ログインจวบกระทั่งเช้าวันใหม่ มนต์มีนาลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนภายในอ้อมแขนของเขา สิ่งแรกที่เธอเห็นคือแผงอกกว้างแกร่งแน่นตึงด้วยกล้ามเนื้อของจวินที่ศีรษะเธอเกยอยู่ หญิงสาวคลี่ยิ้มเมื่อได้สัมผัสความอบอุ่นที่คุ้นเคยอีกครั้ง ยังไม่อยากขยับตัวมากนักเพราะเกรงจะทำให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาแล้วไออุ่นนี้จะสลายหายไป
จวินยังคงทอดกายหลับสนิท หายใจรดศีรษะของคนที่เขาก่ายกกเหมือนหมอนข้างมานาน ถ้ายังไม่มีสิ่งใดรบกวนตามนิสัยแล้วมนต์มีนารู้ดีว่าเขาจะยังไม่ตื่นขึ้นมาง่าย ๆ ปลายนิ้วเรียวลูบไล้เบา ๆ ไปตามกล้ามอกแน่นตึงอย่างอดไม่ได้ เธออยากอยู่แบบนี้ตลอดไป แต่ถ้าตลอดไปไม่ได้ก็ขอให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ใบหน้าสวยค่อย ๆ ผละออก เท้าศอกกับพื้นเตียงเพื่อดันตัวขึ้นมามองหน้าชายหนุ่มขณะที่กำลังหลับสนิท ภาพความทรงจำต่าง ๆ ตลอดเวลาที่เขาและเธออยู่ด้วยกันก็หลั่งไหลเข้ามา
ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดี ที่ได้คบหากับจวิน บางคนที่ขี้อิจฉาก็ปรามาสว่าเขาคงคบกับเธอไม่ได้นาน เอาเล่น ๆ แล้วก็เขี่ยทิ้ง แต่เมื่อเขากับเธอคบหากันจนกระทั่งหญิงสาวเรียนจบ เพื่อนที่เคยดูถูกก็ไม่มีใครเอ่ยคำนั้นอีกเลย นั่นก็พิสูจน์แล้วใช่ไหมว่าเขาจริงจังกับเธอจริง ๆ
ทันใดนั้นเสียงนาฬิกาปลุกที่มนต์มีนาตั้งไว้ในโทรศัพท์มือถือก็ส่งสัญญาณดังขึ้นจนแสบแก้วหูทำให้จวินสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วย หญิงสาวพยายามจะปิดมันให้เร็วที่สุดแต่เมื่อหันกลับมาก็พบกับจวินที่ใช้ศอกดันตัวขึ้นมามองเธออย่างหัวเสีย หงุดหงิด
“เอ่อ ขอโทษนะ พอดีลืมว่าตั้งปลุกไว้ตั้งแต่เมื่อคืน จะนอนต่อก็ได้นะ”
ชายหนุ่มสะบัดหน้าไม่พูดอะไร ตลบผ้าห่มออกจากตัวอย่างแรงก่อนจะก้าวลงจากเตียงด้วยสภาพร่างกายที่เปลือยเปล่าเข้าไปในห้องน้ำ ใช้เวลาอยู่นานจนทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยจึงออกมา พร้อมกับมนต์มีนาที่ลุกขึ้นไปเตรียมกาแฟและขนมปังแซนด์วิชไว้รอ เมื่อเขาเดินออกมาทุกอย่างก็เตรียมพร้อมที่โต๊ะ
“ทานอาหารก่อนสิ ค่อยออกไปทำงาน”
วันนี้จวินเดินมานั่งรับประทานแซนด์วิชที่หญิงสาวทำให้
“เมื่อคืนไปไหนมา ทำไมกลับดึก”
คนที่กำลังเคี้ยวแซนด์วิชชะงักนิ่งไปชั่วอึดใจ มองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจนหญิงสาวรู้สึกเหมือนมีบางอย่างมากระชากที่หัวใจ
“ทำไมต้องถามทุกเรื่องด้วย ถามทุกเรื่องมันน่ารำคาญรู้ตัวปะ”
น้ำเสียงติดห้วน กัดแซนด์วิชเข้าไปอีกคำก่อนจะเอ่ยเสียงรวนขึ้นมาใหม่
“อิ่มแล้ว”
