LOGIN“น้ำผึ้ง เห็นที่โกนหนวดผมไหม?” ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มเดินหน้ายุ่งออกมาจากห้องน้ำทั้งที่เพิ่งเข้าไปไม่กี่นาที คนถูกถามยังนอนคว่ำหน้าลงกับที่นอน เปิดเปลือยแผ่นหลังขาวเนียน ช่วงเอวคอดกิ่วและสะโพกผายคลุมด้วยผ้าห่มผืนนุ่มแบบหมิ่นเหม่ ชายหนุ่มถึงกลับชะงักไป อยากตามขึ้นเตียงฟัดอีกสักรอบ แต่เพราะงานที่ต้องสะสางรออยู่ เลยตัดใจ นั่งลงหมิ่น ๆ ที่ขอบเตียง มือหนายกลูบแขนเรียวสะกิดถามอีกครั้ง“น้ำผึ้งครับ เก็บที่โกนหนวดผมไว้ที่ไหน ?” หญิงสาวส่งเสียงอืออออยู่ในลำคอ แต่ไม่ลืมตาขึ้นมาตอบ เธอเพิ่งได้นอนไม่กี่ชั่วโมง สมองยังไม่สั่งการ ร่างบางจึงถูกพลิกหงายขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทรวงอกเต่งตึงไร้อาภรณ์ปรากฏเต็มสองตาของคนถาม“อื้ม ผึ้งจะนอน” หญิงสาวพึมพำเบาๆ เริ่มมีสติคืนมาเมื่อมือสากเคลื่อนเข้ามากอบกุมเต้าเปลือยเปล่า มือเรียวดึงปลายผ้าห่มขึ้นมาปิด พร้อมกับปัดมือซุกซนออก ขยับตัวตะแคงนอนต่ออย่างง่วงงุน“เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนอีก ?” ชายหนุ่มยังคงคาดคั้น ร่างหนาตัดสินใจทิ้งตัวตามประกบ ต้องการคำตอบ“ไม่ได้ซ่อนแต่เอาไปทิ้งต่างหาก” ในที่สุดก็ยอมรับ“อีกแล้วเหรอคนดี วันนี้ผมต้องไปพบผู้ใหญ่ คุณจะให้ผมไปในสภาพมหาโจรอย่างน
“ไร่ผมถูกปล้น พ่อกับแม่ถูกฆ่าตาย สิ่งที่หล่อเลี้ยงผมมาตั้งแต่นั้นก็คือความแค้น” หญิงสาวคลายกอด เงยหน้ามองใบหน้ารกหนวดเคราที่เคร่งขรึมขึ้นมาอีกครา สายตาของชายหนุ่มฉาดฉายความปวดร้าวเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต“ฉันไม่อยากรู้ต่อแล้วก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่อยากพูดถึงมัน”“รู้ไหมว่าคนทำเป็นใคร”“เพื่อนสนิทของพ่อ คนที่ผมเคารพนับถือเขาไม่ต่างจากคนในครอบครัว”“แต่ตอนนี้มันตายไปแล้ว” ชายหนุ่มบอกแค่นั้น และเธอก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ“ส่วนเรื่องชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนที่คุณเป็นห่วง ผมย้ายให้พวกเขาไปอยู่อีกหมู่บ้านที่ปลอดภัย เอาไว้ว่าง ๆ ผมจะพาคุณไปเยี่ยมพวกเขา”“เวียงพิงค์ อัญชันล่ะคะ”“ผมส่งทั้งคู่ไปเรียนที่กรุงเทพ ฯ”“ดีจังเลย รู้แค่นี้ฉันก็อุ่นใจแล้วค่ะ”“แล้วอีกเรื่องล่ะ คุณรู้ไหม”“เรื่องอะไรคะ ?”“ที่ผมพาคุณไปอยู่ในหมู่บ้านด้วย ไม่ใช่เพราะผมอยากได้คุณ”“ไม่อยากได้ แล้วพาไปทำไมกัน” มธุรดาหน้าง้อ คลายวงแขน ขยับตัวออกจากไออุ่นอย่างงอน ๆ“ตอนนั้นคุณน่าจะเด็กมาก จนจำอะไรไม่ได้มั้ง”“คะ อะไรนะคะ ?”“เราเคยเจอกันมาก่อน ผมจำคุณได้ แต่คุณคงจำอะไรไม่ได้หรอกมั้ง” หญิงสาวงงเป็นไก่ตาแตก คิดทบทวนอย่างที่เขาพูด“เด็กห
