Home / มาเฟีย / ใต้กลลวงของคนเลว / สายตาที่จับจ้อง

Share

สายตาที่จับจ้อง

last update publish date: 2026-08-30 21:51:41

สัปดาห์แรกของการทำงานผ่านพ้นไปรวดเร็วกว่าที่ไอรีนคาดคิด ทุกเช้าเธอตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ จัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ ไออุ่น น้องสาวเพียงคนเดียวของเธอ ก่อนจะออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังตึกเอเวอร์กรีนด้วยความคุ้นชินกับกิจวัตรใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แม้ความตึงเครียดอันแฝงอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของพนักงานทุกคนในตึกจะยังเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจปรับตัวให้ชินได้ง่ายๆ ก็ตาม

ทุกครั้งที่สายตาปะทะเข้ากับรายการ ค่าที่ปรึกษาพิเศษ หรือ ค่าบำรุงรักษาพิเศษ อันไร้ที่มาที่ไป เธอจะบรรจงจดตัวเลขและวันที่ลงในสมุดโน้ตเล่มเล็กส่วนตัวอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการบันทึกข้อสงสัยใดๆ ลงในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทโดยสิ้นเชิง เธอยังคงปลอบใจตัวเองซ้ำๆ ว่านี่เป็นเพียงวิสัยของนักบัญชีผู้ละเอียดรอบคอบเท่านั้น หาใช่การสืบสวนอันตรายแต่อย่างใด

ทว่ายิ่งขุดลึกลงไปในรายการเงินของบริษัทอื่นๆ ในเครือ เธอก็ยิ่งพบรูปแบบความผิดปกติที่ฉายซ้ำอย่างน่าประหลาด บริษัทนำเข้าส่งออกมีรายการ "ค่าธรรมเนียมประสานงานต่างประเทศ" ซึ่งมีมูลค่าสูงลิ่วอย่างไม่สอดคล้องกับปริมาณสินค้าจริง ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนกลับมีลูกค้านามสมมติที่ยอมจ่ายค่าบริการมหาศาลโดยปราศจากสัญญาหรือรายงานผลงานแนบมาด้วย ทุกอย่างดูเหมือนถูกสร้างขึ้นไว้อย่างประณีตเนียนตาพอจะเล็ดลอดการตรวจสอบบัญชีทั่วไปได้อย่างง่ายดาย หากแต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญเช่นเธอ มันคือรอยต่อที่บ่งชี้ว่ามีกระแสเงินก้อนโตกำลังไหลผ่านช่องทางลับที่ไม่อยากให้ใครสืบทราบ

วันต่อมาขณะที่ไอรีนกำลังก้มหน้าจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนหน้าจอ เบญจ์ก็ค่อยๆ ขยับกายเข้ามาใกล้โต๊ะของเธอด้วยสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย

“ไอรีน...” เบญจ์กระซิบเสียงแผ่ว พลางลอบสายตามองไปรอบห้อง

“เธอรู้ไหมว่าตั้งแต่เธอเข้ามาทำงาน คุณอลันแวะลงมาที่ชั้นนี้บ่อยขึ้นมากเลยนะ”ไอรีนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ

“หมายความว่ายังไงเหรอเบญจ์”

“ปกติท่านแทบไม่เคยย่างก้าวลงมาที่ชั้นนี้เลยน่ะสิ” เบญจ์อธิบายพลางทิ้งตัวลงนั่งบนขอบโต๊ะข้างๆ

“ปกติทุกเรื่องต้องผ่านหัวหน้าแผนกหรือคุณแม็กซ์ทั้งนั้น แต่สัปดาห์นี้ท่านลงมาด้วยตัวเองถึงสามสี่ครั้งแล้ว ทุกคนแอบกระซิบกันใหญ่ว่าแปลกมาก”

ไอรีนรู้สึกถึงความร้อนฉ่าที่แล่นปราดขึ้นมาบนใบหน้า เธอพยายามสะกดอารมณ์และวางท่าทีให้เป็นปกติที่สุด