แซนด์วิชนั้นยังไม่หมดร่างสูงก็ลุกขึ้น มนต์มีนารีบลุกตาม เธอไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรให้เขาหงุดหงิดแต่เช้า
“ก็แค่ถามเหมือนเดิม ตอนนี้ถามไม่ได้แล้วเหรอ”
“ก็บอกแล้วไง ว่ารำคาญ เบื่อที่จะตอบทุกเรื่อง”
จวินใส่รองเท้าเตรียมตัวออกไปข้างนอกเช่นทุกวัน คำถามสุดท้ายที่มนต์มีนาอดที่จะถามไม่ได้
“วันนี้กลับกี่โมง”
ร่างสูงหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาตอบด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยค แต่พูดติดปากบ่อยในช่วงนี้ว่า
“ไม่ต้องรอ”
มนต์มีนายืนพรูลมหายใจออก สะดุ้งตัวเล็กน้อยกับเสียงปิดประตูที่ดัง วันหยุดทั้งทีเธอคิดว่าจะได้ใช้เวลาอยู่กับคนรัก แต่เขากลับหาทางปลีกตัวออกจากเธอทุกวัน
จวินสะบัดศีรษะขับไล่อารมณ์หงุดหงิดออกไป ไม่รู้จะจัดการกับตัวเองและมนต์มีนาอย่างไรให้เธอยอมหยุดความสัมพันธ์กับเขาง่าย ๆ ถ้าหากบอกตรง ๆ ว่าต้องการจบทุกอย่างระหว่างเธอกับเขา ผู้หญิงอย่างมนต์มีนาจะยอมจบดี ๆ หรือไม่ แต่เขาบอกเลยว่ายิ่งเธอดื้อดึงร้องไห้คร่ำครวญมันจะยิ่งทำให้เขารำคาญ อยากตัดเธออกไปจากชีวิตเร็ว ๆ แต่หากจะปล่อยความสัมพันธ์ให้ยืดเยื้อไปกว่านี้ทั้งที่ไม่ได้คิดว่าจะมีเธออยู่ในอนาคตตั้งแต่ต้นมันก็จะยิ่งยุ่งยากกันไปใหญ่
จวินพ่นลมหายใจออกยาว ในหัวของเขาตอนนี้คิดแต่เรื่องอยากเลิกกับมนต์มีนา
ในห้องกว้างตั้งแต่เช้าจรดเย็นมีหญิงสาวที่อยู่เพียงคนเดียว ไม่มีวี่แววจวินจะกลับมาแล้วในค่ำคืนนี้ มีเพียงข้อความสั้น ๆ ที่เขายังอุตส่าห์ส่งมาบอกว่า
“ไปต่างจังหวัดกับที่บ้านอาทิตย์หนึ่ง”
นั่นหมายความว่าอีกตั้งเจ็ดวันที่เธอต้องอยู่คนเดียว แต่เมื่อวันหยุดผ่านพ้นไป ถึงวันที่เธอมีงานเข้ามามนต์มีนาก็ไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ในห้องจมจ่อมคิดแต่เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับจวิน หญิงสาวแต่งตัวขับรถญี่ปุ่นที่เขาซื้อให้เมื่อสามปีก่อนไปทำงานแต่งตัวสวยเป็น พริตตียืนคู่กับรถสปอร์ตหรูที่งานมอเตอร์โชว์ รูปร่างหน้าตาของมนต์มีนายังอยู่ในขั้นใช้ทำมาหากินได้ในระยะยาวเลยทีเดียว ผู้ชายหลายรุ่นที่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปหลายคนที่ถ่ายรูปของเธอเก็บไว้ในโทรศัพท์
ช่วงหนึ่งที่เพื่อนในกลุ่มของจวินสองคนแวะเข้ามาดูรถจากค่ายรถดังที่เธอยืนเรียกแขกอยู่ หนึ่งในนั้นคือกรภพคนที่จวินพูดเรื่องที่อยากเลิกกับมนต์มีนาให้ฟัง เมื่อชายหนุ่มพบมนต์มีนามาทำงานตรงนี้ก็พูดคุยทักทายกับเธอเหมือนคนที่รู้จักกันในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงของจวิน
“อ้าวมี่ ทำงานที่นี่ด้วยเหรอ”
มนต์มีนาพยักหน้ายิ้มหวาน “ใช่ค่ะ ฉันทำงานที่นี่”
