่ยืนขมวดคิ้วเป็นปมไม่สบอารมณ์กับอะไรบางอย่างอยู่ก็อีกคน
“ถ้าตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำอะไรก็กลับเข้าไปนอนกันต่อไป” เสียงเข้มเอ่ยบอกกับพวกผู้ชายทั้งรุ่นเพื่อน รุ่นน้อง พวกเขาบางคนถูกปลุกให้ตื่นลุกขึ้นมาก่อนเพราะมีบางอย่างต้องตระเตรียมก่อนที่จะได้เริ่มงาน
“น้องน้ำชานี่แม่งหุ่นดีของจริงว่ะ”
“ไอ้เหี้ยวิน!”
“โอเคไอ้สัด ทำอย่างกับจะฆ่ากู” คนชอบกวนประสาทเพื่อนจำต้องยกมือยอมแพ้ โซ่ต้องบีบคอเขาให้ตายจริงๆแน่ถ้ายังไม่ยอมหยุดพูด
ไม่ใช่แค่วินคนเดียวที่จำต้องละความใส่ใจจากร่างสวยซึ่งเดินเล่นนวยนาดอยู่ไม่สนใจใคร หากแต่เหล่าผู้ชายทั้งหลายที่สัมผัสได้ถึงอำนาจมืดบางอย่างจากสายตาของใครบางคนต่างก็พากันแยกย้ายไปทำอย่างอื่นโดยไม่ให้ความสนใจกับหญิงสาวสวยคนนั้นอีก ก็จะไม่ให้รีบแยกย้ายได้อย่างไรในเมื่อมีสายตาน่ากลัวพร้อมจะกินหัวทุกคนยืนจ้องเขม็งอยู่
ด้านร่างบางที่อยู่ในชุดลำลองกางเกงขาสั้นกับเสื้อตัวจิ๋วกำลังเดินถ่ายรูปเล่นแสงยามเช้าอย่างเพลินใจ กระทั่งได้รูปสวยๆสดชื่นไปกับธรรมชาติและได้เหงื่อจนพอใจแล้วจึงได้เวลาที่จะกลับเข้าไปเตรียมตัวเพื่อรอเวลาทำกิจกรรมร่วมกับทุกคน ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเดินกลับ เสียงเรียกร้องทักจากอีกทางทำให้เธอจำต้องหันไปมอง แล้วคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น
“เธอ!” ร่างสูงของรุ่นพี่ที่ช่วงนี้ได้เจอกันบ่อยเดินยิ้มกว้างเข้ามาหาเธอ ดวงตาคมกวาดมองเรือนร่างสุดฮอตเพียงชั่วครู่เพื่อไม่ให้เป็นการจาบจ้วงจึงเลื่อนสายตาล็อกเป้าที่ใบหน้าขาวผ่องไร้เครื่องสำอางแทน ‘ยิ่งมองใกล้ๆโซ่ก็ยิ่งใจเต้น’
“คะ?”
“เอ่อ…เธอ…ทำครัวเป็นไหม?” โซ่ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรชวนคุยดี อุตส่าห์เดินเข้ามาหาเธอถึงที่แต่ดันนึกไม่ออกเสียอย่างนั้น อ้างเรื่องงานไปก่อนแล้วกันเห็นจะดี
“ทำครัว?” น้ำชาผงกหัวขึ้นลงช้าๆแต่ยังทำท่านึกคิด
“ถ้าแค่ต้มไข่กับต้มมาม่าก็พอได้อยู่” คำตอบของหญิงสาวเล่นเอาโซ่ถึงกับกลั้นหัวเราะ
“นี่อย่าบอกนะว่าทำอาหารไม่เป็น”
“แปลกตรงไหน?” น้ำชาชักจะหงุดหงิดรุ่นพี่คนนี้อีกแล้ว เธอแค่ทำอาหารไม่เป็นมันน่าขำนักหรือไง
“โอเค ไม่แปลก…ไม่แปลกเลย พี่พอทำได้แต่ก็ชอบซื้อกินเอาเหมือนกัน ง่ายดี” ด้วยกลัวว่าเธอจะขุ่นเคืองรุ่นพี่หัวไวไม่พลาดที่จะรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นพวกเดียวกันในทันใด โซ่ไม่ได้คิดจะให้เธอเข้าไปช่วยในส่วนของครัวอยู่แล้ว ที่ถามมาทั้งหมดนั้นก็แค่ชวนคุย
“ถ้าจะให้ช่วยเกี่ยวกับเรื่องอาหาร งั้นชาช่วยยกมาแจกจ่ายได้”
“ไม่ต้องหรอก เธอไปช่วยหยิบของส่งให้พี่หน่อยแล้วกัน พี่จะไปซ่อมห้องสมุดก่อน ผอ.โรงเรียนเขาขอมา” ประกอบคำโซ่ก็ชี้นิ้วไปที่อาคารไม้ขนาดเล็กซึ่งอยู่ติดกันกับอาคารเรียนที่เธอหลับนอนเมื่อคืน
“ได้ เดี๋ยวชาไปช่วย”
“โอเค รวมตัวกันเสร็จเธอไปหาพี่ตรงนั้นเลยนะ”
“…” น้ำชาพยักหน้าแทนคำตอบ ร่างบางเดินห่างออกไปในทันทีเพื่อที่จะได้เตรียมทำธุระส่วนตัว ป่านนี้คนที่นอนหลับกันอยู่คงทยอยพากันตื่นมาบ้างแล้ว
08.00 น.
