Accueil / อื่น ๆ / ใต้เงารักศัตรู / ตอนที่ 2 เลือดในคืนเพ็ญ

Share

ตอนที่ 2 เลือดในคืนเพ็ญ

Auteur: Bosskerr
last update Dernière mise à jour: 2025-08-24 23:31:33

อุโมงค์ใต้ดินทอดยาวราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด ดินชื้นเย็นซึมผ่านชายเสื้อผ้าผิวกายจนความหนาวกัดลึกเข้าไปถึงกระดูก เสียงหยดน้ำดังติ๋ง ๆ เป็นจังหวะเดียวที่บอกข้าว่าเวลายังเดินอยู่ มือข้ายังจับกระบอกไม้ไผ่ไว้แน่น จนข้อนิ้วขาวราวกระดูก

บุรุษสวมหน้ากากเงินเดินนำหน้า เขาไม่พูด ไม่หันกลับมามอง แต่ก้าวเท้าอย่างมั่นคงราวกับรู้ทุกก้อนดินในทางนี้ เขาเป็นเพียงเงาดำสูงใหญ่ที่คั่นระหว่างข้ากับความมืดมิด หากไม่มีเขา ข้าคงไม่รู้เลยว่าข้างหน้าเป็นเส้นทางสู่ความรอดหรือเหวลึกแห่งความตาย

“เจ้าชื่ออะไร” เสียงต่ำเย็นนั้นดังขึ้นในที่สุด ข้าชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่คาดว่าจะถูกถามเช่นนี้

“ซูเหยา” ข้าตอบด้วยเสียงแผ่ว แทบจะกลืนหายไปในลมหายใจของตัวเอง

เขาพยักหน้าเพียงน้อย แต่ไม่พูดอะไรอีก นอกจากเดินต่อไปจนกระทั่งแสงรำไรสีเงินสาดลงจากช่องเปิดด้านบน กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นน้ำเย็นของลำธารลอยมาตามลม เป็นสัญญาณว่าเรากำลังใกล้ทางออก

เขาใช้มือข้างเดียวดันฝาปิดไม้ขึ้นอย่างไร้เสียง ลำแสงจากดวงจันทร์เพ็ญส่องลงมากระทบหน้ากากเงินจนแวววาววาบในความมืด ชั่ววินาทีนั้น ข้ารู้สึกว่าหน้ากากนั้นไม่ใช่เพียงโลหะปิดบังใบหน้า แต่เป็นเกราะป้องกันหัวใจที่ไม่อยากให้ใครเข้าถึง

“ขึ้นไป”

เขากล่าวสั้น ๆ แล้วส่งมือให้ ข้าลังเลเพียงชั่วครู่ก่อนจะวางมือบนฝ่ามือของเขา ความเย็นของโลหะที่หุ้มมือผสมกับแรงที่มั่นคงดึงข้าขึ้นพ้นจากความมืดสู่ความหนาวของยามราตรี

เบื้องหน้าคือลำธารกว้างที่ผิวน้ำสะท้อนแสงจันทร์ราวผืนแพรสีเงิน ต้นสนสูงเรียงรายริมฝั่ง ลมกลางคืนพัดกลิ่นสนและหิมะเข้าจมูกอย่างแรง ข้าหันกลับมามองไกลออกไปทางด้านหลัง เปลวไฟจากจวนสกุลหลานยังคงลุกโชน เสียงแตกดังสนั่นเมื่อคานไม้ใหญ่ถล่มลง กลืนเอาทุกความทรงจำของข้าไปในกองเพลิง

หัวใจข้าหนักราวถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ข้าอยากวิ่งกลับไป แต่รู้ว่ามันจะมีแต่ความตายรออยู่ จึงเพียงยืนนิ่ง น้ำตาร้อนผ่าวไหลอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางลมหนาว

“จงจำภาพนั้นไว้” เสียงเขาดังขึ้นข้างหู “เพราะมันจะเป็นเชื้อเพลิงให้เจ้าเดินต่อไป”

ข้าหันขวับไปมองเขา เขายืนอยู่ใต้เงาสน หน้ากากเงินสะท้อนแสงจันทร์เยือกเย็นเหมือนดวงตาของสัตว์นักล่า ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือเหตุใดจึงช่วยข้า แต่ในแววตานั้นมีประกายบางอย่าง ประกายของคนที่เคยยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟมาก่อน

“ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่” เขากล่าวพร้อมคว้าข้อมือข้าแน่น “ตั้งแต่คืนนี้ไป เจ้าไม่ใช่คนของตระกูลหลานอีกต่อไป”

“แล้วข้าเป็นอะไร?” ข้าถามทั้งที่เสียงสั่น

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เป็นผู้ที่ต้องมีชีวิตเพื่อทำลายศัตรูของเจ้า”

หัวใจข้าสะท้านวาบ คำว่าศัตรูกลายเป็นรอยสลักในความคิด ข้ากำกระบอกไม้ไผ่แน่นขึ้น รู้ดีว่าจากนี้ไป ชีวิตข้าไม่อาจเป็นดังเดิมอีกแล้ว

บุรุษสวมหน้ากากเงินก้าวนำเข้าสู่ความมืดของป่า ข้าสูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่ง กลิ่นสนและหิมะช่างเย็นจนปวดปอด ก่อนจะก้าวตามเขาไป โดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะยาวไกลเพียงใด และหัวใจข้าจะต้องแข็งกระด้างอีกเท่าไรจึงจะถึงวันที่ได้ล้างแค้นให้ตระกูล

เสียงฝีเท้าของเราสองคนย่ำลงบนหิมะเปียกดัง กรอบ กรอบ เป็นจังหวะที่ช้าแต่มั่นคง ลมเหนือพัดซัดผ่านยอดสนสูง แผดเสียงหวีดเหมือนการร่ำไห้ของภูเขา ข้าเงยหน้ามองดวงจันทร์เพ็ญซึ่งยังส่องแสงไม่รู้เรื่องราวบนดิน แสงนั้นช่างงดงาม ทว่าข้าไม่อาจมองมันโดยปราศจากภาพเลือดในลานจวนซ้อนทับอยู่

บุรุษสวมหน้ากากเงินไม่เอ่ยคำใดตลอดเส้นทางที่ลัดเลาะป่าลึก เพียงหยุดเป็นระยะเพื่อฟังเสียงลม เสียงกิ่งไม้ หรือกระทั่งความเงียบที่ผิดปกติ ความเงียบที่เขาจับได้มักนำไปสู่การเปลี่ยนเส้นทางอย่างกะทันหัน ราวกับเขารู้ว่ามีใครซุ่มอยู่ แม้ข้าจะมองไม่เห็นก็ตาม

ไม่นานเราก็มาถึงสะพานไม้เก่าข้ามลำธารอีกสาย น้ำใสเย็นไหลเชี่ยวจนเกิดละอองฟุ้งเมื่อกระทบโขดหิน เขาหยุดกลางสะพาน หันกลับมามองข้า แสงจันทร์ทำให้ดวงตาเขาดูลึกและเย็นราวสระน้ำในฤดูหนาว

“จากนี้ไป ทุกสิ่งที่เจ้าจะเห็น จะต้องเก็บไว้เพียงในใจ” เขากล่าว “อย่าไว้ใจใครง่าย  ๆ แม้แต่ข้า”

คำเตือนนี้ทำให้หัวใจข้าหนักกว่าเดิม ชายที่เพิ่งช่วยชีวิตข้าไว้ กลับเตือนว่าอย่าไว้ใจเขา ข้ากำปิ่นหยกในกระบอกไม้ไผ่แน่น ความหนาวซึมเข้ามาพร้อมกับความจริงใหม่ที่ข้าจำต้องยอมรับ

เขาพาข้าเดินต่อจนป่าเริ่มโปร่งขึ้น แสงไฟจากหมู่บ้านเล็ก  ๆ ริมเชิงเขาโผล่มาให้เห็นราง  ๆ กลิ่นควันไฟจากเตาผสมกับกลิ่นหญ้าแห้งโชยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นที่ต่างจากกลิ่นไหม้และเลือดเมื่อครู่จนหัวใจข้าสะท้าน

“พักที่นี่”

เขากล่าวพลางพาข้าเข้าไปในกระท่อมไม้เล็ก  ๆ ริมหมู่บ้าน ภายในเงียบสงบ มีเพียงเตาผิงเล็ก  ๆ และมุมหนึ่งที่ปูเสื่อหยาบไว้ เขาชี้ให้ข้านั่งลง แล้วโยนผ้าคลุมหนาหนักให้