“อาจจะเป็นเรื่องงานตามปกติก็ได้มั้ง”

เบญจ์ยกยิ้มมุมปาก สายตาทอประกายพราวระยับตามประสาคนชอบสังเกต

“อาจจะใช่นะ... แต่ทุกครั้งที่ท่านลงมา สายตาคู่นั้นจะทอดมองมาที่โต๊ะของเธอเป็นสิ่งแรกเสมอ ฉันแอบมองมาสามวันติดแล้ว ไม่ผิดแน่”

ไอรีนตกอยู่ในความเงียบ ไม่อาจหาคำพูดใดมาโต้ตอบได้ จึงทำได้เพียงหัวเราะกลบเกลื่อนเบาๆ แล้วรีบชวนเปลี่ยนเรื่องกลับเข้าสู่เนื้องาน เบญจ์ยิ้มอย่างรู้ทันก่อนจะย้ายกายกลับไปประจำโต๊ะ ทิ้งให้ไอรีนตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันยุ่งเหยิงที่ไม่สามารถสลัดออกไปจากหัวได้

เธอพยายามแย้งในใจว่าคำพูดของเบญจ์เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเรื่อยเปื่อยของเพื่อนร่วมงาน แต่ลึกลงไป เธอกลับไม่อาจปฏิเสธภาพสายตาคู่นั้นที่จับจ้องมายังเธอจากกรอบประตูในเย็นวันแรกได้เลย... สายตาอันเย็นชาแต่แฝงไปด้วยการจับผิด

กระทั่งช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ขณะที่ไอรีนกำลังง่วนอยูวุ่นวายอยู่กับการตรวจเอกสาร เสียงจังหวะฝีเท้าหนักแน่นจากรองเท้าหนังหรูหราก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น มองผ่านแผงกั้นโต๊ะ ก็พบร่างสูงตระหง่านของอลันกำลังเดินตรงมายังโต๊ะของเธอโดยเฉพาะ เขาอยู่ในชุดสูทตัดเย็บประณีตสีน้ำดำเข้มที่ส่งให้บุคลิกดูโดดเด่นและทรงอำนาจไม่ต่างจากทุกครั้ง

บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงบลงในทันที พนักงานในรัศมีใกล้เคียงต่างก้มหน้าทำงานด้วยความเกร็งเครียด ราวกับมีใครกดปุ่มลดเสียงของทั้งชั้นลงพร้อมกัน ไอรีนรีบหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยความประหม่า

“คุณอลัน มีอะไรให้ฉันรับใช้หรือเปล่าคะ”

“นั่งลงเถอะ”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเคย ทว่ากลับมีกระแสความนุ่มนวลเจืออยู่มากกว่าทุกครั้งที่เธอเคยได้ยินจากห้องทำงานชั้นบน อลันดึงเก้าอี้ว่างจากโต๊ะข้างเคียงมาวางฝั่งตรงข้าม แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้บริหารระดับสูงสุดจะมานั่งสนทนากับพนักงานใหม่กลางแผนกเช่นนี้

ไอรีนค่อยๆ ลดตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง สัมผัสได้ถึงสายตาตกตะลึงที่แอบมองมาจากทั่วทุกสารทิศ แม้จะไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตาโดยตรงก็ตาม

“สัปดาห์แรกของการทำงาน... เป็นอย่างไรบ้าง” อลันเอ่ยถาม สายตาคมกริบจับจ้องใบหน้าเธอไม่ลดละ

“เรียบร้อยดีค่ะ” ไอรีนตอบ พยายามสะกดน้ำเสียงให้ดูเป็นมืออาชีพที่สุด

“กำลังตรวจสอบโครงสร้างบัญชีของบริษัทในเครือทีละแห่งตามที่ได้รับมอบหมายค่ะ”

“แล้ว... พบอะไรน่าสนใจบ้างไหม” คำถามนั้นฟังดูคล้ายชวนคุยทั่วไป ทว่าสายตาของอลันกลับหนักอึ้งด้วยความหมายบางอย่าง ราวกับเขากำลังตั้งโจทย์ทดสอบเธอมากกว่าถามด้วยความสงสัยจริงจัง

