INICIAR SESIÓN“เธอมานั่นแล้วค่ะ”
แพรไหมเดินหลบฉากออกจากห้องไป แต่ไม่ลืมส่งสายตากำชับให้คนมาดูตัวว่าอย่าทำเสียเรื่อง ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะถูกบิดาแหกอก และเธอก็อาจจะซวยไปด้วย
หญิงสาวเดินไปนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟด้านนอกตึก พร้อมสั่งเอสเปรสโซไปหนึ่งแก้ว แต่ยังไม่ทันได้ดื่มกลับเห็นฉัตรฐาเดินจ้ำอ้าวออกมา
“คุณไฉจะไปไหนคะ แล้วคุณมายล่ะคะ” เธอถามแล้วรีบสับเท้าเข้าไปหา ไม่ลืมคว้าแก้วกาแฟติดมือมาด้วย
“ไม่ถูกใจว่ะ เรียบร้อยเกิน หาให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง”
ฉัตรฐายกมือกอดอก หากเขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นคงได้อกแตกตายในความเชื่องช้า กิริยาท่าทางเรียบร้อยราวผ้าที่ถูกพับมาสิบยี่สิบรอบ
“คนนี้ฉันไม่อิน”
“คุณไฉอยากได้แบบไหนคะ” แพรไหมถาม หลังรู้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นถูกปัดตก จะไม่มีการนัดอีกรอบแน่
“สวย แล้วเอามาให้ดูก่อนด้วย”
“ค่ะ” แพรไหมค้อมศีรษะรับ อดกระแทกลมหายใจกับคำตอบแบบครอบจักรวาลไม่ได้ “คนเมื่อกี้ก็สวยแต่ไม่ถูกใจ มากเรื่องแท้”
“ฉันได้ยิน” ฉัตรฐาเค้นเสียงดุ โดยไม่ได้หันกลับไปมอง ก่อนจะไปหยุดที่รถแล้วแบมือขอกุญแจ “เอากุญแจรถมา”
ความหมายของฉัตรฐาคือต้องการเฉดหัวแพรไหมทิ้งไว้ตรงนี้
“คุณไฉยังไปไหนไม่ได้ค่ะ วันนี้คุณมีนัดกับคุณหมอด้วย”
“หายแล้ว”
“หายแล้วควรมาจากคำพูดของคุณหมอค่ะ” แพรไหมแย้งไปทันควัน ฉัตรฐาจะมาพูดเองเออเองไม่ได้
ชายหนุ่มทำหน้าหงุดหงิดใส่ เพราะมั่นใจว่าตนหายดีแล้วจากอาการบาดเจ็บที่แผ่นหลัง เนื่องจากถูกยิงเมื่อแปดเดือนก่อน จากคู่แข่งทางธุรกิจ
“หรือต้องให้แพรรายงานพ่อคุณ” แพรไหมขู่ เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง แม้ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับ
ฉันทวัศ แต่หากเขาดื้อก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เด็กขี้ฟ้อง” ฉัตรฐาใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มอย่างหงุดหงิด แพรไหมอายุห้าขวบหรืออย่างไร มีอะไรไม่พอใจก็จะวิ่งแจ้นไปฟ้องผู้ใหญ่อยู่เรื่อย
แพรไหมเบะปากใส่พร้อมกับไหวไหล่
ฉัตรฐากระแทกลมหายใจแรงๆ อีกครั้งถึงเดินหน้าหงิก ไปขึ้นรถ เพราะเขาเองก็ไม่อยากฟังคำบ่นจากบิดา จังหวะหนึ่งแค่นยิ้ม ใช่ว่าท่านห่วงเขาอะไรนักหนา กลัวไม่มีคนทำงานให้มากกว่า นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รับความห่วงใยจากใจที่แท้จริง ส่วนใหญ่จะเป็นคำสั่งมากกว่าคำถาม
หญิงสาวสืบเท้าไวๆ ไปทำหน้าที่สารถี และมันคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะไปเป็นเพื่อนเขาได้
หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถเบนซ์ก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และเมื่อฉัตรฐาถูกตรวจร่างกายอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือต่างๆ แล้ว เขาก็ไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าคุณหมอเจ้าของไข้ พร้อมแพรไหม
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ” แพทย์หญิงระบายยิ้มให้แก่ฉัตรฐา รวมถึงแพรไหมที่เห็นหน้ากันเป็นประจำ
หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยก็หมดห่วงไปได้เรื่องหนึ่ง เพราะหากเธอไปแล้วไม่รู้ว่าใครจะมาเคี่ยวเข็ญให้ชายหนุ่มมาหาหมอเช่นนี้
“ก็บอกแล้ว” ฉัตรฐาหันไปมองคนเจ้ากี้เจ้าการ
“ทีหลังก็อย่าถูกยิงสิคะ” หญิงสาวตวัดตาค้อน แล้วพนมมือขึ้นขอบคุณคุณหมอ ก่อนจะเดินออกจากห้องมา
พอเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายเสร็จ เธอก็ยื่นกุญแจรถไปให้ฉัตรฐา เพราะต้องการขอแยกจากเขาตรงนี้เลย
“คืนนี้สามทุ่มไปหาด้วย” ฉัตรฐารับกุญแจไป แต่ยังไม่ขยับตัวไปไหน
“ไม่เบื่อบ้างหรือคะ” แพรไหมทำหน้าเบื่ออย่างไม่ปิดบัง ไม่รู้ว่าฉัตรฐาติดใจอะไรเธอนักหนา
“จ่ายเงินแล้วต้องเอาให้คุ้ม”
สามปีกับหนี้เกือบเจ็ดล้านบาท เขาว่ามันไม่คุ้มกันเลย ไหนจะต้องวุ่นวายจัดการกับเจ้าหนี้คนนั้นคนนี้ให้เจ้าตัวอีก ดังนั้น เวลาที่เหลือเขาจะขูดเนื้อรีดน้ำจากแพรไหมอย่างเต็มที่ เขาลงแรงไปก็ควรได้การตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ“ไม่ว่างค่ะ” เธอปฏิเสธทันควัน ด้วยวันนี้อยากจะพักร่างบ้าง ถ้าเขาอยากนักก็ต้องใช้มือข้างขวาที่ถนัดของตัวเองให้เป็นประโยชน์
“หักค่าขนมสองหมื่น” ฉัตรฐาตอกกลับอย่างเป็นต่อ
“หน้าเลือด”
แพรไหมตวัดตาค้อนใส่คนที่ก้าวเท้าขึ้นรถแล้วขับจากไป ทว่าวันนี้เธอคงต้องพักเรื่องเงินไว้บ้าง ก่อนร่างจะพังไปจริงๆ แล้วมองหารถแท็กซี่กลับห้องพัก ส่วนรถที่จอดไว้ที่เพนต์เฮาส์ของฉัตรฐาไว้ค่อยไปเอาภายหลัง
หลังจากกลับมาถึงห้อง คนที่บอกว่าอยากจะพักทิ้งตัวลงเกลือกลิ้งบนเตียงได้ไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องลุกขึ้นมารับสายสำคัญของคนเป็นป้า
“ว่าไงคะป้า”
“แพร”
“มีอะไรอีกคะป้า” แค่ได้ยินน้ำเสียงสั่นเทานั้น แพรไหมก็รู้ทันทีว่าเธอคงต้องเหนื่อยเพิ่มอีกแล้ว
“บ้านป้าถูกจำนอง ลุงสมมันขโมยฉโนดไป” พรรณรวีบอกทั้งน้ำตาอาบแก้ม เธอเพิ่งรู้ว่าบ้านกำลังจะถูกยึดเมื่อครู่นี่เอง จึงรีบโทร.มาหาหลานสาว
“เท่าไรคะ”
แพรไหมถามเสียงเบาหวิวอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาระนี้ได้ เธอมีหน้าที่ชดใช้ให้ทุกคน เพราะเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ธุรกิจของที่บ้านล้มละลาย จนเดือดร้อนกันไปหมด รวมถึงป้าของเธอ จากที่เคยนั่งรถหรู ใส่เพชรพลอยราคาแพง กลับต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังเก่า ใช้เงินอย่างจำกัด“เจ็ดแสน ป้าขอโทษนะลูก...” พรรณรวีไม่สามารถห้ามเสียงสะอื้นได้อีกแล้ว นึกย้อนไปถึงอดีตที่เคยมั่งมี มีเงินทองใช้จ่ายไม่ขาดมือ แต่เพราะวิกฤตในครั้งนั้นทำให้เธอต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้
“ไม่ต้องขอโทษแล้วค่ะ ถ้าครั้งนี้ป้าไม่เลิกกับผัว แพรไม่ช่วยค่ะ” แพรไหมรู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายต้องลำบาก แต่ป้าของเธอก็ไม่ควรนิ่งดูดายปล่อยให้สามีสร้างปัญหาเพิ่ม เพราะอีกไม่นานเธอคงหาเงินได้ไม่มากเท่าเก่าแล้ว
“เดี๋ยวก่อนแพร ยัยพิ้งค์โทร.มาขอเงินเพิ่มอีกสามหมื่นนะ”
“แพรจะโอนให้ค่ะ” แพรไหมเหมือนน้ำท่วมปาก ไม่สามารถปฏิเสธคำขอของน้องสาวที่เวลานี้ไปเรียนต่ออยู่ต่างประเทศด้วยทุนเรียนดีได้
“ขอบใจนะลูก” เมื่อสิ้นธุระพรรณรวีก็กดวางสายไปอย่างเร็วไว
แพรไหมถอนหายใจยาว ภาระหน้าที่ที่แบกใส่บ่าไว้ไม่เคยเบาบางลงเลย แต่อีกสี่เดือนเธอก็จะปลดระวางมันได้ในบางส่วน แล้วรีบกดเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร มองจำนวนเงินที่เธอสะสมไว้อย่างท้อใจ ไม่ว่าจะหามาได้มากเท่าไรก็ไม่เคยพอเลย
“ยัยตัวแสบเอ๊ย ถึงว่ายอมง่ายๆ” ชายหนุ่มเจ็บใจที่พลาดท่าจนได้ แต่ไม่ถึงนาทีก็มีเสียงหนึ่งแว่วมา “บ่นอะไรของมึง” เจ้าของเสียงไม่พ้นมัฆวานที่เข้านอกออกในบ้านได้ไม่ต่างจากเจ้าของบ้านคนหนึ่ง เมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าเพื่อน ดวงตาคู่เฉียบก็มองไปยังข้าวผัดกะเพราในจานใบสวย แล้วรู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน “น่ากินว่ะ” มัฆวานว่าแล้วยื่นมือไปดึงจานมาไว้ตรงหน้าตนเอง “ชิมคำนะเพื่อน” ฉัตรฐาไม่ได้ห้ามใดๆ รอจนมัฆวานตักข้าวใส่ปากแล้วยิ้มกว้าง เพราะมันต้องคว้ากระดาษทิชชูมาคายทิ้งแทบไม่ทัน “ไอ้เหี้ย นี่มึงซื้อร้านไหน แม่ค้าทำน้ำปลาหกใส่หรือไง” มัฆวานทำตาหยีเมื่อสัมผัสได้ถึงความเค็มไปถึงก้นทะเล ราวกับเขาได้ดำน้ำลงไปด้วยตัวเอง “แพรไหม” ฉัตรฐายื่นมือไปดึงจานข้าวคืน “ทำไมเขาทำให้มึง” มัฆวานทำสีหน้าประหลาดใจ และเขาจำได้ว่าฝีมือของหญิงสาวนั้นดีเยี่ยมกว่านี้ “ซื้อ...” ฉัตรฐาบอกสั้นๆ แล้วไหวไหล่ใส่คนมองค้อน ที่คงรู้แล้วว่าเขาตั้งใจแกล้ง “คุณแพรเปิดร้านข้าวเหรอวะ ไว้กูไปอุดหนุนบ้างดีกว่า” “ถ้าอยากเสียเงินเป็น