“เราจะพักอยู่ที่นี่กี่วัน?” ข้าถามอย่างระแวดระวัง

เขาไม่ตอบตรง  ๆ เพียงแค่เอ่ยว่า “จนกว่าเจ้าจะลืมกลิ่นไฟไหม้ของคืนนี้ไม่ได้อีก”

ประโยคนี้ของเขาทำให้ข้าหนาวเหน็บขึ้นทั้งที่อยู่ใกล้กองไฟ คืนนั้น ข้านั่งกอดเข่ามองเปลวไฟไหวในเตาผิง ภาพจวนสกุลหลานในหิมะเพ็ญยังคงลอยชัดอยู่ในดวงตา ปนกับเสียงกลองศึกและเสียงของเขาที่บอกว่า ยังไม่ถึงคราวตายของเจ้าและในความเงียบงันนั้น ข้ารู้ว่าชะตาของข้าได้เดินเข้าสู่เงามืดที่ไม่มีวันถอยกลับอีกแล้ว

เตาผิงกะพริบไหวจนเงาเปลวไฟเต้นระริกบนผนังไม้ ข้าค่อย ๆ คลายผ้าคลุม หยิบกระบอกไม้ไผ่ออกจากอกเสื้อ มือสั่นเล็กน้อยขณะค่อย ๆ งัดฝาปิดออก ปิ่นหยกสีอ่อนลื่นออกมาดังกริ๊ก แสงไฟสะท้อนลายสลักกลีบดอกท้อสองกลีบซ้อนกันงามสงบ ใต้ปิ่นมีแผ่นกระดาษตัดสีขาวพับไว้อย่างประณีต ข้ากางมันออก ตัวอักษรสีหมึกคมเรียบ ลายมือของบิดาแน่แท้

ดอกท้อไม่บานฤดูหนาว ใครเอ่ยทำให้ดอกท้อบานได้ ผู้นั้นคือศัตรู ทางลมหายใจของจวน เจ้าเดินพ้นมาแล้ว เส้นทางลมหายใจของแผ่นดินจงหาให้พบ...

บรรทัดสุดท้ายมีรอยน้ำหมึกกระเซ็นเล็ก ๆ คล้ายจะถูกรีบเขียนจนมือสั่น ข้าลูบปลายตัวอักษรอย่างระวัง ความร้อนจากเตาผิงไม่อาจไล่ความหนาวที่ไหลจากหัวใจลงสู่ปลายนิ้วได้เลย

“เขียนได้ดี”  เสียงบุรุษสวมหน้ากากดังขึ้นด้านหลังโดยที่ข้าไม่รู้ว่าเขาเข้ามาใกล้ตอนไหน

“คนที่ชี้เส้นทางหนีได้ ควรรู้จักชี้เส้นทางกลับให้ถึงใจตนเอง”

ข้าหันกลับไป เขายืนพิงเสาไม้ แขนกอดอก ดวงตาหลังหน้ากากยังคงนิ่งเย็น

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าปริศนานั้นหมายถึงใคร” เขาถาม

“หมายถึงคนที่ทำให้ฤดูผิดเพี้ยน” ข้าตอบช้า ๆ

“คนที่ทำให้สิ่งซึ่งไม่สมควรเกิด กลับเกิดขึ้น ด้วยอำนาจหรือเล่ห์ลวง”

ข้าขยับปิ่นหยกในมือ

“คนที่ทำให้ดอกท้อบานกลางหิมะ นั่นคือศัตรูของข้า”

เขาพยักหน้าเพียงน้อย ก่อนวางห่อผ้าผืนเล็กลงบนเสื่อหน้าข้า

“เปิดดูสิ”

ข้าแก้เชือกผ้าอย่างระแวดระวัง ภายในมีสิ่งของสามชิ้นเรียงกัน: มีดสั้นใบบางที่ขอบคมสะท้อนแสงไฟเป็นเส้นเงิน ขวดแก้วเล็กบรรจุน้ำสีใสที่เมื่อคว่ำเบา ๆ จะทิ้งคราบราง ๆ สีฟ้าอ่อน และแผ่นบัญชีหมากรุกกับหมากสีดำขาวหนึ่งกำมือ

“เลือกหนึ่งสิ่ง” เขาว่า “และบอกเหตุผล”