ไอรีนชะงักไปชั่วครู่ ภาพรายการ ค่าที่ปรึกษาพิเศษ ในสมุดโน้ตส่วนตัวผุดขึ้นมาในความคิด แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง

“ยังตรวจสอบไม่ครบทุกแห่งค่ะ แต่โดยรวมถือว่าระบบบัญชีวางไว้ค่อนข้างเป็นระเบียบดีค่ะ”

มุมปากหยักของอลันยกยิ้มบางเบา ราวกับเขาล่วงรู้ทันทีว่าเธอกำลังหลีกเลี่ยงที่จะพูดความจริง แต่เขาก็ไม่ได้รบเร้าหรือซักไซ้ต่อ

“ดีแล้ว... ผมชอบคนที่ทำงานรอบคอบ และรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรเงียบ”

ประโยคนั้นทำให้ไอรีนรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง มันฟังดูคล้ายคำชมเชย แต่กลับแฝงคำเตือนไว้อย่างแนบเนียน เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ หรือเพียงแค่เอ่ยเตือนไว้ว่าอย่าคิดออกนอกลู่นอกทาง

“คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับกลุ่มนักลงทุนที่โรงแรมริมแม่น้ำ”อลันเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็ว

“ผมอยากให้คุณไปด้วย ในฐานะตัวแทนฝ่ายบัญชีที่จะช่วยสนับสนุนข้อมูลตัวเลขการลงทุนหากจำเป็น”ไอรีนเบิ่งตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

“คืนนี้เลยเหรอคะ แต่ฉันไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการออกงานเลยนะคะ”

“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล” เขาตอบกลับทันควัน ราวกับจัดเตรียมทุกอย่างไว้เสร็จสรรพแล้ว

“จะมีรถไปรับคุณที่บ้านตอนหกโมงเย็น และชุดราตรีจะถูกจัดส่งมาถึงคุณภายในบ่ายนี้”

หญิงสาวอึ้งงันไปชั่วขณะ ความรวดเร็วและมัดมือชกในการจัดการของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกราวกับไร้ซึ่งสิทธิ์ในการปฏิเสธ ทุกอย่างถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าโดยไม่เปิดช่องให้เธอถอยหลัง

“คุณอลันคะ ฉันคิดว่า...”

“ผมรู้ว่ามันกะทันหัน”เขาเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงอ่อนแสงลงจนนุ่มนวลอย่างที่ไอรีนไม่เคยสัมผัสมาก่อน

“แต่ผมอยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน”

ประโยคหลังสลัดคราบคำสั่งเชิงธุรกิจออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอ้อนวอนอย่างเด่นชัด จนไอรีนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนในความหมายที่แฝงอยู่

เธอนึกสบสายตากับดวงตาสีมืดสนิทคู่นั้น และพบว่าความเย็นชาประดุจน้ำแข็งในวันแรกได้ละลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นล้ำลึกที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้การควบคุมอันนิ่งเฉย

“ตกลงค่ะ”

ในที่สุดเธอก็ตอบรับ เสียงที่เอ่ยออกไปเบากว่าที่ตั้งใจไว้มาก

รอยยิ้มของอลันคลี่กว้างขึ้นอีกนิด เป็นรอยยิ้มที่ถูกใจที่ปิดไว้แทบไม่มิด

“แล้วเจอกันคืนนี้”

เขายัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปท่ามกลางสายตาของพนักงานทั้งชั้นที่แอบมองตามอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่บานประตูลิฟต์ปิดสนิทลง เสียงระเบิดกระซิบกระซาบก็กระหึ่มขึ้นทั่วทั้งชั้นเบญจ์รีบถลาเข้ามาหาไอรีนทันทีด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“เห็นไหมล่ะ! ฉันบอกแล้วไม่มีผิด!” เบญจ์กระซิบกระซาบเสียงตื่นเต้น

“คุณอลันไม่เคยเอ่ยปากชวนพนักงานคนไหนไปงานเลี้ยงแบบนี้เลยนะ ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว!”