คิดได้ดังนั้นฉัตรฐาก็เดินลงจากรถไปยังหน้าบ้านที่เฝ้ามอง แต่จังหวะนั้นก็มีคนเดินออกมาพอดี “ออกไป” หญิงสาวออกปากไล่ทันที ก่อนหน้านี้เธอกำลังนั่งทำโฆษณาโพรโมตร้านค้าอยู่จนได้ยินเสียงฝีเท้าที่หน้าบ้านจึงเดินออกมาดู “ที่นี่ที่ไหน” ฉัตรฐาตีหน้าซื่อ ไม่สนใจท่าทีไม่ต้อนรับของแพรไหม พลางมองสำรวจคนที่หน้าตายังดูสดใส ไม่ได้ซีดเผือดจนน่ากังวล แพรไหมเงียบ เพราะไม่รู้อีกฝ่ายจะใช้ไม้ไหน “ร้านข้าว” ฉัตรฐาเป็นฝ่ายถามเองตอบเอง และกำลังทำตัวเป็นคนใจดีมาอุดหนุนแม่ค้าหน้าใหม่ “ไม่ขาย” แพรไหมตอบกลับทันที เธอแบล็กลิสต์ชื่อเขาไว้ในบัญชีหนังหมาแล้ว “ปฏิเสธลูกค้าแบบนี้เปิดไม่กี่วันคงได้ปิด” ฉัตรฐาเบ้ปากใส่เจ้าของร้าน หญิงสาวมองแขกไม่ได้รับเชิญอย่างไม่พอใจ เธอรู้อยู่หรอกว่าลูกค้าไม่ต่างจากพระเจ้า แต่ฉัตรฐานั้นเป็นปีศาจ “อยากกินแกงมัสมั่น” คนหน้าด้านบอกถึงสิ่งที่ต้องการ หลังเห็นแม่ค้าหน้าใหม่ไม่โวยวายอะไร “ไม่ขาย” แพรไหมตอบเสียงดัง แกงมัสมั่นเป็นเมนูแรกที่เธอขีดฆ่าว่าจะไม่ทำขาย โดยเฉพาะทำให้คนที่เธอไม่อยากนึกขายมัน
“พ่อคุณไง” บางทีฉันทวัศอาจจะทำให้ฉัตรฐาเลิกมาวุ่นวายกับเธอได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้อีกฝ่ายจะกลับมาจากอังกฤษหรือยัง “ถ้าตาแก่นั่นรู้ ไม่ใช่แค่ฉันหรอกที่จะมีปัญหา เธอเองก็ด้วย” ฉัตรฐาบอกด้วยสีหน้าจริงจัง อยากให้หญิงสาวลองทบทวนดู แพรไหมขบเม้มปาก จริงสิ ฉันทวัศไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วยเลย เธอมองดวงหน้าคมเข้มอย่างนึกสงสัยพร้อมถามออกไป “ทำไมคุณถึงไม่บอกพ่อของคุณ” จากประโยคที่เขาบอกมันสื่อได้ว่าฉันทวัศยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น “ขี้เกียจ” ฉัตรฐาตอบพร้อมไหวไหล่ หญิงสาวขมวดคิ้วใส่คำตอบที่ได้ กลัวว่าชายตรงหน้าจะมีแผนอื่นในใจ พลันจ้องมองลึกไปในตาคมคล้ายหาคำตอบ ทว่าฉัตรฐากลับไม่อยู่ให้มองและพลิกตัวเดินหนีจากไปดื้อๆ “อะไรของเขา” ใช่ว่าไม่ดีที่คนใจร้ายยอมกลับไป แต่เธอมองการกระทำนั้นไม่ออกกลัวจะตั้งรับไม่ทัน แล้วจำใจต้องสลัดเรื่องน่าปวดหัวออกจากสมอง เพราะวันนี้มีอีกหลายสิ่งต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ แล้วไม่ลืมอวยพรตัวเอง ‘ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี’ ในเช้าวันใหม่ แพรไหมรีบตื่นขึ้นมาเตรียมของขาย แล
อธิวัฒน์ลอบมองหน้าเจ้านายที่กำลังมีอาการอึ้ง แล้วอธิบายถึงสิ่งได้แอบฟังมา “ผมได้ยินเธอบอกกับนางพยาบาลว่าประจำเดือนไม่มาสองเดือนกว่าแล้วครับ แต่หลังจากนั้นผมตามเข้าไปไม่ได้ครับ แต่ผมเห็นเธอหน้ามืดและทำท่าจะอ้วก อาการเหมือนคนท้องเลยครับ” เขาตามติดแพรไหมไปถึงโรงพยาบาล และแอบยืนฟังอยู่ข้างเสาที่อยู่ไม่ห่างกัน จึงได้รู้เรื่องนี้มา แต่หลังจากนั้นไม่มีข้อมูลยืนยัน ฉัตรฐายังนิ่งค้าง สมองตื้บทึบ แล้วนึกถึงอาการหน้ามืดของแพรไหมตอนเจอกันที่วัด “ท้อง? สองเดือนกว่า?” ชายหนุ่มใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มอย่างแรง เพราะมีสิทธิ์ที่เด็กในท้องจะเป็นลูกของเขาค่อนข้างมาก อาจเป็นในรถคืนนั้น แม้เขาจะป้องกัน แต่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์พลาด ก่อนดึงตัวเองกลับมาออกคำสั่ง “ไปสืบมา... ฉันต้องการข้อมูลด่วนที่สุด” เขาอยากได้คำตอบที่แน่ใจ ขณะหัวใจรู้สึกร้อนระอุขึ้น “ครับ” อธิวัฒน์ก้มหน้ารับคำสั่ง แล้วเดินถอยล่าออกไป ฉัตรฐาหันกลับไปโฟกัสกับงาน แม้ว่าใจจะกำลังเต้นไวไม่น้อย ส่วนเรื่องของแพรไหม เดี๋ยวลูกน้องก็หาคำตอบมาให้เอง ทางด้านหญิงสา