หลังจากทานอาหารเช้าที่เป็นแบบง่ายๆอย่างเช่นโจ๊กหมูทรงเครื่องกันเรียบร้อยแล้ว เหล่าชาวคณะชมรมที่ถูกจัดแบ่งหน้าที่กันลงตัวแล้วจึงต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ในส่วนต่างๆ แน่นอนว่าน้ำชาที่ถูกล็อกมงไว้ก่อนแล้วก็เดินไปที่อาคารห้องสมุดตามที่โซ่ได้บอกไว้
“มานี่หน่อย” โซ่พยักหน้าเรียกรุ่นน้องที่ตัวเองรออยู่ให้เดินเข้าไปหา จากนั้นก็หันมองหน้าเพื่อนสนิทส่งซิกบางอย่างให้ไปไกลๆ
น้ำชาเดินเข้าไปหาโซ่ที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่ที่กล่องเครื่องมือช่าง ใกล้ๆกันตรงผนังมีบันได้อลูมิเนียมพิงอยู่
“เธอคอยส่งของตามที่พี่บอกให้ทีนะ ระหว่างที่พี่ยังไม่ต้องการอะไรก็ทำความสะอาดตรงส่วนผนังบริเวณนี้ไป เดี๋ยวพวกเราต้องช่วยกันทาสีใหม่”
“…” น้ำชาพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับมองไปที่อุปกรณ์ต่างๆที่ถูกขนมาวางกองรวมกันไว้ ภายในหัวประเมินว่าต้องใช้สิ่งใหนในการทำงานอะไรบ้าง
ตอนนี้หญิงสาวเปลี่ยนมาอยู่ในชุดรัดกุมกางเกงวอร์มสีเทากับเสื้อแขนยาวเข้ารูปสีเดียวกัน ท่าทางดูทะมัดทะแมงคล่องตัวแต่ก็ยังคงมีความเด่นชัดของสรีระสมส่วนอกเป็นอก เอวเป็นเอวพาให้คนมองเห็นยิ่งเพลินตา
โซ่ไม่ได้อยากคิดอกุศล ทว่าเผลอมองทีไรใจมันก็สั่นแปลกๆทุกที แม้แต่ยามเธอเดินหันหลังให้ สะโพกผายกลมกลึงนั่นก็ช่างยั่วน้ำลายเขาเสียจริงๆ
“ส่งตะปูเบอร์เล็กสุดให้ที เอามาหลายๆตัว”
“อืม” น้ำชาละมือจากการใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำที่ติดอยู่กับผนัง ก่อนจะเดินมาหยิบของจากกล่องเครื่องมือตามคำสั่งของอีกคน
“เหนื่อยไหม” เสียงห้าวของคนที่อยู่บนชั้นสุดท้ายของบันไดอลูมิเนียมเอ่ยถาม
“…”
“พูดบ้างก็ได้ ตั้งแต่มาพี่ยังไม่เห็นเธอพูดคุยอะไรเลย”
“จะให้คุยกับกำแพงเหรอ ชาไม่ได้บ้า”
“คุยกับพี่ไง พูดเล่นด้วยได้ไม่คิดตังหรอก”
“แล้วจะให้พูดให้คุยอะไร ตัวเองก็ก้มๆเงยๆหน้าอยู่ข้างบนเดี๋ยวก็ได้ตกลงมาคอหักตายกันพอดี”
“หึ! แช่งกันเฉย” โซ่ได้แต่หัวเราะเสียงฉุนมองตามหลังคนพูดน้อยต่อยหนักที่เดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า
เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ตลอดเวลามีเพียงเสียงที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำงานของทุกคน จะมีบ้างที่โซ่เอ่ยขอความร่วมมือกับน้ำชาให้ส่งสิ่งของที่ต้องการให้ สายตาคมลอบมองเธออยู่เป็นระยะถึงไม่มีเรื่องให้ต้องพูดคุยกันแต่การที่ได้มีเธอในสายตาอยู่ตลอดก็ทำให้คนซึ่งมีใจให้ สุขใจอย่างบอกไม่ถูก
กระทั่งมีเสียงของใครบางคนดังขึ้น…
“โซ่! ขวัญเอาน้ำมาให้” เสียงหวานจากใครบางคนที่ว่าทำให้ร่างสูงที่กำลังจดจ่อกับการทำงานอยู่ต้องก้มหน้าลงมอง รอยยิ้มสวยจากอดีตคนคุ้นเคยไม่ได้ทำให้เขาใจฟูขึ้นเลยแต่กลับทำให้ต้องถอนหายใจหนักๆออกมา
“เอาวางไว้ตรงนั้น หิวแล้วเดี๋ยวลงไปกิน” โซ่บอกกับอีกคนอย่างไม่ให้ความใส่ใจ เขายังคงเงยหน้าทำงานของตัวเองต่อไปโดยไม่ได้หันมองเธอคนนั้นอีก
“โซ่กินส้มไหมเดี๋ยวขวัญปอกให้ พอดีชาวบ้านเขาพากันเอาผลไม้มาให้พวกเราเยอะเลย”
ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียกในขณะนี้…
ของขวัญ ผู้เลื่องชื่อลือชาทางด้านรูปร่างหน้าตาเป็นที่หมายปองของรุ่นพี่รุ่นน้องหลายๆคนถูกคนที่อยากพูดคุยด้วยเมินจนเธอรู้สึกเจ็บจี๊ดเข้าที่หัวใจ หากแต่ถึงอย่างนั้นแล้วเธอก็ยังไม่ยอมแพ้ หญิงสาวเบี่ยงตัวเดินไปหาใครอีกคนที่ทำงานอยู่ตรงผนังกำแพงแทน
“น้องคะ เอาน้ำไปแจกทางโน่นทีเดี๋ยวงานตรงนี้พี่ทำเอง”
“…” น้ำชาหันมองตามเสียงของคนซึ่งน่าจะเป็นรุ่นพี่สลับกับถุงบรรจุขวดน้ำเย็นในมือเธอก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ แค่สลับหน้าที่ไปแจกจ่ายน้ำแทนมันไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับเธออยู่แล้ว ทว่า…
“ไม่ต้อง!” เสียงเข้มของคนที่พรวดพราดลงมาจากบันไดไม่กลัวว่าจะคอหักตายไปจริงๆเอ่ยขัดขึ้น ใบหน้าคมคายที่ปกติจะมีรอยยิ้มติดอยู่ตลอดเวลาบัดนี้น้ำชากลับได้เห็นอีกมุมซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนนี้หน้าโซ่เหมือนยักษ์ไม่มีผิด
“มีหน้าที่อะไรก็ทำไปขวัญ โซ่พอใจจะให้น้องคนนี้ช่วยอยู่ตรงนี้ขวัญไม่ต้องมายุ่ง”
“โซ่!”