ข้ากวาดตามองทีละชิ้น มีด คือทางลัดที่เลือดแลกเลือด ขวด คือความตายที่ไร้เสียง หมาก คือทางยาวของกลยุทธ์ที่ต้องอดทน โทษทัณฑ์ของคืนนี้ยังอุ่นอยู่ในอก ข้ามองมือของตนที่สั่นแล้วนิ่งลง ข้าหยิบของทั้งสามชิ้นวางเรียงเข้าหากัน

“ข้าไม่เลือก” ข้าเงยหน้าสบตาเขาหลังหน้ากาก

“เพราะศัตรูของข้าไม่ได้ตายด้วยคมมึดเดียว หรือยาพิษเพียงหยดเดียว หากตายด้วยแผนยาวที่ร้อยทุกหยดเลือดเข้าด้วยกัน ข้าต้องการทั้งหมด เพื่อใช้ให้สาสมกับเลือดของตระกูลที่เสียไป”

เปลวไฟในเตาผิงสะท้อนในดวงตาคู่นั้นวาบหนึ่งคล้ายพึงใจ แต่เสียงของเขายังราบและเย็น

“คำตอบนี้ หนักเกินกว่าที่เด็กจะพูด”

“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วในคืนนี้” ข้าตอบ “คืนนี้ข้าฝังเด็กคนนั้นไว้ใต้แท่นกลองศึกแล้ว”

เขาเงียบไปอึดใจ ก่อนจะดึงผ้าคลุมด้านข้างออก เผยถุงเครื่องมือหนังใบบาง ภายในมีเข็มเหล็กเรียวยาวหลายเล่ม สายคันฉ่อง ลวดกลืนสี และกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนอักษรลับ

“เจ้าอยากได้ทั้งหมด ก็ต้องรับทั้งหมด” เขาปล่อยถุงนั้นลงตรงหน้า “แต่ทุกชิ้นมีราคาของมัน”

ประตูไม้เบื้องนอกดังกึกแผ่ว ๆ ราวกับมีใครเหยียบพื้นกระดาน หน้ากากเงินเอียงศีรษะเล็กน้อย หูของเขาฟังความเงียบอย่างคนคุ้นเคยกับอันตราย เขายกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก ข้ากลั้นหายใจ เงาเท้าเล็ก ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่างกระดาษ น่าจะเป็นชาวบ้านเดินกลับเรือนดึก ไม่มีเสียงสรรพาวุธ ไม่มีกลิ่นคาวความตาย เพียงความเหนื่อยอ่อนของชีวิตริมเขา เขาลดมือลง บรรยากาศตึงเครียดคลายไปนิดเดียว

“สว่างเมื่อไร เราจะออกเดินทาง” เขากล่าว

“จากนี้ไป เจ้าต้องฝึกทั้งมือ ทั้งใจ ทั้งตาให้มองเห็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากเห็น”

เขาหยิบมีดสั้นขึ้นมาพลิกดู คมมีดวาบวับ

“มือ เพื่อให้ว่องไวพอสำหรับโอกาสเดียวที่มาถึง ตา เพื่อเห็นเส้นทางในเงามืด ใจ เพื่ออยู่กับเลือดโดยไม่หลงลืมว่ามันคือเลือดของใคร”

“แล้วชื่อของท่านเล่า” ข้าถาม “ข้าควรเรียกท่านว่าอะไร”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เปลวไฟไล้ขอบหน้ากากจนเกิดวงแสงบาง

“ชื่อจริงของข้าไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ในคืนนี้” เขาเว้นวรรคสั้น ๆ เหมือนชั่งน้ำหนักคำ

“แต่ถ้าเจ้าต้องเรียก ก็เรียกข้าว่า ม่อเฉิน”

ม่อเฉิน ตัวอักษรนั้นเย็นในปาก ราวกับโลหะที่เพิ่งยกออกจากหิมะ ข้าทวนในใจหนึ่งครั้งแล้วอีกครั้ง เพื่อจดจำเสียงนี้ให้ฝังลึกไม่ต่างจากสลักบนปิ่นหยก

“ซูเหยา” เขาเรียกชื่อข้า “ตั้งแต่ยามรุ่งขึ้น เจ้าไม่ใช่เพียงบุตรีของแม่ทัพที่ถูกเผาเรือนฆ่าล้างตระกูลอีกต่อไป เจ้าจะเป็นศิษย์ของความเงียบ เป็นเงาของลมหายใจ และเป็นทวนคำถามของความจริงในวัง”