กรภพถามต่อ “แล้วเลิกงานไอ้จินได้ขับรถมารับรึเปล่า”
หญิงสาวส่ายหน้า บอกตามตรง “คุณจวินไปต่างจังหวัดกับที่บ้านอาทิตย์หนึ่งค่ะ”
คำบอกเล่าของเธอทำให้สองหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น เนื่องจากว่าตอนเย็นจวินยังนัดก๊วนเพื่อนไปดื่มที่ผับอยู่เลย แต่กรภพก็นึกได้ว่าทำไมเพื่อนถึงได้โกหกกับผู้หญิงของมันไปอย่างนั้น คงกำลังพยายามทำตัวห่าง ๆ อยู่ ให้ผู้หญิงรู้สึกกระมัง
“จินพูดอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
กรภพกับเพื่อนหันมายิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมให้กัน มนต์มีนารู้สึกว่ามีบางอย่างเกี่ยวกับจวินจึงเอ่ยถามสองคนนี้ไปตรง ๆ
“มีอะไรรึเปล่าคะ”
“ก็...”
กรภพเหมือนจะพูดความจริงจะได้ช่วยจบเรื่องให้เพื่อน แต่ก็ยังเก็บงำความลับไว้ไม่เปิดเผยออกไปตรง ๆ
“ไม่มีอะไร ไว้เธอคุยกับจินมันเองแล้วกัน”
มนต์มีนานิ่วหน้า ถ้าจะให้คิดลึกลงไปกว่านั้นการที่กรภพพูดแบบนี้จวินคงพูดบางอย่างกับเขาเกี่ยวกับตัวเธอให้เพื่อนเขาฟังใช่หรือไม่
กรภพยิ้มมุมปากมองหน้าหญิงสาวอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป
หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็เมื่อร่างกายได้รับการรักษาดูแลเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยที่เธอไม่อาจรู้เลยว่าตอนที่สลบไปคุณหมอได้รักษาเธอด้วยวิธีการใด ร่างบางใบหน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียงคนเดียวไร้คนเคียงข้างในวันที่ต้องการใครสักคนอีกแล้ว กวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ผนังห้องสีขาวของโรงพยาบาล แต่เหมือนเธอก็ชินเสียแล้วกับการที่อยู่มาตัวคนเดียวแบบนี้เมื่อสติรับรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่งจากการถูกการที่อดีตเอเจนซีทำร้ายร่างกายอย่างหนัก สมองก็ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซอนย่าเข้ามาทำร้ายเธออย่างรุนแรงเหมือนว่าโกรธแค้นเธอมากอยากฆ่าให้ได้เลยยิ่งดี แต่ตอนที่มันกระทุ้งเข่าใส่ท้องเธอจนล้มตัวงอลงกับพื้นเธอได้ยินพวกมันพูดว่า‘...ทำไมเลือดมันไหลออกตรงนั้น หรือว่ามันตกเลือด…’ตกเลือด! มุกกันยาใจหายวาบขึ้นมาทันใด มือเผลอเลื่อนมากุมที่หน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ผงกศีรษะขึ้นอย่างลืมตัวก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจนต้องทิ้งศีรษะลงกับหมอนอย่างเก่า นอนคิดอีกไม่กี่อึดใจจึงบอกกับตัวเองว่า อาการตกเลือดต้องเกิดขึ้นได้เฉพาะกับคนท้องเท่านั้นไม่ใช่หรือ แล้วเธอ...?ในขณะที่กำลังห
