LOGINบทที่ 1 เด็กดื้อกลับบ้าน
แสงแดดอ่อนละมุนของเช้าวันเสาร์ทอดตัวผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง สาดส่องลงมาสัมผัสปลายเท้าเรียวของเด็กหนุ่มที่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงสองชั้น ภายในห้องเช่าขนาดกะทัดรัดใจกลางกรุงที่อบอวลไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิต ‘ไอซ์’ หนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่สองคณะคอมพิวเตอร์ในวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา เขาฟุบนอนคว่ำหน้าลงกับหมอนนุ่ม กลิ่นหอมสะอาดของผงซักฟอกจางๆ ผสมผสานกับไออุ่นที่หลงเหลืออยู่ในผ้าห่มผืนหนาชวนให้เคลิบเคลิ้มจนไม่อยากลุกไปไหน บรรยากาศรอบกายเงียบสงบและเชื่องช้า ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อมอบช่วงเวลาพักผ่อนนี้ให้กับเขา ทว่า... ความสุขชั่วขณะกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงกรีดร้องของสมาร์ทโฟนที่สั่นครืดคราดไม่ยอมหยุด แรงสั่นสะเทือนบนฟูกนอนที่ส่งผ่านมาถึงหน้าอก ทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มรัวเร็วด้วยความขัดใจ ไอซ์ครางอือในลำคออย่างนึกรำคาญ พยายามมุดหน้าหนีแสงแดดและเสียงรบกวนนั้น แต่เจ้าเครื่องมือสื่อสารตัวดีกลับยังคงแผดเสียงเรียกเข้าซ้ำๆ ราวกับจะประกาศกร้าวว่าหากเขาไม่ยอมตื่นขึ้นมาตอบรับ มันก็จะไม่ยอมคืนความสงบสุขให้แก่เช้าวันเสาร์นี้อย่างแน่นอน “ไอซ์! กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะลูก แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เรียนที่นครปฐม บ้านเราก็มีมหาลัย ทำไมจะต้องดั้นด้นไปอยู่ที่นู่นให้มันสิ้นเปลือง!” เสียงแหลมสูงของคุณนายเจ้าของบ้านดังทะลุผ่านลำโพงโทรศัพท์ที่สั่นพร่า น้ำเสียงนั้นผสมปนเปมาทั้งความดุและร่องรอยของการบ่นว่าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไอซ์ลอบกลอกตาขึ้นฟ้าพลางพลิกตัวกลับมานอนหงาย เขาปล่อยให้แผ่นหลังจมลงกับฟูกนุ่มก่อนจะระบายลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ความง่วงงุนที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหนักอึ้งที่ก่อตัวขึ้นในอก “แม่ครับ...” เด็กหนุ่มพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนลง หวังจะใช้ความใจเย็นเข้าสู้ “คือ... ไอซ์อยากลองใช้ชีวิตที่นี่ดูต่ออีกสักหน่อย” “ไม่มีต่อแล้วลูก! เลิกดื้อได้แล้ว บ่ายนี้ไอซ์ไปขึ้นรถกลับมาเลยนะ วันนี้เลย! เดี๋ยวบ่าย ๆ เราค่อยมาคุยกันที่บ้านนะลูก แค่นี้นะ!” ติ๊ด! สายถูกตัดไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งไว้เพียงเสียงสัญญาณว่างเปล่าที่บาดลึกเข้าไปในความเงียบของห้องเช่า ไอซ์ลดมือที่ถือสมาร์ทโฟนลงช้าๆ ปล่อยให้มันวางแหมะอยู่ข้างหมอน สายตาเหม่อมองเพดานห้องที่เริ่มมีรอยคราบจางๆ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงบเหมือนตอนแรก เขารู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังรอเขาอยู่ที่นครปฐม และคำว่า ‘คุยกัน’ ของแม่... มักหมายถึงการทำตามคำสั่งโดยไม่มีสิทธิ์คัดค้านเสมอ “บ้าบออะไรเนี่ย! อยู่ ๆ จะให้ย้ายกลับแบบนี้... แบบนี้ก็ต้องทิ้งทุกอย่างเลยดิ!”