พยัคฆ์ไม่ได้บอกเป็นคำพูดในสิ่งที่เธออยากรู้ ทว่าชายหนุ่มค่อย ๆ เผยตัวตนอย่างที่เคยทำมาแล้ว นั่นคือการที่เขาไม่โกนหนวดเคราจนขึ้นรกครึ้มไปทั้งใบหน้ามธุรดามั่นใจว่านายยักษ์และพ่อเลี้ยงพยัคฆ์คือคนคนเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำเมื่อทั้งปลิวและเปรมปรากฏตัวอยู่ในไร่ ทั้งคู่เป็นหนึ่งในคนงานหลายร้อยชีวิตของไร่แดนพยัคฆ์“ปลิวเปรม” หญิงสาวรีบวิ่งไปดักหน้าทั้งคู่ไว้ ก่อนที่จะลงจากเรือนของพ่อเลี้ยงในวันหนึ่ง“ครับนายหญิง” ทั้งคู่ยิ้มแฉ่ง ไม่มีท่าทางตกอกตกใจที่เห็นเธอ“ใช่พวกนายจริง ๆ ด้วย” ทั้งคู่โค้งคำนับให้คนเรียกพร้อมกลั้นยิ้ม ยังไม่เอ่ยอะไร เพราะหางตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่บนเรือนที่เดินออกมากอดอกยืนดูอยู่ในระยะที่จะได้ยินทุกคำพูดของพวกเขา“ทุกอย่างเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ด้วย” เธอเปรยเบา ๆ กับตัวเอง แต่ทั้งหมดก็น่าจะได้ยิน“นายหญิงมีอะไรจะใช้พวกผมหรือเปล่าครับ ?” เปรมเอ่ยถาม“เวียงพิงค์ อัญชัน เป็นยังไงบ้าง พวกนายพอจะรู้ข่าวไหม แล้วทุกคนในหมู่บ้านย้ายไปอยู่ที่ไหนกันหมด” หญิงสาวยิงคำถาม สายตาคาดคั้น และแน่นอนว่าทั้งคู่หลบตาทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นไปบนเรือนคล้ายจะขออนุญาตตอบคำถาม แต่ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นกล
“ไปสิ ไปดูให้เห็นกับตาว่าคนที่คุณรอคอยมาตลอด มันยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า”“คุณเคยมาที่นี่?” คิ้วเรียวยังไม่เคยปม เธอหันไปถามและมองหน้านิ่ง ๆ ของคนข้างตัว“ก็บอกแล้วไงว่ารู้จักมัน ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ว่ามันพักอยู่ที่ไหน”“คุณเป็นใครกันแน่ ?” เธอตัดสินใจถาม มองสบประสานสายตากับเขาอย่างค้นคว้า“อยากให้คำตอบเป็นแบบไหนดีล่ะ แต่ก่อนจะอยากรู้ว่าผมเป็นใคร ผมว่าคุณขึ้นไปดูบนกระท่อมก่อนดีกว่า” ชายหนุ่มตอบ ดึงแขนเรียวให้เดินขึ้นบันไดไม้ไผ่เพียงสามขั้นขึ้นไปยืนบนที่ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยใช้หลับนอนอยู่กินจนเกิดเป็นความผูกพันกับคนเป็นเจ้าของมือหนาผลักประตูหญ้าคาเข้าไป จนเปิดออกอย่างง่ายดาย ทว่าภายในกลับโล่ง ว่างเปล่า แคร่ที่เธอเคยนอนนั่งแนบชิดกับเขาคนนั้น ไม่มีฟูกผืนบางแต่สะอาดหอมกรุ่นจนเธอไม่เคยนึกรังเกียจ ไม่มีแก้วน้ำ ข้าวของจานชามที่เธอเคยใช้ และที่สำคัญไม่มีร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าดุดันรกเรื้อไปด้วยหนวดเคราอยู่เลย“ทุกคนไปไหนกันหมด ?” เธอถามเสียงเครือ“อยู่ในที่ที่ควรอยู่”“หมายความว่ายังไง ?” เธอหันไปถามและมองเขาเต็มตา มองให้ลึกถึงก้นบึ้งและความจริงที่ซ่อนอยู่บนใบหน้าเรียบเฉยนั้น“ตอนนี้ทุกอย่างกลายเ