แต่การทำงานในวงการพริตตีมันก็ค่อนข้างแคบคนก็รู้จักกันเกือบหมด ดังนั้นเมื่อมุกกันยาเริ่มรับงานเองมีหรือที่อดีตเอเจนซีของเธออย่างซอนย่าจะไม่รู้เรื่อง ตัวซอนย่าเองก็มีเรื่องที่ต้องเคลียร์กับพริตตีสาวเหมือนกัน ในเมื่อคืนนั้นตัวหล่อนพามุกกันยาเข้าไปหาเสี่ยนักธุรกิจไม่ได้จึงถูกเสี่ยเล่นงานอย่างหนัก คราวนี้หล่อนจึงมาเอาคืนหลังจากเสร็จงานอิเวนต์หนึ่ง มุกกันยาที่เข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับคอนโดมิเนียมก็เจอกับซอนย่ากะเทยร่างยักษ์ที่มาพร้อมกับมะยมมือขวาของตน ทั้งสองคนเข้ามาหาเธอถึงในห้องน้ำพร้อมทั้งปิดประตู ล็อกไม่ให้คนอื่นเข้ามา มุกกันยาที่เห็นท่าไม่ดีก็รู้สึกได้ว่าภัยกำลังเข้ามาใกล้ตัว เพราะสีหน้าแววตาของซอนย่ากับมะยมดูท่าทางแล้วคงไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ แน่ ๆ“ต้องการอะไรอีก เราจบกันไปแล้ว”“จบอะไรกันจ๊ะน้องกลอยของพี่ พี่หวังดีกับน้องกลอยเสมอนะถึงได้ตามมาดูว่าน้องกลอยเป็นยังไงบ้างตอนนี้ ยังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่รึเปล่า”“แกไม่ต้องมายุ่งอะไรกับฉันอีกแล้ว ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”ซอนย่าหันไปหัวเราะกับมะยมด้วยสีหน้าขบขันก่อนจะว่า“แจ้งความเรื่องอะไรไม่ทราบ”“ก็เรื่องคืนนั้นที่แกวางยา
เมื่อห้าปีก่อนหลังจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผ่านพ้นไป มุกกันยาพาตัวเองออกมาจากห้องนั้นและลงมายังชั้นล่างของคอนโดมิเนียมในเช้าวันต่อมาจากการที่เธอขอความช่วยเหลือจากแม่บ้านที่ขึ้นมาทำความสะอาดชั้นนี้พอดี เมื่อกลับมาถึงห้องตัวเองได้หญิงสาวก็อ่อนแรงจนหลับยาวข้ามวันข้ามคืนไปอีกวัน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็สับสนจนทำอะไรไม่ถูก แม้ว่าก่อนจะออกจากห้องเธอจะสังเกตเห็นซากถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วถูกทิ้งอยู่บนพื้นสามชิ้นเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝันแต่เมื่อตั้งสติได้มุกกันยาก็รีบไปโรงพยาบาลให้แพทย์ทำการตรวจร่างกายของเธออีกครั้งพร้อมกับขอยาคุมฉุกเฉินและฉีดยาต้านไวรัสด้วย จากนั้นจึงรีบกลับมาที่ห้องเพื่ออาบน้ำล้างเนื้อตัวให้สะอาดอีกครั้ง หญิงสาวนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำจมดิ่งอยู่กับความเศร้าจนต้องกรีดร้องออกมาเมื่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่กระทำชำเราร่างกายของเธอเป็นใคร และในช่วงเวลานั้นนอกจากความกลัวเธอก็ไม่กล้าที่จะคิดทำสิ่งใดเมื่อสายตามองเห็นประตูทางออกสติก็ดึงเธอให้รีบออกมาจากตรงนั้นโดยเร็ว ใช้เวลาคิดทบทวนกับตัวเองอีกสักพักเธอก็เริ่มรู้แล้วว่าอาการที่เกิดขึ้นกับเธอคืนนั