ไอซ์ตะโกนลั่นห้องเช่าสี่เหลี่ยมแคบๆ อย่างเหลืออด เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงจนเส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ฝ่ามือเรียวขยี้หัวตัวเองจนฟูฟ่องเพื่อระบายความอัดอั้นที่จุกอยู่ในอก ดวงตาคู่ใสที่เคยสว่างไสวบัดนี้สั่นไหวด้วยความสับสนและว้าวุ่นใจ เขากวาดสายตามองไปรอบห้องที่เขาอุตส่าห์ตกแต่งด้วยน้ำพักน้ำแรง ทั้งโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่จัดวางสายไฟอย่างเป็นระเบียบตามประสาเด็กเอกคอมฯ กองหนังสือโปรแกรมมิ่งที่ตั้งพิงผนัง รวมถึงอิสระที่เขาเพิ่งจะเริ่มได้ลิ้มรสเพียงไม่นาน ทุกอย่างมันกำลังจะพังทลายลงเพียงเพราะคำประกาศิตเดียวจากที่บ้าน “จะให้ลาออก... แล้วไปเริ่มใหม่ที่นครปฐมงั้นเหรอ? เพื่อนล่ะ? ชีวิตที่นี่ล่ะ?”เขางึมงำกับตัวเอง เสียงสั่นเครืออย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากปลั๊กออกกะทันหันขณะที่โปรแกรมกำลังรันอยู่ไม่มีผิด มันทั้งค้าง ทั้งมืดมิด และหาทางไปต่อไม่ถูก ไอซ์ทิ้งตัวพิงพนักเตียงอย่างหมดแรง ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด เขารู้ดีว่าแม่เป็นคนจริงจังแค่ไหน แต่เขาก็ยังไม่พร้อมจะยอมแพ้และทิ้งความฝันในเมืองหลวงนี้ไปง่ายๆ หยาดน้ำตาใสๆ เริ่มคลอที่เบ้าตาด้วยความน้อยใจในโชคชะตา เช้าวันเสาร์ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุที่เขามองไม่เห็นทางเลี่ยง ไอแดดระยับของบ่ายวันเสาร์แผดเผาลงบนท้องถนนจนไอความร้อนลอยขึ้นมาจางๆ ไอซ์ยืนเคว้งอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นหลังเก่าในซอยข้างวัดใจกลางเมืองนครปฐม บ้านที่เขาเติบโตมาแต่วันนี้กลับมองดูแล้วรู้สึกหนักอึ้งในใจอย่างบอกไม่ถูก เขาลากกระเป๋าเดินทางใบเขื่องลงจากรถตู้ด้วยท่าทางอิดโรย เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามไรผมและแผ่นหลังจนเสื้อยืดตัวบางแนบไปกับผิว เด็กหนุ่มหยุดยืนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หวังจะเรียกกำลังใจที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา ทว่ากลิ่นอายความคุ้นเคยของย่านชุมชนเก่าและเสียงกระดิ่งวัดที่แว่วมาตามลม กลับยิ่งย้ำเตือนว่าอิสระที่เขาใฝ่ฝันได้ถูกพรากไปแล้วจริงๆ แต่ยังไม่ทันที่ฝ่าเท้าจะจะได้เหยียบเข้าสู่ร่มไม้ในรั้วบ้าน หรือแม้แต่จะมีโอกาสได้หย่อนก้นลงนั่งพักให้หายเหนื่อย เสียงกัมปนาทที่คุ้นเคยก็แผดดังลั่นมาจากหน้าร้านข้าวมันไก่ชั้นล่าง “ไอ้ไอซ์! มาถึงแล้วก็มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไมวะ! เข้ามานี่เลยมา!” เสียงของเตี่ยดังทะลุผ่านไอร้อนของหม้อต้มน้ำซุปและควันจากเตาถ่านออกมา ไอซ์สะดุ้งตัวโยน เขาหันไปมองร่างท้วมของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกล้ามสีขาวตราห่านคู่ที่มีผ้ากันเปื้อนสีซีดทับอยู่ เตี่ยกำลังยืนสับไก่ลงบนเขียงไม้เสียงดัง ปึก! ปึก! อย่างแข็งขัน พลางกวักมือเรียกเขาหยิกๆ ด้วยท่าทางขึงขัง “เก็บกระเป๋าแล้วรีบเปลี่ยนชุดซะ! ลูกค้าเต็มร้านเนี่ย