“เราวางหน้าที่กันไว้ลงตัวแล้ว อย่ามาวุ่นวาย”
“แต่ขวัญอยากคุยกับโซ่ เราคุยกันดีๆไม่ได้หรือไง”
“โซ่ไม่อยากคุย เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน” ริมฝีปากได้รูปพ่นระบายลมออกอย่างรู้สึกเหนื่อยใจ แม้แต่หางตาเขาก็ไม่อยากจะมองผู้หญิงที่กำลังทำสีหน้าอ้อนวอนเขาอยู่
“ขวัญอุตส่าห์ตามโซ่มาที่นี่เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ จะได้มาง้อ ทั้งๆที่รู้ว่ามันลำบากมากแต่ขวัญก็ยังตามมาโซ่ไม่คิดจะเห็นใจขวัญบ้างเหรอ”
“โซ่ไม่ได้ขอ เราจบกันไปแล้วอย่ามายุ่งกับโซ่อีกถ้าไม่อยากให้เรื่องที่ขวัญทำไว้ต้องกระจายไปทั่ว” เป็นครั้งแรกที่ดวงตาคมหันมาจับจ้องใบหน้าของคู่สนทนาอย่างจริงจัง ใบหน้าสวยหวานที่ครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยชอบที่จะมองแต่ตอนนี้กลับไม่อยากมองมันเกินนาทีเดียว
“จะไปไหนก็ไป”
“ฮึก” จบคำเอ่ยไล่สองเท้าของผู้ถูกไล่ก็ไม่คิดที่จะยืนอยู่ต่อ แม้จะรู้สึกเสียหน้าที่ถูกคนเคยนอนคุยกันตัดความสัมพันธ์อย่างไม่ใยดี ทว่าตัวเธอเองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…
สองสัปดาห์ต่อมา… บ้านไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยังคงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม บ้านที่เงียบสงบบรรยากาศผ่อนคลายยังทำให้น้ำรินยิ้มได้และมีความสุขไปในทุกๆวัน หากแต่วันนี้ดูจะบรรยากาศแปลกๆไปเสียหน่อยก็ตรงที่มีอีกคนมานั่งจ้องตอนเธอกำลังพูดคุยกับต้นไม้แสนรักของตัวเองนี่แหละ “คุณจะมองฉันอีกนานไหม?” ขณะที่ถามไปก็อยากจะเอาน้ำในกระบอกป๊อกกี้ฉีดใส่หน้าอีกคนไปด้วย ถ้าไม่ติดว่าเป็นพ่อของลูกเขยเธอละก็คงไล่ตะเพิดกลับไปนานแล้ว “มองคุณที่ไหน ผมมองต้นไม้ของคุณต่างหาก มันสวยดี” “ก็เห็นอยู่ว่ามองหน้าฉัน” “งั้นก็แสดงว่าหน้าคุณสวย” น้ำรินแทบจะสำลักโกโก้ที่หยิบขึ้นมาจิบ หลายปีมาแล้วที่ไม่เคยถูกใครมาพูดอะไรเลี่ยนๆให้ได้ยินแบบนี้ พอได้ยินแล้วก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเชียว “ฉันไม่ใช่เด็กๆสาวๆที่จะหลงคารมเฒ่าหัวงูแบบคุณ ไม่ต้องมาหยอดเสียให้ยาก” “หึ!” เจ้าสัวซันได้ฟังแล้วก็ถึงกับขำ “ช่วยไม่ได้ คุณอยากตรงสเปคผมเอง” น้ำรินคงจะหมดความอดทนและได้ด่าคนอีกสักยกแน่ถ้าไม่มีรถยนต์คันหรูของโซ่ที่กลับมาจากโรงพยาบาลขับเข้ามาจอดภายในบ้านเสียก่อน เจ้าของดวงตาสวยหวานแม้จะเริ่มมีอาย
สามวันต่อมา…ตึก!ตึก! เสียงฝีเท้าหนักของกลุ่มคนที่เดินเข้ามาภายในโรงพยาลประจำจังหวัดทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นพากันหันมองด้วยความสนใจ เจ้าสัวซันมีสีหน้าร้อนรนไม่ต่างกับใจเขาที่ตอนนี้มันร้อนรุ่มเพราะเป็นห่วงลูกชายเพียงคนเดียวใจแทบขาด “ลูกฉันอยู่ห้องไหน?” เสียงเข้มเอ่ยถามกับลูกน้องที่มายืนรอรับ ดวงตาคมตอนนี้บ่งบอกถึงความกรุ่นโกรธที่มีอยู่ในใจเป็นอย่างมาก “ทางนี้ครับท่าน” สิ้นเสียงขานตอบประตูห้องพักพิเศษของโรงพยาบาลก็ถูกเปิดออกทันที “โซ่ แกเป็นยังไงบ้าง” เจ้าสัวซันเดินถลาเข้าหาลูกชายที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง เขาไปทำธุระที่ต่างประเทศมาแค่ไม่กี่วันกลับมาอีกทีเกือบจะได้จัดงานศพให้ลูกเสียแล้ว ใจคนเป็นพ่อมันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีที่ได้ฟังรายงานจากลูกน้อง ถ้าหายตัวมาเองได้เขาคงทำไปแล้ว ไม่รอนั่งเครื่องมาเป็นวันๆให้ใจมันร้อนเป็นเพลิงแบบนี้หรอก “ผมไม่เป็นอะไร ป๊าทำธุระของตัวเองเสร็จแล้วหรือไงถึงได้รีบมา” “ธุระอะไรมันจะไปสำคัญกว่าแกอีกว่ะ แล้วดูสภาพซิ ไหนคือไม่เป็นอะไรของแก” เจ้าสัวซันมองหน้าลูกชายแล้วส่ายศีรษะ “รักเมียมากจนลืมพ่อแกไปแล้วหรือไง ถ้าแกตายไ
ตั้งแต่เกิดมาโซ่ก็เพิ่งจะได้มาเดินเที่ยวอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ถึงคนจะเยอะเบียดเสียดกันคล้ายกับในผับแต่ก็ให้อารมณ์ต่างกันอยู่ดี บรรยากาศก็ใช่ว่าจะแย่เท่าไหร่นักหรอก หากแต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็ขอเลือกที่จะนอนสบายอยู่บ้านดีกว่า ทว่าจะไม่มาก็ไม่ได้ ใครจะปล่อยให้เมียตัวเองมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นกันล่ะ ถึงจะไม่ได้มากันสองต่อสองก็เถอะ “นี่ ลองกินอันนี้ไหม อร่อยนะ” ไข่ปลาหมึกย่างราดด้วยน้ำจิ้มสีสันน่าทานถูกยื่นส่งมาให้โดยผู้หญิงที่มาด้วยกันอีกคน แต้วยิ้มหวานให้ชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้าให้ลองชิมอีกครั้ง “ลองสิ อร่อยมาก” “ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณ” เจ้าของน้ำเสียงราบเรียบเอ่ยปฏิเสธทั้งที่สายตายังมองสองคนที่เดินนำหน้าไม่ละไปไหน ยิ่งเห็นต้นกล้าชวนน้ำชาพูดคุยไม่หยุดก็ยิ่งหัวเสีย ไม่ชอบเห็นเธอยิ้มเรี่ยราดให้ใครแบบนั้นเลยแต่ก็ไม่อยากโวยวายแสดงความเป็นเจ้าของให้เธอโกรธ “ตรงนั้นที่ว่างพอดี เรานั่งกินกันก่อนเหอะค่อยเดินต่อ เหมื่อยขาแล้วอ่า” แต้วกระปอดกระแปดเสียงบ่นก่อนจะเดินนำทุกคนมานั่งยังโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้คนที่มาเดินเที่ยวภายในงานได้นั่งพักหรือซื้ออาหารมานั่งทานกัน โดยทันทีที
สองวันต่อมา… “เรียบร้อยนะครับเสี่ย” น้ำเสียงกวนประสาทของโซ่เอ่ยบอกกับเสี่ยศรในตอนนี้พวกเขาเดินออกมาจากสำนักงานที่ดินหลังจากโอนกรรมสิทธิ์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่เสี่ยศรเองก็ตวัดหางตามองเด็กเมื่อวานซืนในความคิดของเขาอย่างไม่ชอบใจนัก หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เสี่ยศรสุดจะแค้นเคืองที่ถูกเด็กหนุ่มจากไหนก็ไม่รู้มาลูบคม จากที่จะได้เงินแปดล้านกำไรเหนาะๆกลับได้มาแค่สี่ล้านกว่าตามราคาประเมิน ไอ้ครั้นจะสู้รบด้วยก็ไม่ได้เพราะเพิ่งรู้ว่าพ่อของอีกฝ่ายนั้นมีอิทธิพลใช่ย่อย พอบอกจะไม่ขายแล้วก็ถูกข่มขู่เข้าอีก เสี่ยศรกลายเป็นตัวเล็กตัวน้อยไปเลยเมื่อสู่กับฝ่ายของโซ่ และมันก็เจ็บใจตรงที่ต้องมายืนมองอีกฝ่ายเดินถือโฉนดร่อนไปร่อนมาเหมือนจะเยาะเย้ยให้เห็นนี่แหละ ถ้ารู้อย่างนี้สู้เขาเก็บที่ไว้แล้วกินค่าเช่าแพงๆกับน้ำรินไปเรื่อยๆดีกว่า@ร้านขายต้นไม้ของน้ำริน “นี่ครับ” “ขอบคุณมากนะ” น้ำรินมองใบโฉนดที่ดินที่โซ่วางไว้ให้บนโต๊ะอย่างรู้สึกเกรงใจเหลือเกิน “คุณไม่น่าจะต้องมาเสียเงินเยอะขนาดนี้เลย” “ผมเต็มใจ อยากให้ของขวัญน้ำชาด้วย” ว่าพลางดวงตาคมก็มองไปยังร่างบางที่กำลังยืนดูคนงานเอาต
วันต่อมา… เมื่อคืนกว่าน้ำชาจะข่มตาให้หลับได้ก็เป็นเวลาเกือบตีสาม แถมหลับไปได้แค่นิดเดียวก็ต้องตื่นมาแต่เช้าเพราะเมื่อวานรับปากกับแม่ไว้ว่าจะไปวัดด้วยกัน และเพราะจะต้องช่วยแม่เตรียมของไปทำบุญทำให้คนที่ยังมีความงัวเงียอยู่จำเป็นต้องลุกจากที่นอนเพื่อลงมาด้านล่าง ทว่าพอลงมาแล้วของทุกอย่างกลับถูกเตรียมไว้พร้อมหมดแล้วเสียอย่างนั้น “ชาตื่นช้าไปเหรอ ทำไมแม่ไม่ปลุกชาให้ตื่นมาช่วยล่ะ” “แม่มีลูกมือช่วยแล้ว” น้ำรินที่กำลังจัดแจงตัดกิ่งก้านดอกไม้ที่เก็บมาเพื่อจะไปถวายพระเงยหน้าขึ้นบอกกับลูกสาว ก่อนจะเอียงหน้าพยักพเยิดไปอีกทิศทางที่มีใครอีกคนกำลังจัดอาหารใส่ปิ่นโตอยู่ “มีพ่อครัวทำอาหารให้พอดีเลย สบายไป” “แม่ใช้งานเขาเกินไปหรือเปล่า” น้ำชาไม่ได้เป็นห่วงใคร แต่แค่เกรงว่าแม่เธอจะทำเกินไปเท่านั้น อีกอย่างตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่ได้กลับมาดีกันจริงจังเสียหน่อย “ทำไม กลัวพี่เขาจะเหนื่อยเหรอ” น้ำรินเอียงคอมองลูกสาวอย่างรู้ทัน “เปล่าสักหน่อย ใครจะเหนื่อยก็เรื่องของเขาสิไม่เกี่ยวกับชา” “หึ จ้า” น้ำรินไม่ได้อยากจะแกล้งลูกแต่ก็แอบหมั่นไส้อยู่นิดหน่อย เมื่อคืนยังปล่อยให้เ
ช่วงเย็น… โซ่ดีใจเหลือเกินที่วันนี้จะได้นั่งร่วมวงทานข้าวกับสุดที่รักครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา อาหารหลายอย่างบนโต๊ะก็ล้วนแต่เป็นฝีมือเขาทำเพื่อจะเอาใจเธอทั้งนั้น แต่ตอนนี้เขากลับนั่งหน้านิ่งยิ้มแทบไม่ออกเลย อุตส่าห์มโนไว้ว่าจะได้นั่งทานกันไปคุยกันไปแบบคนในครอบครัวแต่ดันมีผู้ชายอีกตัวมานั่งหัวโด่ร่วมวงด้วยเสียอย่างนั้น แถมยังชวนเมียเขาคุยนั่นคุยนี่ไม่หยุดปาก มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ากำลังจีบน้ำชาอยู่ “แต้วเพิ่งเอามาให้พี่ดู เต้นเก่งเหมือนกันนะเรา” “พี่ต้นชมแบบนี้ก็เขินแย่สิคะ” คนหน้าไม่สบอารมณ์ได้แต่กำมือแน่นซ่อนไว้ที่ใต้โต๊ะ น้ำชาเมินเขาได้ทั้งวันแต่กับไอ้เวรนี่ดันพูดคุยหัวเราะเสียงหวาน เขาแทบอยากจะล้มโต๊ะอาหารให้มันจบๆ ถ้าไม่เกรงใจแม่ยายวันนี้เห็นทีต้องมีคนเจ็บตัวไปแล้วแน่ “ไม่กินข้าวเหรอไง?” น้ำรินเอ่ยถามทั้งที่ในใจนั้นรู้ว่าโซ่คิดอะไรอยู่ มองหน้าชายหนุ่มแล้วบางทีก็นึกสงสาร แต่ก็นั่นแหละ เธอเป็นคนชวนต้นกล้ามาทานข้าวที่บ้านเอง “เอ่อ คนนี้คือ?” ต้นกล้าละจากการพูดคุยกับน้ำชาชั่วคราวเพื่อสอบถามสถานะของคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อสิบนาทีก่อน เขาว่าจะถามอย