สามวันต่อมาคุณชวลิตกับคุณหญิงชลาลัยบิดามารดาของชวัลดนย์กับชญาพัฒน์กลับมาจากเที่ยวต่างประเทศ ผู้เป็นลูกชายจึงนำเครื่องเพชรไพลินที่ร่วมประมูลในงานมามอบให้มารดา พอท่านเห็นก็รู้สึกชอบและดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งสองรับรู้ได้เกี่ยวกับลูกทั้งสองคนโดยเฉพาะชญาพัฒน์ที่ทำหน้าตาปั้นปึ่งใส่พี่ชายตลอดเวลาเหมือนมีเรื่องงอนอะไรกันอยู่ เห็นแบบนี้แล้วคนเป็นแม่จึงถามออกมา“ลูกสองคนทะเลาะอะไรกันรึเปล่า ทำไมตั้งแต่พ่อกับแม่กลับมาถึงไม่เห็นพูดจาอะไรกันเลย แล้วทำไมน้องถึงได้มองค้อนพี่ตลอดเวลาอย่างนี้คะ มีอะไรจะพูดให้พ่อกับแม่ฟังมั้ย”ชญาพัฒน์เชิดใส่พี่ชายเมื่อชายหนุ่มถอนหายใจแล้วมองมาที่เธอ หญิงสาวจึงถือโอกาสฟ้องพวกท่านเรื่องที่เธอเห็นเขานั่งรับประทานอาหารกับแม่นางแบบคนนั้นแทนที่จะเป็นเพชรไพลินเพื่อนสาวที่เธอแนะนำให้“ก็พี่โชแปงสิคะคุณแม่เกิดติดใจนางแบบถือเครื่องเพชรชุดที่คุณแม่ได้มาถึงขนาดชวนกันไปกินข้าวแบบสองต่อสอง ชาไปเจอเข้าเลยเข้าไปถามแล้วพี่โชแปงก็ทำท่าไม่พอใจโมโหใส่ชา”ชญาพัฒน์หันมาจ้องหน้าพี่ชายแล้วสะบัดหน้าไปส่งสายตาออดอ้อนกับผู้เป็นมารดาให้เข้าข้างตนเหมือนเคย“จริงเหรอลูก ลูกไปทา
จากนั้นมุกกันยาก็ขับรถมาที่สตูดิโอของเธอกับมนต์มีนาที่เปิดคอร์สสอนการพัฒนาบุคลิกภาพหญิงสาวเป็นคนสอนการเดินแบบให้กับสาว ๆ ในภาคบ่ายพร้อมกับมนต์มีนาที่ผลัดเปลี่ยนกันสาธิต การจัดระเบียบร่างกาย ถ่ายทอดและแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ที่ตนเองเรียนรู้มาอย่างน่าสนใจ จนถึงเวลาพักสองพริตตีสาวที่ตอนนี้กลายมาเป็นโคชจึงมีเวลามานั่งคุยกันมุกกันยาเริ่มบทสนทนาว่า “วันนี้ฉันไปกินข้าวและได้คุยงานกับคุณชวันดลย์มาแล้วนะ”เธอยังเรียกเขาด้วยชื่อจริง เพราะไม่ได้มีความรู้สึกสนิทสนมกับเขาในระดับเดียวกับมนต์มีนา“อืม เป็นไงบ้าง”“เขาก็เสนองานมาให้ฉันช่วยดูและให้ทำด้วยอะนะ แต่ฉันคิดว่าจะไม่ทำเอง แต่จะหาคนที่เหมาะสมไปทำมากกว่า นี่ถ้าเราเสนอคนที่บุคลิกเข้าตา มีแววว่าจะไปได้สวยจากคลาสของเราให้เขาพิจารณา แล้วถ้าสาว ๆ ที่เราเสนอโพรไฟล์ไปแล้วผ่านได้ไปทำงานกับเขา สตูดิโอของเราก็จะมีชื่อเสียงขึ้นด้วยนะ เพราะเหมือนว่ามาเรียนกับเราแล้วก็มีโอกาสได้งานด้วย”“ก็ใช่น่ะสิ คุณโชแปงเขาช่วยเรามากเลยนะ ทั้งที่จริง ๆ เขาก็มีคอนเน็กชันมากมายจะหาพริตตีหรือพรีเซนเตอร์สวย ๆ จากเอเจนซีไหนก็ได้”มนต์มีนาเสริม เพราะชวัลดนย์ให้ความช่วยเหลือและเอ็น
“...มานั่งตกลงเรื่องค่าตัวกันอยู่”เอ่ยจบก็หันไปยิ้มกับเพชรไพลินที่ยืนก้มหน้าทำสีหน้าแววตาใสซื่อพร้อมทั้งขยิบตาเป็นเชิงบอกว่า‘เธออยู่เฉย ๆ แบบสวย ๆ เถอะจ้ะเพื่อนรัก ฉันจะจัดการแม่นี่ให้เอง’เมื่อโดนดูถูกแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ มุกกันยาถึงกับพ่นลมหายใจกลอกตาขึ้น ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกขบขันกับคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะมองกลับไปที่ชญาพัฒน์แบบไม่หลบสายตาแล้วเอ่ยตอบว่า“คุณรู้จักดิฉันด้วยเหรอคะ?” น้ำเสียงของมุกกันยาเรียบเรื่อยและไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นคนที่มีสถานะด้อยกว่า“คนอย่างฉันคงไม่ต้องลดตัวไปรู้จักคนอย่างเธอละมั้ง” ชญาพัฒน์เชิดหน้าตอบกลับอย่างไว้ตัว มุกกันยายังคงยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบอีกครั้ง“อืม...ก็คงแสดงว่าเราไม่รู้จักกันนะคะ เพราะดิฉันก็ไม่รู้จักคุณเช่นกัน แต่จากที่ดู คุณเป็นคนหน้าตาดี ฐานะคงไม่ต้องบอกเพราะดูจากการแต่งตัวแล้วก็ต้องไม่ธรรมดา”ชญาพัฒน์ยิ้มมุมปากแบบเยาะ ๆ ยัยนางแบบโชว์เพชรนี่ตาถึงที่มองออกว่าเธอเป็นคนระดับไหน...“แต่...ถ้าไม่รู้จักกันแล้วมาพูดว่าดิฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเรียกว่า ‘ทึกทัก’ ซึ่งเป็นคำสุภาพของคำว่า ‘มโน’ ค่ะ แล้วถ้าดิฉันดูไม่ผิดการศึกษาของคุณคงไม่ใช่น้อย แ
เวลาผ่านไปจนใกล้หมดวันมนต์มีนาจึงกดโทรศัพท์หาจวินเพื่อจะถามว่าเขาจะกลับห้องกี่โมงเธอจะได้เตรียมอาหารไว้รอ โชคดีที่ถือสายรอไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ ไม่ต้องรอให้เขาพูดเธอก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที“จะกลับห้องกี่โมงคะ จะได้เตรียมอาหารเย็นไว้รอ”ในใจมีความหวังว่าจะได้นั่งรับประทานอาหารในบรรยากาศที่คุ้นเคยด้วยกัน
จวินเปิดประตูออกมาจากห้องในเวลาเกือบเก้าโมงแล้ว เขาอาบน้ำเสร็จจึงเดินมาเลือกชุดในห้องนอนใหญ่ซึ่งชุดเหล่านั้นมนต์มีนาก็จัดการรีดไว้ทุกชุด แขวนเก็บในตู้อย่างเป็นระเบียบ แยกเสื้อกับกางเกง เสื้อทำงานกับเสื้อใส่ปกติเป็นสัดส่วนเรียบร้อย ไม่นานชายหนุ่มก็เดินออกมาด้วยชุดที่พร้อมจะออกไปทำงานดวงตาสองคู่สบกั
เวลาล่วงผ่านไปจวนจะตีหนึ่ง มนต์มีนาที่ยังนอนเล่นโทรศัพท์รอจวินบนเตียงก็ได้รับสายจากเขา หญิงสาวรีบกดรับทันที“นั่งแท็กซี่มารับหน่อยดิ เมา ขับรถไม่ไหวแล้ว”ปลายสายพูดเสียงรวน“อืม อยู่ที่ไหนล่ะ”“ผับไอ้ไนท์ นั่งแท็กซี่มาระวังด้วย ถึงแล้วเข้ามาเลย”“โอเค รอแป๊บนะ”“อืม”จวินวางโทรศัพท์ลง ที่จริงเขาก็ไ
จวินดึงความคิดของตัวเองกลับมาที่หัวข้อสนทนาแล้วส่ายหน้า พร้อมกับถอนลมหายใจออกมา“มึงไม่ต้องพนันอะไรกับกูแล้วไอ้กร กูไม่อยากได้อะไรของมึงทั้งนั้น”“อ้าว ถ้ามึงไม่เลิกกับมี่ มึงก็ไม่มีวันได้อิสระที่มึงคิดถึงน่ะสิวะ”จวินได้แต่ทอดถอนลมหายใจตอบไม่ได้ว่าจะเอายังไงต่อ แต่ที่คิดตอนนี้คือ อยากจะเลิกกับหญิง