ไอรีนรู้สึกร้อนวูบที่พวงแก้มทั้งสองข้าง เธอพยายามหาเหตุผลมากลบเกลื่อน

“ท่านคงอยากให้ฉันที่เป็นพนักงานใหม่ได้เรียนรู้ธุรกิจของบริษัทให้ไวขึ้นมากกว่าน่ะ”

เบญจ์ทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่ได้คาดคั้นเอาความ ทำเพียงส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่สื่อความหมายชัดเจนว่าเธอไม่ได้คล้อยตามคำอธิบายนั้นเลยแม้แต่น้อย

ตกบ่ายกล่องกระดาษสีขาวผูกโบประณีตใบใหญ่ก็ถูกนำมาส่งถึงโต๊ะทำงานของไอรีนตามคำกล่าว ภายในบรรจุชุดราตรีผ้าไหมเนื้อนุ่มสีครีมเข้มที่ดูหรูหรา ราคาแพงเกินกว่าที่เธอเคยได้ใส่ในชีวิตนี้ พร้อมรองเท้าส้นสูงเข้าชุดกันอย่างดีเยี่ยม ก่อนจะพบเข้ากับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือที่เป็นเอกลักษณ์

สัดส่วนของคุณ ผมให้คนบันทึกไว้ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน

ไอรีนอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วทั้งเรือนร่าง มันคือความรู้สึกอันซับซ้อนที่ผสมผสานระหว่างความตระหนกที่ถูกเฝ้ามองทุกรายละเอียด กับกระแสความรู้สึกโมโห ซึ่งแล่นผ่านหัวเธอไปอย่างรวดเร็ว

“ไอ้หน้าหล่อโรคจิต”

เธอขยํากระดาษโน้ตอย่างรวดเร็วพลางเก็บลงกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะปิดกล่องและเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวสำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง ค่ำคืนที่สัญชาตญาณร้องบอกเธอว่า มันจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ดึงเธอให้ถลำลึกเข้าใกล้โลกของเขา มากยิ่งขึ้น

เมื่อกลับถึงบ้าน ไอรีนรีบตรงเข้าห้องนอน ตัดสินใจหยิบสมุดโน้ตส่วนตัวขึ้นมาซุกซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้ปูพื้นใต้ตู้เสื้อผ้าอย่างมิดชิดที่สุด

ความกังวลเรื่องความลับในบัญชีดำเริ่มกัดกินจิตใจของไอรีนอย่างช้าๆ ราวกับเงามืดที่คอยติดตามตัวทุกขณะ ทว่าความเงียบสงบภายในบ้าน และเสียงขีดเขียนปากกาบนกระดาษของ ไออุ่น น้องสาวเพียงคนเดียวที่กำลังนั่งมุ่งมั่นทำการบ้านอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก็เป็นเสมือนสายน้ำเย็นที่ช่วยฉุดดึงสติของเธอกลับคืนสู่ความจริง

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้องนอนเพื่อลองสวมชุดราตรีผ้าไหมเนื้อนุ่มสีครีมเข้มผ่าหลังแผ่วเบาที่อลันจัดส่งมาให้ มันช่างเข้ารูปพอดีกับเรือนร่างของเธอราวกับจับวาง

เนื้อผ้าทิ้งตัวอย่างอ่อนช้อย ขับเน้นไหล่มนและแผ่นหลังเนียนละเอียดให้ยิ่งดูโดดเด่น ตัดกับผิวขาวนวลของเธอได้อย่างไร้ที่ติ ความปราณีตของชุดทำให้เธอมองภาพสะท้อนในกระจกด้วยความรู้สึกแปลกตาและไม่คุ้นเคยกับตัวเองในเวอร์ชันนี้เอาเสียเลย