เขาก้าวเข้ามาใกล้ เงาหน้ากากบังเปลวไฟ ครอบโลกให้เหลือเพียงเสียงของเขากับเสียงหัวใจในอกข้า

“สิ่งที่ข้าขอมีเพียงหนึ่ง” เขาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำทีละพยางค์ “จงมีชีวิตเพื่อทำให้ศัตรูของเจ้าได้ชดใช้”

คำว่าชดใช้ตกกระทบหูข้าอย่างหนักหน่วงกว่าดาบใด ๆ มันดังก้องเข้าห้วงคำนึง ร้อยเข้ากับคำสั่งเสียบนแผ่นกระดาษของท่านพ่อ และภาพจวนที่ลุกเป็นไฟในคืนเพ็ญ

ด้านนอกกระท่อม หิมะเริ่มตกใหม่ ละอองขาวบางละลายเมื่อแตะขอบหน้าต่างกระดาษ บอกว่ารุ่งสางยังมาไม่ถึงอีกพักใหญ่ ข้าเก็บปิ่นหยกกับจดหมายคืนสู่กระบอกไม้ไผ่ ก้มศีรษะต่ำอย่างไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการให้คำสัตย์กับตนเอง

“ข้าจะมีชีวิตอยู่” ข้ากล่าวช้า ๆ “และข้าจะทำให้พวกมันจำ ว่าเลือดของสกุลหลานไม่เคยเย็นเป็นน้ำแข็ง”

ม่อเฉินพยักหน้า เงียบงันเป็นคำรับรู้ เขาเก็บของกลับเข้าห่อ วางมีด ขวด และหมากลงรวมกันดังเดิม ก่อนดับเปลวไฟในเตาผิงให้เหลือเพียงไออุ่นกรุ่น คืนยืดยาวจนความคิดในอกสงบลงทีละเล็ก ข้าพิงเสาไม้ หลับตาผ่านครึ่งยามสุดท้ายของค่ำคืนแรกนอกบ้านเกิด เมื่อเปลือกตาหนักอึ้งและสติเลือนไป ข้ารู้เพียงสิ่งเดียว ยามสางที่จะมาถึง จะไม่ใช่เช้าเหมือนเดิมอีกต่อไป

เมื่อเสียงไก่ป่าร้องจากเชิงเขาแว่วถึง กระดาษหน้าต่างเริ่มสว่างสีเทาจาง ม่อเฉินขยับยืนเต็มความสูง สะพายถุงเครื่องมือไว้ด้านหลัง ถอนกลอนประตูเบา ๆ ลมยามรุ่งสางพัดเข้ามาเย็นเฉียบชำระควันไฟที่ยังหลงเหลือ ก่อนก้าวพ้นธรณี เขาหันมามองข้าอีกครั้ง

“จำไว้ว่าอย่างสุดท้ายของคืนนี้” เสียงเขาเรียบและแน่วแน่ “ตั้งแต่วันนี้ไป ทุกก้าวของเจ้า จะเป็นประโยชน์ต่อความจริงเพียงข้อเดียว”

ข้าเช็ดความชื้นจากปลายตา สูดลมหายใจลึก แล้วก้าวตามออกสู่ลมหนาว และนั่นคือเช้าวันแรกที่เงากำลังจะกลืนชื่อเก่าของข้าไป พร้อมตั้งชื่อใหม่ให้ทั้งใต้หล้าได้จดจำ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • ใต้เงารักศัตรู   ตอนพิเศษที่ 3 ดอกท้อเบ่งบาน