เห็นมั้ยว่าทำไม่ทัน!” ไอซ์ได้แต่ยืนกำหูกระเป๋าเดินทางแน่น ความหวังที่จะได้เจรจาเรื่องเรียนต่อหรือขอพักผ่อนให้หายเหนื่อยถูกพับเก็บไปในทันที เขารู้ซึ้งแล้วว่าการกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การกลับมาอยู่บ้านธรรมดา แต่มันคือการกลับมาสู่กรงขังที่ชื่อว่าหน้าที่โดยมีเสียงสับไก่ของเตี่ยเป็นจังหวะบังคับชีวิต ในห้องแอร์เย็นฉ่ำที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงครืดคราดสม่ำเสมอของเครื่องสัก ‘ลีโอ’ ชายหนุ่มร่างกำยำวัย 32 ปี เจ้าของเรือนร่างที่เต็มไปด้วยงานศิลปะใต้ร่มผ้า กำลังเพ่งสมาธิอยู่กับปลายเข็มที่ค่อยๆ ฝังลวดลายลงบนแผ่นหลังของลูกค้าอย่างประณีต มาดที่ดูนิ่งขรึมและบรรยากาศเคร่งขรึมภายในร้านถูกพังทลายลงในพริบตา เมื่อประตูหน้าร้านถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างของ ‘โอ๊ต’ เพื่อนสนิทที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว “ไอ้ลีโอ!! น้องไอซ์กลับมาแล้วเว้ย!”เสียงตะโกนนั้นดังก้องไปทั่วห้องสัก ลีโอที่กำลังลากเส้นลงสีถึงกับชะงักมือไปเล็กน้อย ดวงตาคมดุภายใต้กรอบหน้าเข้มหรี่ลงทันที เขาค่อยๆ ถอนเข็มออกจากผิวหนังลูกค้าอย่างใจเย็น ก่อนจะหันมามองเพื่อนที่ยืนหอบแฮกอยู่กลางร้านด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “มึงพูดว่าใครนะ?” ลีโอถามย้ำ เสียงทุ้มต่ำของเขาฟังดูเรียบเฉย ทว่าประกายบางอย่างในดวงตากลับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ก็น้องไอซ์... ลูกชายเตี่ยร้านข้าวมันไก่ไง! เมื่อกี้กูเห็นลงจากรถตู้ ลากกระเป๋าเข้าบ้านไปแล้วเนี่ย!” ลีโอเงียบไปครู่หนึ่ง เขาวางเครื่องสักลงบนพักแขนอย่างระมัดระวัง พลางหยิบผ้าสะอาดมาซับมือ ท่าทางที่ดูสุขุมของเขาดูจะฝืนธรรมชาติไปนิด เมื่อหัวใจข้างในมันกำลังเต้นผิดจังหวะเพียงเพราะชื่อของเด็กหนุ่มที่เขาไม่ได้เจอหน้ามาเกือบสองปี “กลับมาแล้วงั้นเหรอ...”เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะปรายตาไปทางหน้าต่างร้านที่มองเห็นซอยฝั่งตรงข้ามอยู่รำไร มุมปากหยักลึกยกขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น การกลับมาของ ‘เด็กดื้อ’ คนนั้น กำลังจะทำให้ชีวิตที่เคยนิ่งสงบของช่างสักอย่างเขา... ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลังจากจัดการความเรียบร้อยภายในร้านและส่งลูกค้าคนสุดท้ายเสร็จสิ้น ลีโอก็คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับแขนแกร่งที่มีรอยสักพันรอบเป็นเถาวัลย์ เขาพาร่างสูงใหญ่กำยำเดินลัดเลาะไปตามทางเท้าที่คุ้นเคย จนกระทั่งมาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหัวมุมเสาไฟใกล้กับหน้าร้านข้าวมันไก่ กลิ่นข้าวมันหอมกรุ่นและเสียงสับเขียงยังคงดังต่อเนื่อง ลุงชัยหรือเตี่ยของไอซ์ที่กำลังง่วนอยู่กับการตักข้าวใส่จาน เงยหน้าขึ้นมาปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งที่ยืนบังแสงแดดอยู่พอดี ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร ใบหน้ากร้านแดดของชายวัยกลางคนก็ฉายแววไม่เป็นมิตรขึ้นมาทันที “เอ็งมาทำไม? จะมาแกล้งอะไรลูกชายข้าอีกหรือไง!”