กระทั่งเวลาหกโมงตรง รถลีมูซีนหรูหราก็แล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าบ้านอย่างตรงเวลา แม็กซ์ก้าวลงจากฝั่งคนขับ เดินตรงมาเปิดประตูให้เธอด้วยท่าทีนอบน้อมและให้เกียรติ ไอรีนก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังนุ่มสบาย พร้อมหัวใจที่เต้นรัวระทึกจนไม่เป็นจังหวะ ตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่โรงแรมห้าดาวระดับแถวหน้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ใต้กลลวงของคนเลว   คำมั่นสัญญา

    หกเดือนผ่านไปอย่างเงียบงัน ราวกับกาลเวลาได้ตั้งใจทอดตัวให้ทุกบาดแผลค่อยๆ สมานลงทีละน้อย คฤหาสน์หลังงามใจกลางเมืองซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกคลุมด้วยเงาแห่งความหวาดระแวง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้สด เสียงหัวเราะแผ่วใส และแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาแต้มพื้นหินอ่อนเป็นประกายอ่อนโยน ทุกมุมของบ้านคล้ายได้รับชีวิตใหม่ อลันยังคงอยู่เคียงข้างไอรีนไม่ห่าง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เขาเฝ้าดูชีวิตของเธออย่างใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยที่สุด ไอรีนในชุดคลุมท้องสีอ่อนยืนอยู่ริมหน้าต่าง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสงบ หน้าท้องที่นูนขึ้นตามอายุครรภ์หกเดือนทำให้เธอดูอ่อนโยนกว่าเดิมอย่างประหลาด และทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนชีวิตน้อยๆ ใต้ฝ่ามือ อลันก็มักจะมองภาพนั้นด้วยแววตาแน่นิ่งลึกซึ้ง ราวกับทั้งโลกของเขาถูกย่ออยู่ตรงหน้าเพียงเท่านี้หลังการขอแต่งงานในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงเทียนและคำสัญญา งานวิวาห์ของทั้งคู่ก็ผ่านพ้นไปอย่างงดงาม มิใช่เพราะความหรูหราของสถานที่หรือเสียงชื่นชมจากผู้คน หากเพราะในวันนั้น ไอรีนได้เห็นชายผู้เคยแบกรับทุกอย่างเพียงลำพังยืนอยู่ตรงหน้าเธอด้วยหัวใจที่เปิดเผยที่สุด อลันไม

  • ใต้กลลวงของคนเลว   คลี่คลาย 1.2

    "เธอเหนื่อยมามากแล้วนะไออุ่น..." แม็กซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลกว่าทุกครั้ง มือหนาที่แข็งแรงขึ้นตามลำดับเอื้อมไปกุมมือเรียวบางของเธอไว้เบาๆ "ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม เธอยอมทิ้งชีวิตตัวเองมานั่งเฝ้าผู้ชายเลือดเย็นอย่างฉัน... ไม่เหนื่อยบ้างเลยหรือไง"ไออุ่นส่ายหัวช้าๆ รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมของเขาอย่างมั่นคง“เหนื่อยดิ คิดว่าฉันเป็นหุ่นยนต์หรือไง” ไออุ่นตอบทันควัน ทำเอาแม็กซ์ชะงักไปเล็กน้อย เธอถอนหายใจพรืดแล้วเหลือบมองเขาด้วยแววตาดื้อๆ “แต่เหนื่อยแล้วไง นายยังหายใจอยู่ ฉันก็ต้องดูแลต่อสิ คนอย่างนายถ้าปล่อยไว้คนเดียวไม่เกินครึ่งวันก็คงดื้อจนแผลฉีกอีก แล้วก็อย่ามาทำหน้าเหมือนตัวเองเป็นภาระนะ ฉันไม่ชอบ” น้ำเสียงห้าวของเธอแข็งอยู่เพียงเปลือกนอก แต่ท้ายประโยคกลับเบาลงเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งอย่างอ่อนโยน “อีกอย่าง...ถ้าวันนั้นไม่มีนาย ฉันก็คงไม่ได้มายืนด่านายตรงนี้เหมือนกัน เพราะงั้นเลิกคิดมาก แล้วกินซุปซะ”แม็กซ์มองเธออยู่ครู่ใหญ่ เหมือนต้องการแน่ใจว่าทุกคำของเธอเป็นจริง “ฉันเคยคิดว่าถ้าไม่ผูกพันกับใคร ก็จะไม่มีใครใช้เป็นจุดอ่อนของฉันได้” เขาพู