    ฤดูใบไม้ผลิย่างกรายเข้าสู่หุบเขาเล็ก ๆ ทางทิศใต้ กลีบดอกท้อโปรยปรายไปทั่วราวหิมะสีชมพู ฟ้าสีครามแจ่มชัด ราวกับธรรมชาติชดเชยให้ผู้คนที่เคยผ่านความทุกข์ยากได้ลิ้มรสความสงบสุขที่โหยหามาชั่วชีวิตเรือนเล็กที่ปลูกติดริมลำธาร มีเสียงน้ำใสไหลเอื่อย ๆ ขับกล่อมไปพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวที่ก้มหน้าอยู่ตรงแปลงผัก“เหยียนเจิ้ง เจ้ามาช่วยข้าเด็ดผักทีสิ นี่มันจะเย็นแล้วนะ”ซูเหยาใส่เสื้อผ้าธรรมดาสีอ่อน มือเล็ก ๆ ยกตะกร้าไม้ขึ้นอย่างระมัดระวัง ผมยาวถูกเกล้าอย่างเรียบง่าย ไม่มีรัดเกล้า ไม่มีหยกงดงามดังเช่นตอนอยู่ในวัง แต่แววตากลับสดใสกว่าที่เคยเป็นเหยียนเจิ้ง บัดนี้ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจใด ๆ เดินออกมาจากเรือนด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากในอดีต มือชายหนุ่มหยิบมีดสั้นเล็ก ๆ มาก้มลงช่วยนางตัดผัก“เจ้าสั่งให้ข้าเด็ดผักเหมือนชาวนาเสียจริง” เขาเอ่ยพลางส่ายหน้า แต่สายตาที่ทอดมองนางกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู“แล้วเจ้าไม่อยากเป็นชาวนาหรือไร” ซูเหยาหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเปล่งประกาย“อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีเสียงดาบ ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงเสียงนกกับน้ำไหล ไม่มีเสียงใดมารบกวน”เหยียนเจิ้งหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อ

  • ใต้เงารักศัตรู   ตอนพิเศษ 2 หน้ากากเงินที่ไร้ตัวตน

    ข้า ม่ออี้ หากเจ้าอ่านบันทึกนี้ แปลว่าหิมะได้ปิดรอยเท้าของข้าไปแล้ว เสียงโลหะของหน้ากากยังคงเย็น แต่หัวใจที่อยู่ข้างใต้ได้หยุดไหว คืนแรกที่ข้าได้สวมหน้ากากเงิน อาจารย์ใหญ่ถามข้าสั้นนัก“เจ้าชื่ออะไร”ข้าตอบ “ม่ออี้”“ตั้งแต่นี้ชื่อไม่สำคัญ หน้าที่สำคัญกว่า”เสียงโลหะแตะโหนกแก้ม เย็นจนฟันข้ากระทบกัน แต่ความเย็นนั้นกลับทำให้เลือดสงบ ข้าพูดได้เพียงในใจเท่านั้นข้าเติบโตในสำนักอาญาแบบเด็กที่ไม่มีบ้าน ชื่อม่ออี้เป็นเพียงอักษรเดียวที่แม่ปักลงในผ้าเก่าน้อยชิ้นก่อนทิ้งข้าไว้หน้าประตูโบสถ์ที่ท้ายเมือง อาจารย์เก็บข้าขึ้นมา ปล่อยให้เติบโตในเงาของกฎหมายที่ไม่เคยมองหน้าใครในยามลงดาบข้าจึงรู้จักก่อนว่าความเงียบขูดกระดูกอย่างไร คำสั่งหนักกว่าดาบกี่เท่า และชัยชนะของแผ่นดินมักจะเรียกเก็บค่าจากหัวใจของบุคคลเสมอวันนั้น อาจารย์ยื่นหน้ากากให้ข้า ครึ่งใบที่พรากเสี้ยวหน้าไป เสี้ยวหนึ่งที่เหลือของข้าไม่ใช่ของข้าอีกต่อไปข้าเห็นนางครั้งแรกในลานหิมะของเมืองหลวง หลานซูเหยา เด็กหญิงที่ถือพิณใหญ่เกินแขนเล็ก ๆ ของตนเอง เงยหน้ามองควันจากโรงตีเหล็ก ลมหายใจฟุ้งเป็นไอขาว นางยิ้มให้ชายแก่ที่ขายหมั่นโถวนึ่ง แม้ตัวเองจ