เสียงห้วนจัดดังขัดจังหวะความเงียบ ลุงชัยวางปังตอลงบนเขียงเสียงดัง ปึก สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับลีโอเป็นตัวอันตรายที่พร้อมจะพรากแก้วตาดวงใจของเขาไปได้ทุกเมื่อ ลีโอไม่ได้สะทกสะท้านกับท่าทีคัดค้านนั้น เขาเพียงแต่ขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก พลางยกมือไหว้ผู้อาวุโสอย่างมีสัมมาคารวะ ท่าทางที่ดูสุขุมและนุ่มนวลนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์ช่างสักสายโหดที่คนทั้งซอยเล่าลือ “แค่ผ่านมาครับลุงชัย...” น้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลผิดปกติของเขาทำให้ลุงชัยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ลีโอไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด สายตาคมปลาบปรายมองเข้าไปในร้านแวบหนึ่ง ราวกับกำลังมองหาเงาของใครบางคนที่โหยหามานาน ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความสงสัยในสายตาของลุงชัย และความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในบรรยากาศอันร้อนระอุของยามบ่าย . . . . ท่ามกลางความเงียบสงัดของกลางดึก แสงไฟสีส้มสลัวจากป้ายหน้าร้านสะดวกซื้อสะท้อนลงบนร่างสูงใหญ่ของลีโอ เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทที่ขับให้ผิวเข้มและรอยสักตรงต้นแขนดูดุดันน่าเกรงขาม กางเกงยีนส์ที่มีรอยขาดตรงเข่าเพิ่มลุคดิบเถื่อนให้กับเขา ขณะที่ยืนพิงตู้เติมเงินอย่างใจเย็น ดวงตาคมปลาบจับจ้องเข้าไปภายในร้านอย่างเงียบเชียบ ราวกับนักล่าที่กำลังรอคอยเวลา ไม่นานนัก ประตูอัตโนมัติก็เลื่อนเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มที่เขาคะนึงหา ไอซ์เดินออกมาในสภาพที่ดูผ่อนคลายเกินคาด เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นโชว์เรียวขาขาวตัดกับกรอบแว่นสีดำบางที่ทำให้ใบหน้าดูนุ่มนิ่มขึ้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยอย่างคนขี้เกียจเซต ท่าทางง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิท “มึงงง กูเหนื่อยมาก เตี่ยบังคับหั่นไก่ตั้งแต่เท้าแตะพื้นบ้านเลยอะ ไม่เห็นใจกันบ้างเลย...” น้ำเสียงใสที่เจือความออดอ้อนนั้นเงียบกริบไปทันที เมื่อไอซ์จ่ายเงินเสร็จแล้วหมุนตัวกลับมาปะทะเข้ากับร่างกำยำที่ยืนขวางทางอยู่ ระยะห่างที่ใกล้จนเกือบจะชนอกแกร่งทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำขวดชาเขียวหลุดมือ “เฮ้ย! ใครวะ!?”ลีโอไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงแต่ยื่นซองขนมแบรนด์โปรดที่ไอซ์มักจะกินเป็นประจำส่งให้ พร้อมกับเอ่ยด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำที่กังวานอยู่ในความรู้สึก “ยังชอบชาเขียวกับเค้กเหมือนเดิมสินะ”ไอซ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความระแวดระวัง “พี่เป็นใครอะ!? แล้วเอาของมาให้ทำไม ผมไม่รู้จักพี่เว้ย!”