  • ใต้กลลวงของคนเลว   คลี่คลาย 1.1

    เวลาล่วงเลยผ่านไป ราวกับ เพื่อปล่อยให้ร่างกายที่บอบช้ำและหัวใจที่ผ่านคืนเลวร้ายได้ค่อยๆ เยียวยาตัวเอง บ้านพักริมทะเลหลังเดิมซึ่งเคยเป็นสมรภูมิของเสียงปืน ถูกซ่อมแซมทีละส่วนจนเกือบไม่เหลือร่องรอยของคืนนั้น รอยกระสุนบนเสาไม้หน้าระเบียง แม้ช่างจะเสนอให้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ไออุ่นกลับขอให้เก็บรอยเล็กๆ รอยหนึ่งไว้ มันอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเสียจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สำหรับเธอ รอยนั้นไม่ใช่อนุสรณ์ของความรุนแรง หากเป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกเขารอดมาแล้วจริงๆ และชีวิตหลังจากนี้ไม่ควรถูกใช้ไปกับการหวาดกลัวเพียงอย่างเดียวในสัปดาห์แรก บ้านทั้งหลังยังมีกลิ่นสี กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นเค็มของทะเลปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เสียงค้อนจากช่างซ่อมดังขึ้นตั้งแต่สายและเงียบลงก่อนตะวันตกดิน ไออุ่นเป็นคนเดินตรวจทุกมุมด้วยตัวเอง เธอถามตั้งแต่ชนิดของสกรูที่ใช้ยึดบานพับ ไปจนถึงระยะเวลาสำรองไฟของสัญญาณเตือนภัย นายช่างวัยกลางคนพยายามอธิบายอย่างละเอียด ทว่าเมื่อเห็นหญิงสาวกอดอกขมวดคิ้ว เขาก็รีบยืนยันว่าได้ทดสอบทุกอย่างแล้วถึงสามรอบ เธอพยักหน้าเพียงนิด ก่อนทิ้งท้ายเสียงห้าวว่า “ดี ถ้าดังช้ากว่าคนร้ายครึ

  • ใต้กลลวงของคนเลว   บทสรุป 1.2

    ครั้งหนึ่ง วิกเตอร์เคยเชื่อว่าโซเฟียไม่ใช่น้องสาวของอลันจริงๆ เชื่อหลักฐานปลอมที่ถูกจัดฉาก เชื่อในศักดิ์ศรีของตนมากกว่าดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาของหญิงสาวคนนั้น คืนที่เขาลงมือ เขาจำได้ว่าโซเฟียไม่ได้ร้องขอชีวิตให้นานนัก เธอเพียงเรียกชื่อเขาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นจนแทบไม่เป็นคำ เหมือนคนที่ยังเชื่อว่าเขาจะหยุดได้ในวินาทีสุดท้าย ทว่าความโกรธในตอนนั้นทำให้เขาหูหนวกและตาบอด เขาเลือกจะฟังเสียงของตนเองมากกว่าความจริง และเมื่อความทรงจำเหล่านั้นย้อนกลับมาในคืนนี้ มันจึงไม่ใช่เพียงภาพอดีต หากเป็นคำพิพากษาที่ไม่มีศาลใดเมตตาได้อีกเสียงหัวเราะของวิกเตอร์แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นที่บิดเบี้ยวและเจ็บปวด เขาทรุดลงกับพื้นชั่วขณะก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาว่างเปล่า คนที่เคยเชื่อว่าตนควบคุมทุกอย่างได้กำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้าทุกคน เขาล้วงปืนออกมาจากเสื้อคลุมด้วยมือที่สั่นเทา ปลายกระบอกปืนยกขึ้นจ่อขมับตนเองอย่างเชื่องช้า “โซเฟีย...พี่ขอโทษ” คำพูดนั้นหลุดออกจากปากเขาเหมือนเสียงของคนที่ถูกความผิดบาปฉีกทึ้งจนไม่เหลือศักดิ์ศรีใด ๆ อีกต่อไป อลันตะโกนห้าม แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะใช้คำพูดหยุดยั้งได้วา