  • ใต้เงารักศัตรู   ตอนพิเศษ 1 วันวานในเงาหิมะ

    หิมะปลายฤดูตกแน่นจนพื้นหินกลายเป็นผ้าขาว เย็นกระทั่งลมหายใจแปรเป็นควันสีจาง ข้าคือ เหยียนเจิ้ง พระโอรสลำดับที่ห้า เด็กชายผู้คุ้นชินกับความเงียบของตำหนักและกฎเกณฑ์ที่ยาวเท่ากำแพงเมืองคืนนั้น ข้าหลบยามออกจากตำหนักเพียงลำพัง ไม่ใช่เพราะใจกล้า หากเพราะเสียงหนึ่งที่ลอดผ่านช่องกำแพงมา เสียงสะอื้นเล็ก ๆ คล้ายลูกนกตกจากรัง ใต้ศาลาร้างตรงแนวพุ่มสน ข้าเห็นร่างเด็กหญิงตัวน้อยนั่งกอดเข่า เสื้อผ้าเปียกน้ำหิมะจนสั่นงัน ริมฝีปากซีดแต่ดวงตายังสว่าง“เจ้าเป็นใคร” ข้าเอ่ยถาม เสียงต่ำเท่าที่เด็กวัยอย่างข้าจะทำได้นางช้อนตาขึ้น “ข้าชื่อ หลานซูเหยา” เสียงแหบพร่า “ข้าหลงทางมาพร้อมกับคนรับใช้ ระหว่างตามขบวนของท่านพ่อเข้ามาในเมืองหลวง”แซ่หลาน แค่ได้ยินก็ทำให้หัวใจข้ากระตุก บิดาของนางคือแม่ทัพหลานที่ผู้คนเอ่ยถึงด้วยความศรัทธา ข้าถอดผ้าคลุมไหล่คลุมให้นางโดยไม่คิด“ตามข้ามา หากเจ้ายังอยู่ที่นี่ คงจะถูกทหารยามลากไป”นางลังเลเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนยกมือเล็ก ๆ เกาะแขนเสื้อข้าแน่น มือเย็นจัดจนข้ารู้สึกเหมือนถูกหิมะจับปลายนิ้ว เราเดินผ่านช่องระบายน้ำเก่าที่คนงานไม่ค่อยใช้ ข้ารู้จักทางเหล่านี้ดีกว่าตำราเรียน เพราะม

  • ใต้เงารักศัตรู   ตอนที่ 21 ลมหนาววันสุดท้าย

    องครักษ์ในวังกับทหารหน่วยเงาปะทะกันกลางหิมะ เสียงเหล็กปะทะเหล็กสั้น คม และไม่ยืดยาวตามนิสัยของผู้ล่าที่มาเพื่อฆ่า ไม่ใช่จับ ซูเหยาชักดาบไร้นามออกมา โลหะเย็นแตะฝ่ามือดังชีพจรของผู้ตาย นางเฉือนเส้นเอ็นมือของศัตรูคนหนึ่ง ลากตัวออกจากเส้นยิง เงาหน้ากากเงินก้าวลงจากระเบียง เขาเคลื่อนตัวดุจเงาดาบ คม รวดเร็ว และไร้เสียง“ถอย ซูเหยา ถอย!” เสียงของม่ออี้ลอดผ่านโลหะ “ศัตรูที่แท้จริงอยู่เหนือหัวเรา!”“เจ้าเรียกทุกคนว่าศัตรูมาตลอด” นางสวนกลับ “คืนนี้ข้าจะเลือกเองว่าใครคือผู้ที่ต้องชดใช้กันแน่ ไม่ต้องให้เจ้ามากำกับ!”ลูกศรหัวดำอีกระลอกสาดลง แนวยิงไขว้รูปซวงเหอของสำนักลับทางเหนือ ไม่ใช่กองทัพหลวง ซูเหยาจับจังหวะได้ในครึ่งใจ มีผู้ที่ต้องการให้เราเชือดกันเอง เพื่อปิดปาก เหยียนเจิ้งสะบัดแขนผลักซูเหยาออกให้พ้นวิถี ขณะม่ออี้กระโจนตวัดดาบเฉียง“ฉัวะ!”ลูกศรถูกปัดแตกกลางอากาศ แต่ดอกหนึ่งเฉือนสีข้างเหยียนเจิ้งไป เลือดไหลแทรกผ้าขาวเป็นดอกท้อแดงเพลิง“เหยียนเจิ้ง!” ซูเหยาตะโกน เงื้อมดาบชิดคอศัตรูตรงหน้า ฟันสั้นเดียวหลุดหิมะม่ออี้เสยดาบรับระลอกใหม่ พลางคำรามผ่านหน้ากาก“ตัวล่อไม่ใช่เจ้า แต่คือข้า เขาต้องการใ