เด็กหนุ่มพ่นคำพูดออกมาเป็นชุดเหมือนปืนกล ใบหน้าหวานบัดนี้ถลึงตาใส่ร่างสูงตรงหน้าอย่างไม่ยอมคน ริมฝีปากบางขยับด่ารัวเร็วตามนิสัยเด็กแสบ “จะให้ผมแจ้งตำรวจมั้ย? อยู่ดีๆ เอาขนมมายัดใส่มือคนอื่นแบบนี้ แถมหน้าตาก็... ดูแปลกๆ อีก!” ลีโอยืนฟังเสียงเจื้อยแจ้วนั้นด้วยความใจเย็น มุมปากหยักยกยิ้มจางๆ อย่างนึกเอ็นดู เขาขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนเงาของเขาโถมทับร่างเล็กกว่าไว้มิด “ยังปากดีเหมือนเดิมเลยนะ... เด็กดื้อ”คำเรียกขานที่แสนคุ้นเคยแต่หลงลืมไปนานแสนนานทำให้ไอซ์ชะงักกึกไปสองวินาที ความทรงจำบางอย่างเลือนลางอยู่ในหัวแต่เขากลับนึกไม่ออก เด็กหนุ่มทำหน้างงจัดก่อนจะโวยวายกลับไป “เด็กดื้อ? ใครวะ... บ้าเปล่าเนี่ย! ใครดื้อ มั่วแล้วพี่!”ไอซ์โวยวายเสียงหลงพลางขยับแว่นสายตาที่เกือบจะหลุดจากสันจมูก ใบหน้าขาวจัดขึ้นสีระเรื่อด้วยความโมโหผสมกับความเลิ่กลั่ก เขาจำไม่ได้จริงๆ ว่าชายหนุ่มร่างยักษ์ที่มีรอยสักเต็มแขนและดูอันตรายคนนี้เป็นใคร ลีโอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวใจเขามันพองโตอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปี เขาค่อยๆ โน้มตัวลงมาหาคนตัวเล็กกว่าจนจมูกเกือบจะชนกัน ไอความร้อนจากร่างกายกำยำและกลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ทำเอาไอซ์ถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ไอซ์รีบสาวเท้าก้าวฉับๆ กลับบ้านโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับไปมองร่างสูงที่ยืนส่งยิ้มกวนประสาทอยู่อีก หัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นระรัวเป็นจังหวะแปลกๆ ที่เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย ทันทีที่ถึงห้องนอนที่ชั้นสอง เขาก็โยนกระเป๋าเป้ทิ้งแล้วทิ้งตัวลงบนฟูกที่นอนหนานุ่ม ปลดปล่อยลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันไลน์ส่งข้อความหากลุ่มเพื่อนสนิททันที 💬ไอซ์: "พวกมึง กูเจอผู้ชายสักลายน่ากลัวที่เซเว่น เอาขนมมาให้กูด้วย กูแบบ... ช็อก!" เพียงไม่กี่วินาที หน้าจอโทรศัพท์ก็เด้งเตือนข้อความตอบกลับรัวๆ ราวกับเพื่อนเขานั่งเฝ้าหน้าจอกันอยู่แล้ว 💬โม: "เฮ้ย น่ากลัวจริงดิ! หรือหล่อวะ? มึงน่ะชอบเจอแต่คนแปลกๆ" 💬ตั้ม: "ใช่คนที่เคยตามจีบมึงตอน ม.ปลายปะวะ? ที่มึงหนีไปเรียนกรุงเทพฯ เพราะเขาน่ะ" 💬ออกัส: "อย่าบอกนะว่า... พี่ลีโอ!?" ไอซ์อ่านข้อความของออกัสแล้วถึงกับเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากกรอบแว่น ปลายนิ้วเรียวรีบพิมพ์ตอบกลับไปอย่างไว 💬ไอซ์: "ใครวะ พี่ลีโอ!?" เขานั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกสับสน ชื่อนั้นมันช่างเลือนลางเหมือนหมอกจางๆ ในความทรงจำ แต่กลับส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างประหลาด เขาพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าพี่ชายข้างบ้านที่เขาเคยเดินตามต้อยๆ กลายเป็นหนุ่มร่างยักษ์ที่มีรอยสักเต็มตัวขนาดนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอซ์คิดจะพิมพ์ถามออกัสต่อให้รู้เรื่อง แต่ปลายนิ้วกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ... สายตาของเขาค่อยๆ เลื่อนไปตกลงที่ถุงขนมบนที่นอน ชาเขียวกับเค้กชิ้นเล็ก... ขนมที่เขาชอบกินที่สุด แต่กลับจำไม่ได้ว่าหยิบมันติดมือกลับมาตั้งแต่ตอนไหน หรือเป็นตอนที่ไอ้พี่หน้าโหดนั่นยัดใส่มือเขามากันแน่ “บ้าชะมัด...”เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางเบะปากเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว ทว่าดวงตาคู่ใสกลับจ้องมองของในมือนั้นอย่างลังเลใจ ท่าทางคุกคามแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนในน้ำเสียงนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวก่อนสะบัดหน้าหนีเพื่อไล่ความรู้สึกแปลกๆ ออกไป แต่อะไรบางอย่างในใจกลับร้องเตือนว่า... การกลับมานครปฐมครั้งนี้ มันคงไม่ใช่แค่การกลับมาสับไก่ช่วยเตี่ยธรรมดาเสียแล้ว และ ‘พี่ลีโอ’ คนนั้น ก็คงไม่ยอมให้เรื่องของเราจบลงแค่ที่หน้าเซเว่นแน่ๆบทที่ 21 จุดหมายของหัวใจหลังจากพิธีแต่งงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิและหยาดน้ำตาแห่งความปิติผ่านพ้นไป ชีวิตบทใหม่ของลีโอและไอซ์ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ในฐานะคนรักที่แอบสบตากันข้ามฝั่งถนนอีกต่อไป แต่ในฐานะ "คู่ชีวิต" ที่ตื่นมาหายใจร่วมกันในทุกเช้าวันใหม่เช้าวันแรกของการเป็นครอบครัว แสงแดดอุ่นจางๆ ส่องลอดผ้าม่านสีขาวเข้ามาในห้องนอนที่คุ้นเคย ลีโอลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ความเหน็บหนาวของเตียงกว้าง แต่เป็นลมหายใจสม่ำเสมอของร่างบางในอ้อมกอด เสียงนาฬิกาเรือนเก่าเดินเป็นจังหวะเบาๆ คล้ายจะบอกว่าเวลาจากนี้ไปเป็นของพวกเขาทั้งคู่ลีโอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางกระซิบชิดใบหู “ตื่นมาแล้วเห็นหนูอยู่ข้างๆ แบบนี้ทุกวัน... พี่ว่าโลกนี้แม่งก็ไม่เลวเลยนะ”ไอซ์ขยับตัวยิ้มละมุน เขาเงยหน้าขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ระต้นคอของลีโออย่างเบามือ “พี่ต้องทนกับหนูไปทุกวันเลยนะ... ยังไม่เบื่อใช่ไหม?”“ไม่มีวันเบื่อ... มีแต่จะรักมากขึ้นในทุกวินาทีที่หายใจ” ลีโอตอบพร้อมกดจูบลงบนหน้าผากมนเป็นการประทับตราสัญญาใจร้านเล็กๆ ที่กลายเป็น ‘บ้าน’ ของความฝันในที่สุดประตูไม้ของร้าน "Leo & Ice : Love
บทที่ 20 วันที่เรากลายเป็นครอบครัว(NC)เวลาสองเดือนผันผ่านไปรวดเร็วราวกับภาพฝันที่ถูกแต้มสีจนสมบูรณ์ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสที่สุดของปี ไอซ์ในชุดครุยวิทยฐานะก้าวเท้าออกจากหอประชุมมหาวิทยาลัย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีและแสงแฟลชที่วูบวาบ ลีโอยืนอยู่ห่างออกมาเล็กน้อยในมุมสงบ สายตาคมกริบของเขาไม่ละไปจากร่างบางในชุดครุยสีดำแม้แต่วินาทีเดียว แววตาที่ครั้งหนึ่งเคยหม่นแสง บัดนี้กลับเปล่งประกายภาคภูมิใจยิ่งกว่าใครในโลก“ยินดีด้วยครับ... ว่าที่เจ้าสาวของพี่”เสียงกระซิบแผ่วพร่าข้างใบหูทำเอาไอซ์หลุดหัวเราะออกมาอย่างขัดเขิน ท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของเพื่อนร่วมรุ่น ช่อดอกไม้สีขาวสะอาดในมือสั่นไหวไปตามแรงเต้นของหัวใจที่พองโตจนแทบปริ ลีโอยืนอยู่ตรงนั้น... ในชุดเชิ้ตสีดำเรียบหรูที่ดูแปลกตาแต่กลับส่งเสริมให้เขาดูมั่นคงและสง่างาม แววตาคมกริบที่เคยดูดุดัน บัดนี้กลับมีเพียงความภาคภูมิใจที่มอบให้แก่คนในชุดครุยเพียงคนเดียวหลังจากวันรับปริญญาที่แสนชื่นมื่น บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายที่แสนสุข ลีโอและไอซ์ใช้เวลาช่วงสัปดาห์นั้นไปกับการตรวจรับงานตกแต่งร้านกาแฟขั้นสุดท้าย พร้อมๆ กับก