  • ใต้กลลวงของคนเลว   บทสรุป 1.1

    ค่ำคืนนั้น คฤหาสน์หลังใหญ่จมอยู่ใต้ความเงียบอันหนักอึ้ง ราวกับทุกเสียงในโลกถูกกลืนหายไปพร้อมกับความหวังที่ค่อย ๆ ริบหรี่ลงในหัวใจ ไอรีนนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมมานานเกินกว่าจะนับเวลาได้ สองมือของเธอประสานแน่นจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ ริมฝีปากสั่นระริกขณะพึมพำคำภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาคู่สวยแดงช้ำจากการร้องไห้ แต่เธอก็ไม่กล้าปิดเปลือกตาลงแม้เพียงวินาทีเดียว เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพของไออุ่น น้องสาวสุดที่รัก ก็จะฉายชัดขึ้นมาในความมืดด้วยใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่มีใครรู้ว่าจะไปถึงทันหรือไม่ ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจเธออย่างเงียบงัน หากวันนั้นเธอระวังมากกว่านี้ หากเธอปกป้องน้องได้ดีกว่านี้ เหตุการณ์ทั้งหมดอาจไม่เดินทางมาถึงจุดที่ทุกลมหายใจต้องแลกกับความหวาดหวั่นเช่นนี้ก็เป็นได้ภายในบ้าน ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง ผู้ติดตามยืนกระจายตัวอยู่ตามมุมห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงนาฬิกาบนผนังดังติ๊กต่อกเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าในความรู้สึกของไอรีน มันกลับดังราวกับเสียงตอกย้ำวินาทีแห่งการรอคอยอันโหดร้าย ทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงอันตรายที่อาจเพิ่มขึ้นอีกห

  • ใต้กลลวงของคนเลว   เงื่อนงำที่คลี่คลาย

    บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของอลันหนักอึ้งราวกับอากาศทั้งหลังถูกกดทับด้วยเงามืดแห่งความสูญเสีย ทุกคนในบ้านต่างเงียบงัน ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมาเกินความจำเป็น เสียงฝีเท้าของบอดี้การ์ดที่วิ่งเข้าออกด้านนอกดังแว่วมาเป็นระยะ แต่ภายในห้องรับรองใหญ่กลับเต็มไปด้วยความเงียบที่บีบรัดหัวใจยิ่งกว่าสิ่งใด ๆไอรีนนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้อง ร่างบางสั่นสะท้านจนแทบทรงตัวไม่อยู่ น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เมื่อภาพน้องสาวเพียงคนเดียวถูกพาตัวไปยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า“ไออุ่น... ฮึก... อลัน ไออุ่นจะเป็นอะไรไหม” เสียงของเธอสั่นพร่าแทบไม่เป็นคำ “ฉันควรอยู่กับน้อง ฉันไม่ควรปล่อยให้น้องต้องเจอเรื่องแบบนั้นเลย”อลันนั่งอยู่ข้างเธอ แขนแกร่งโอบร่างคนที่กุมหัวใจของเขาเอาไว้แน่น เขากดศีรษะทุยของเธอให้ซบลงกับอกกว้าง แล้วลูบแผ่นหลังเล็กอย่างปลอบประโลม แม้สีหน้าของเขาจะนิ่งขึง แต่แววตาคมกริบกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกผิดกัดกินอยู่ลึก ๆ ในใจ เขาเป็นคนที่ควรปกป้องทุกคนในครอบครัว แต่ในค่ำค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status