“คุณหนูเดินไหวไหมครับ ?” ลุงน้อยหันมาถามคนเดินตามที่ช้าลงกว่าเดิมจนเกือบหยุดนิ่ง หญิงสาวเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจากขมับทั้งสองข้าง ปากอิ่มเปิดเผยอขึ้นเพื่อสูดอากาศเข้าปอดให้มากขึ้น“ไหวค่ะ แต่ขอพักสักครู่ได้ไหมคะ”“นี่ครับน้ำ” ลุงน้อยเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นขวดน้ำที่พกมาด้วยให้กับหญิงสาวคราวหลานที่ดื้อดึงที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาหญิงสาวตามเข้าไปหาถึงในไร่ ถามเรื่องหมู่บ้านสุดแดน ในฐานะที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญเคยเข้าไปในหมู่บ้านนั้น หนักไปกว่าคือโกหกคนไม่เป็น พอหลานสาวของผู้มีประคุณรู้ เลยคะยั้นคะยอให้พาไปยังหมู่บ้านนั้นคราแรกลุงน้อยจะปฏิเสธ อ้างความไม่ปลอดภัย ทว่าอีกฝ่ายกลับไปสนใจอะไร นอกจากความต้องการของตนที่ต้องการกลับไปหมู่บ้านสุดแดนอีกครั้ง“อีกไกลไหมคะ ?” ทั้งคู่ออกจากไร่มาในช่วงบ่าย เดินไปพักไปมาตลอดทาง สำหรับมธุรดานั้นถึงร่างกายไม่เป็นใจแต่ใจของเธอกลับสู้กว่าอะไรทั้งสิ้น หญิงสาวไม่ ปริปากบ่นว่าเหนื่อยแม้แต่คำเดียว“ตอนนี้น่าจะครึ่งทางแล้วครับ เราคงไปถึงสักเที่ยงคืน” หญิงสาวพยักหน้า หยิบขวดน้ำขึ้นมาจิบอย่างกระหาย จากนั้นก็นั่งหายใจยาว ๆ อยู่ชั่วครู่ ถึงแม้ร่างกายจะเริ่มปวด
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง” ป้าอุ่นรีบทัก“ครับ” ชายหนุ่มเอ่ยสั้นห้วนตามอารมณ์ ดวงตาคมตวัดไปยังใบหน้างามที่เชิดขึ้นทันทีที่เห็นว่าเป็นเขาเมื่อคืนอุตส่าห์ไม่เซ้าซี้ ให้โอกาสทำใจยอมรับกับความจริงที่เธออยากรู้หนักหนา ทว่าผลของมันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เช้ามาเจ้าหล่อนก็หายไปจากบ้าน ไม่รับโทรศัพท์ แถมทำหน้าตาบึ้งตึง กลายร่างมาเป็นมธุรดาคนเดิมที่มีแต่ความดื้อดึง“พอได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ก็หนีกันมาเลยเหรอ ?” ชายหนุ่มเปิดฉาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีคนนอกอยู่ด้วย แต่ป้าอุ่นก็รู้กาลเทศะ นางรีบขอตัวไปอย่างรวดเร็ว จึงเหลือแค่ชายหนุ่มหญิงสาวที่จ้องหน้าอย่างไม่มีใครยอมใคร“เอาอย่างนี้นะ ระยะเวลาที่เหลือนี้ ฉันขอคืนเป็นเงิน เราจะได้จบ ๆ กันไป ในเมื่อฉันรู้สิ่งที่คาใจแล้ว คงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ต่อ”“ผมไม่มีประโยชน์กับคุณ แต่อย่าลืมว่าคุณยังมีประโยชน์กับผม และผมจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันขาด”“ฉันจะยอมคืนเงินให้คุณทั้งหมด แถมที่ดินที่คุณอยากได้ให้ไปด้วย”“อืม ก็น่าสนใจดีนะ ได้ทั้งที่ดิน ได้เงินคืน แถมยังได้กินเจ้าของที่ฟรี ๆ มาเกือบปี” มธุรดาหน้าแดง ร้อนผ่าว มองใบหน้าเยาะหยันนั้นก็รู้สึกโมโห มือบา