บทที่ 19 ใกล้ถึงวันของเราเช้าวันจันทร์ที่ลมพัดเย็นสบาย ไอซ์ในชุดนักศึกษาพาสีขาวสะอาดสะอ้านสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจ ก้าวลงจากบันไดบ้านไม้ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากทุกวัน เขากลับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอีกครั้งหลังจากลาพักไปช่วงหนึ่งเพื่อทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยลีโอเนรมิตร้านกาแฟในฝันให้เป็นรูปเป็นร่างสายตาของไอซ์ทอดมองผ่านฝูงชนที่เร่งรีบ ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ห้องแถวเล็ก ๆ ริมถนนที่มีกระจกใสสะท้อนแสงแดดยามเช้า บนกระจกบานนั้นมีป้ายตัวอักษรเรียบง่ายแปะไว้ว่า “Coming Soon... กำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้”มันไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่มันคืออาณาจักรที่มีชื่อของเขากับลีโอสลักไว้ด้วยกัน“อีกแค่สองเดือนเท่านั้น... ทุกอย่างในชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล” ไอซ์คิดในใจพลางกำสายกระเป๋าแน่นด้วยความตื่นเต้นขณะเดียวกันที่ฝั่งร้าน ลีโอในชุดเสื้อยืดเปื้อนรอยสีและกางเกงยีนส์ตัวเก่ง กำลังก้มหน้าก้มตาพินิจแบบแปลนร้านร่วมกับช่างไฟ เขาไม่ได้แค่สั่งงาน แต่กลับลงมือทาสีผนังและขยับเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเองทุกชิ้น จังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นพักสายตา รถเมล์สายที่ไอซ์นั่งเป็นประจำก็แล่นผ่านหน้าไปพอดี ลีโอยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
บทที่ 18 รากฐานของอนาคตรุ่งอรุณของวันใหม่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเร่งรีบเหมือนเช่นเคย แต่กลับเป็นเช้าที่แสนเนิบช้าและอบอวลไปด้วยความหวัง บนดาดฟ้าที่เดิมซึ่งเคยเป็นเพียงที่พักใจ บัดนี้กลับกลายเป็นที่วางรากฐานของอนาคต ไอซ์และลีโอนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากัน โดยมีปึกกระดาษและดินสอวางระเกะระกะอยู่ตรงกลาง แสงแดดอ่อนยามเช้าทาบลงบนแบบร่างที่เต็มไปด้วยรอยลบและเส้นสายที่ถูกขีดเขียนขึ้นด้วยความตั้งใจ“ถ้าร้านมันอยู่แถวนี้ หนูว่าเราน่าจะมีลูกค้าประจำเยอะเลยนะพี่” ไอซ์พูดพลางขยับปลายดินสอ วาดโครงสร้างหลังคาจั่วเรียบง่ายลงบนกระดาษ แววตาของเขามุ่งมั่นราวกับเห็นภาพร้านนั้นตั้งอยู่ตรงหน้าจริงๆ “ไม่ต้องใหญ่มากหรอก แค่พอมีที่ให้นั่งสูดกลิ่นกาแฟก็พอ”“พี่ว่าแค่มีกาแฟที่หนูชง... คู่กับลายสักที่พี่ออกแบบ คนก็น่าจะแห่กันเข้ามาจนแน่นร้านแล้วล่ะ” ลีโอแกล้งพูดหยอกพลางขยิบตาให้ จนไอซ์ต้องหันมาค้อนขวับเข้าให้หนึ่งที แต่สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันบนกระดาษแผ่นนั้นถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจนแต่กลมกลืน โซนด้านหน้าคือคาเฟ่ขนาดย่อมที่ไอซ์ใฝ่ฝัน มีเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนและชั้นวางขนมโฮมเมด ส่วนพื้นที่ด้