  • ใต้เงารักศัตรู   ตอนที่ 20 จงจำไว้ว่า ข้าคือศัตรู

    เสียงหิมะโปรยปรายกลางคืนหนาวเหน็บ คล้ายสวรรค์จงใจซ้ำเติมหัวใจที่ปริร้าว หลานซูเหยาในชุดสีขาวบริสุทธิ์เปื้อนเลือด ยืนตัวสั่นกลางลานกว้าง ดวงตาที่เคยทอประกายอบอุ่น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่สั่นสะท้านหัวใจผู้มองเบื้องหน้าคือองค์ชายเหยียนเจิ้ง ผู้ที่นางเคยเฝ้าคิดถึงทุกลมหายใจ เขาก้าวออกมาท่ามกลางม่านหิมะ ใบหน้าเย็นสงบ แต่แววตาแฝงความสั่นไหวที่พยายามเก็บซ่อน“ซูเหยา…”เสียงเขาเรียกขานชื่อนาง แผ่วเบาราวกับกลัวว่า หากดังเกินไป ความฝันนี้จะสลายไปในหิมะ ซูเหยากัดริมฝีปาก เลือดซึมออกมา นางสั่นสะท้านทั้งร่าง น้ำตารินลงพร้อมกับเกล็ดหิมะ“องค์ชาย ท่านจำได้หรือไม่ ว่าครั้งหนึ่ง ข้าเคยรักท่าน” เสียงของนางพร่าแผ่ว แต่ทุกคำคือคมดาบที่ฝังลึกลงกลางใจองค์ชายเหยียนเจิ้งหลับตาแน่น ราวกับถูกแทงกลางอก เขาเอื้อมมือออกมาแต่ถูกซูเหยาปัดออก“แต่วันนี้ ” ซูเหยาก้าวถอย ดวงตาแข็งกร้าว “ท่านคือศัตรูของข้า ไม่เพียงในความจริง หากแม้แต่ในหัวใจก็ใช่!”เลือดในอดีต ความตายของตระกูลหลานทั้งตระกูล ความทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกสิ่งตะโกนบอกนางว่า ความรักคือพิษร้าย องค์ชายเหยียนเจิ้งกัดฟัน ดวงตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความเจ็

  • ใต้เงารักศัตรู   ตอนที่ 19 องค์ชายในเงา

    สายลมหนาวพัดผ่านท้องพระโรงที่ว่างเปล่า เงาเปลวคบเพลิงสั่นไหวราวจะดับลงทุกขณะ หลังเหตุการณ์ที่เหล่าทหารบุกเข้ามาแล้วถอยไป ความเงียบสงัดกลับปกคลุม ทว่าในอกของหลานซูเหยากลับเต็มไปด้วยเสียงดังอื้ออึง นางยังคงจ้ององค์ชายเหยียนเจิ้งด้วยดวงตาสั่นระริก ไม่รู้ว่าควรเชื่อถ้อยคำของเขาหรือไม่องค์ชายเหยียนเจิ้งเดินเข้าใกล้ช้า ๆ ดวงตาคมปลาบทอประกายที่ต่างไปจากทุกครั้ง“เจ้ารู้หรือไม่อาเหยา ว่าข้ารู้ตัวตนเจ้าตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าเป็นใคร”ซูเหยาชะงักราวถูกตบกลางใบหน้า “ทะ...ท่านรู้หรือ?”“ใช่” เสียงของเขาแผ่วแต่หนักแน่น“คืนที่เจ้าถูกส่งเข้าวังในนามนางกำนัล ข้ารู้ตั้งแต่นาทีแรกว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา ดวงตาคู่นั้น เจ้าคิดหรือว่าข้าจะลืมหรือ?”ความทรงจำเก่า ๆ พุ่งวาบขึ้นมา ราวกับบาดแผลที่ถูกกระชากปิดผ้าพันแผลออก ซูเหยากำหมัดแน่น เลือดแทบจะไหลออกจากฝ่ามือ“หากท่านรู้ เหตุใดจึงไม่เปิดโปงข้าเสียแต่แรก?”องค์ชายเหยียนเจิ้งยิ้มบาง แต่เต็มไปด้วยความขมขื่น“เพราะหากข้าเปิดโปง เจ้าจะตายทันที แต่ถ้าข้าเงียบ อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้”เสียงนางสั่นเครือ “แล้วทั้งหมดที่ผ่านมา ท่านเฝ้ามองข้าเงียบ ๆ อย่าง

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status