“ขอบคุณเจ้มากเลยนะคะสำหรับส่วนลด” แพรไหมพนมมือขึ้นไหว้เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำอาหาร หลังขับรถมาซื้อกล่องกระดาษไปเตรียมตัวทำอาหารขาย “พวกเรามันคนกันเอง” ปรานีโบกมือว่าไม่ต้องเกรงใจ เมื่อก่อนแพรไหมเป็นลูกค้าประจำ แถมยังแนะนำร้านเธอให้กับโรงงานกับร้านอาหารอีกด้วย จึงสนิทกันอยู่ไม่น้อย แล้วหันไปกวักมือเรียกน้องชาย “ไอ้มา ไปยกกล่องให้หนูแพรหน่อย” แพรไหมหันไปส่งยิ้มขอบคุณมาโนทย์ที่ช่วยออกแรงแทนเธอ “เดี๋ยวเอาขนมไปกินด้วยนะ ลูกสะใภ้เจ้ทำไว้” ปรานีเดินหายเข้าไปในห้องครัว แล้วออกมาพร้อมขนมที่ลูกสะใภ้อบไว้ “ขอบคุณค่ะ” แพรไหมรับกล่องขนมมาไว้ในมือ ทว่าจังหวะที่เอื้อมมือไปกลับมีอาการหน้ามืด สองวันนี้เป็นมาหลายครั้งแล้ว “เป็นอะไรหนูแพร” “แพรเวียนหัวค่ะ” “ไม่สบายหรือไง แล้วไปหาหมอมาหรือยัง...” “ยังเลยค่ะ” แพรไหมส่ายหน้า เธอยังไม่มีเวลาจัดการเรื่องนี้เลย “อย่าปล่อยไว้นานนะ มันไม่ดี เกิดเป็นอะไรร้ายแรงขึ้นมาจะทำยังไง แล้วก็จะเปิดร้านแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเปิดๆ หยุดๆ เสียลูกค้าหมด” ปรานีบอกด้วยความห่วง
“งั้นฉันช่วยขนของดีกว่าค่ะ” “ขอบคุณค่ะ” ทั้งสองช่วยกันขนกล่องสีน้ำตาลเข้าบ้าน แพรไหมมีของติดมาไม่มากนัก และประมาณหนึ่งชั่วโมงถัดมาเธอก็ได้ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หินอ่อนหน้าบ้าน มองไปรอบๆ อย่างพยายามทำใจสู้ และทำเลที่นี่ก็ค่อนข้างดีเหมาะกับอาชีพที่เธอได้คิดไว้ หญิงสาวตั้งใจจะเปิดขายอาหารดิลิเวอรี เพราะมีฝีมือด้านทำอาหารอยู่ไม่น้อย หากจะเอาแต่รองานที่ร่อนใบสมัครไปคงได้อดตาย พลันขยับลุกไปหยิบไอแพดออกมาจดโน้ตถึงรายการอาหารที่เธอทำได้ดี ผัดกะเพราไก่ หมู กุ้ง ข้าวผัด แกงจืด แกงมัสมั่น พอเขียนถึงแกงมัสมั่นแล้วก็จัดการขีดฆ่าทิ้ง เพราะมันทำให้นึกถึงฉัตรฐาที่ชอบกิน แล้วนึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะถูกตามรังควานอีก แต่เธอก็ไม่ได้คิดหนี ทำไมเธอต้องหนีไปด้วย ในเมื่อคนที่ควรละอายคือฉัตรฐาที่ผิดข้อตกลง และสมควรต้องเป็นคนถอยกลับไป จากนั้นก็ขยับตัวเดินไปยังห้องครัวเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกรอบ อีกฟากหนึ่ง เวลานี้ภายในห้องทำงานของฉัตรฐากำลังต้อนรับแขกที่มาเยือนเป็นประจำ ไม่พ้นมัฆวานที่ทิ้งก้นลงนั่งบนโซฟา “