บทที่ 17 ทดสอบหัวใจเช้าวันอาทิตย์ที่แสงแดดทอประกายอ่อนละมุนอาบไล้ไปทั่วตลาด ลีโอตื่นเช้ากว่าทุกวัน เขาสลัดมาดช่างสักสุดเท่ทิ้งไป เหลือเพียงชายหนุ่มในเสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสั้นที่ดูคล่องตัว หัวใจของเขาเต้นรัวแรงกว่าจังหวะการลงเข็มสัก เพราะวันนี้คือวันสำคัญ... วันที่แม่รินจะเข้ามาเจรจากับเตี่ยชัยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางกลับต่างประเทศ และเป็นวันที่เขาต้องพิสูจน์ "ราคา" ของคำว่าลูกเขยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นภายในร้านข้าวมันไก่ กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวหอมมะลิหุงสุกใหม่โชยมาปะทะจมูก เตี่ยชัยนั่งประจำการอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเก่ง แววตาคมกริบจ้องมองผ่านประตูร้านเห็นร่างสูงของลีโอเดินเข้ามา เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะทักด้วยเสียงเรียบ"มึงมาแต่เช้าเลยนะ"ลีโอยกมือไหว้ด้วยท่าทางนอบน้อมที่กลั่นออกมาจากใจจริง "สวัสดีครับลุงชัย วันนี้ผมมาขอช่วยงานครับ"ลุงชัยไม่ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าช้า ๆสายตาที่เคยมองอย่างอคติเริ่มเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบที่ยากจะคาดเดา ชั่วอึดใจใหญ่ เตี่ยเดินไปหลังร้านแล้วหิ้วถังน้ำใบเขื่องที่บรรจุน้ำไว้จนปริ่มขอบออกมาวางโครมลงตรงหน้าลีโอ"ถ้าอยากจะมาเป็นลูกเขยกู มึงต้องทำได้มากกว่าแค่พูดหว
บทที่ 16 พาแม่มาขอสู่เด็กจากพ่อตาเสียงโทรศัพท์สั่นครืดคราดทำลายความเงียบในยามเช้า ลีโอกดรับสายด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่าจังหวะเพลงร็อกที่เขาเคยฟังมาทั้งชีวิต ปลายสายคือเสียงที่คุ้นเคยซึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ“แม่ถึงแล้วนะลูก อยู่หน้าประตูทางออกสนามบินแล้วจ้ะ”สองชั่วโมงหลังจากนั้น ลีโอเดินนำสตรีวัยกลางคนผู้มีสง่าราศีเข้ามายังถิ่นที่คุ้นเคย แม่ริน ในชุดผ้าไหมสีสุภาพ ผมยาวถูกเกล้าไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าที่แม้จะดูนิ่งสงบตามประสาผู้ผ่านโลกมามาก ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความอบอุ่นและเข้มแข็งอย่างประหลาด เธอไม่ได้พกเพียงกระเป๋าเดินทางมาด้วย แต่เธอยังพกความตั้งใจอันเต็มเปี่ยมมาเพื่อช่วยลูกชายทลายกำแพงแห่งอคติลีโอพาแม่ก้าวเข้าสู่ร้านข้าวมันไก่ กลิ่นน้ำซุปที่หอมกรุ่นดูจะจืดจางลงไปทันทีเมื่อต้องเผชิญกับบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน เตี่ยชัยเงยหน้าขึ้นจากเขียงสับไก่ ทั้งสองผู้อาวุโสสบตากันเนิ่นนานราวกับกำลังอ่านใจผ่านความเงียบ บรรยากาศภายในร้านนิ่งงันคล้ายกระดานหมากรุกที่ต่างฝ่ายต่างรอวางหมากตัวสำคัญที่สุด“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อริน เป็นแม่ของลีโอค่ะ” แม่รินเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสีย







