LOGIN"ถามจริงตลอดเวลาสองปีกว่านี้ไม่รักแพรบ้างเลยเหรอ" แพรไหมแค่นยิ้มเจ็บปวดออกมาเล็กน้อย "ไม่-เคย-คิด-รัก" ฉัตรฐาเน้นทีละคำ หวังว่าแพรไหมจะเข้าใจ "เคลียร์ดีค่ะ แพรจะได้ตัดใจ" แพรไหมบอกกับตัวเองว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว พลันพลิกตัวกลับไปมองกระจกอีกครั้ง "เธอรักฉัน? " คนฟังถามกลั้วหัวเราะ "เผลอรักไปแล้วค่ะ โชคร้ายชะมัด" เธอไม่รู้เหมือนกันว่าดันไปรักคนที่ไม่ควรรักตอนไหน หรือเพราะมองไปทางไหนเธอก็มีแต่ฉัตรฐากระมัง เมื่อเธอกลายเป็นที่ชังของญาติๆ แม้กระทั่งน้องสาวของตัวเอง จะสุข จะทุกข์ เธอก็มีเขารับฟัง แม้เขาจะไม่อยากฟังก็ตาม "ไม่เจียมตัว"
View Moreบทนำ
ปิ๊บๆ
เสียงแจ้งเตือนของสมาร์ตโฟนทำให้แพรไหมที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอนของตัวเองหยิบขึ้นมากดรับสาย
“คุณแพรครับ”
“คะคุณนน” แพรไหมขานรับน้ำเสียงนิ่มนวล เธอมักคุ้นกับปลายสายเป็นอย่างดี
“คุณไฉให้มารับครับ” นนทกรหยุดเท้าอยู่หน้าล็อบบีในอาคารบี เพราะมีหน้าที่มารับผู้หญิงของไฉ ฉัตรฐา ผู้เป็นเจ้านาย
“ทำไมคุณไฉคิดถึงแพรอีกแล้วคะ”
แพรไหมอดจะถามไม่ได้ เพราะสองวันก่อนเธอเพิ่งไปหาเขาคนนั้นมา คนที่เป็นหลุมหลบภัยของเธอมาสองปีกว่าได้แล้ว
“หงุดหงิดอะไรไม่รู้ครับ” นนทกรเองก็ไม่ทราบถึงสาเหตุ เพราะเขาได้รับคำสั่งมากะทันหัน
“งั้นแพรจะรีบลงไปค่ะ”
แพรไหมรีบดีดตัวจากเก้าอี้ไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดรสสีครีม เธอควรรีบไปดับความหงุดหงิดของเขาคนนั้น ก่อนจะถูกหาเรื่องหักเงินเดือน เพียงห้านาทีต่อมาเธอก็หยิบกระเป๋าสะพายแบรนด์หรูพาดบ่า แล้วจ้ำอ้าวลงลิฟต์ไปหานนทกร
ใช้เวลาอยู่บนรถเบนซ์ไปประมาณยี่สิบกว่านาทีก็มาถึงเพนต์เฮาส์สุดกว้างขวางที่แพรไหมสามารถเข้านอกออกในได้ทุกเมื่อ เพราะมีคีย์การ์ดอยู่ในมือ
มือนุ่มออกแรงผลักประตูเข้าไปด้านใน ก่อนหยุดเท้าเมื่อมาถึงห้องนอน มองเห็นเขานั่งรออยู่ปลายเตียงในสภาพเนกไทถูกคลี่ออกจนสุดและปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตไปหลายเม็ด
“มาแล้วค่ะ” แพรไหมปรี่ไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ทิ้งศีรษะลงซบหัวไหล่กว้างอย่างออดอ้อน
“ชักช้า” คนที่เฝ้ารอเธออยู่แสดงความไม่พอใจ
“ถ้าไม่อยากให้ชักช้า ก็ซื้อบ้านให้แพรสักหลังสิคะ” แพรไหมสบโอกาสจึงอ้อนขอ หากเขาอยากให้เธอไปมาหาสู่กันได้แบบเร็วไวทันใจก็ควรซื้อบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กันให้เธอสักหลัง
“ฝันไปเถอะ” คนที่กำลังจะถูกขูดรีดทำเสียงเหอะในลำคอ ปากได้รูปเอ่ยตั้งคำถามให้คนหวังสูงได้คิดทบทวนดู “ปีหนึ่งๆ ฉันให้เธอไปตั้งเท่าไรแล้ว”
“สองสามล้านเอง” แพรไหมหยุดนิ่งประมวลจำนวนเงิน ก่อนจะตอบอย่างไม่สะท้าน คนฟังกระแทกลมหายใจแรงๆ แต่ก็ไม่อยากโต้เถียงอีกจึงออกคำสั่ง
“รีบๆ ขึ้น วันนี้โคตรอยาก” เขามองต่ำไปยังส่วนกลางลำตัวที่มันขึงแข็งจนปวดร้าว
“ไปทำอะไรมาคะถึงแข็งขนาดนี้”
แพรไหมมองตามแล้วเกิดคำถาม มือนุ่มไต่อยู่แถวขอบกางเกงสแล็กที่ถูกปลดกระดุมออกแล้ว เพียงแค่เธอถลกมันให้ต่ำลง ของแข็งขืนนั้นก็คงดีดเด้งมาสู้ตา
“เกือบโดนเอา” ฉัตรฐาหงุดหงิดเมื่อต้องพูดถึงสาเหตุ
“ใครคิดเอาคุณไฉคะ” แพรไหมไม่ได้ตกใจสักเท่าไร เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอกับเรื่องแบบนี้ เขามักมีคนหมายปองอยู่เสมอ
ทำไมน่ะเหรอ
เพราะฉัตรฐารวยแล้วยังมีหน้าตาหล่อเหลาระดับพระเอกหนัง แต่กลับไม่เอานิสัยดีๆ แบบหน้าตาติดมาด้วย
“นางเอกเบอร์หนึ่ง” ฉัตรฐายังหงุดหงิดไม่หาย แม่นางเอกสาวตั้งใจมอมเหล้าเขา แต่โชคดีที่เขาคอแข็ง ไม่เพียงเท่านั้นยังกระโดดมานั่งตัก พยายามเอาหน้าอกกับบั้นท้ายถูไถ ถ้าไม่ติดว่าเขาอยากซื้อแจกันโบราณใบนั้นคงลุกออกจากห้องมานานแล้ว
“แล้วตอนนี้คุณบีมอยู่ที่ไหนคะ” แพรไหมรู้ว่าเป็นนางเอกคนไหน เพราะเธอเป็นคนกลางให้ฉัตรฐากับนางเอกสาวเจรจาธุรกิจกัน
“อย่าคิดตามไปอาละวาด” ฉัตรฐารีบปรามคนไม่มีสิทธิ์ แพรไหมคือน้ำมัน หากทะเลาะกับใครมีแต่จะเผาศัตรูให้มอดไหม้
“เปล่าค่ะ แพรแค่จะไปบอกเธอว่า เธอโชคดีแล้ว” นับว่าเป็นโชคดีของผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ที่ทำไม่สำเร็จ ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก
“พูดมาก ใช้ปากทำงานเสียที” ฉัตรฐาอยากจะตีปากสวยๆ ที่พูดค่อนขอดสักที แต่เขายังต้องการใช้งานมันอยู่ ไม่อยากให้มันช้ำจากมือ แต่ควรช้ำด้วย ‘ของ’ ของเขามากกว่า
แพรไหมค้อมศีรษะน้อมรับคำสั่ง ก่อนดวงตากลมโตจะช้อนขึ้นมองด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นออดอ้อน ยั่วยุให้ลุ่มหลง แม้ในใจจะอยากอิดออดแต่เธอต้องพึ่งใบบุญเขาอยู่ ทว่าก็มีหลายจังหวะที่ภายในอกโหวงหวิวปวดหนึบ ทว่าไม่นานก็สลัดให้หายวับไป
เจ้าของร่างเล็กขยับตัวไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เบื้องหน้าเป็นชายหนุ่มที่กำลังมองจ้องเธออยู่อย่างเร่งเร้า จนอดจะส่งค้อนกลับไปไม่ได้ อยากขนาดนี้ ช่วยตัวเองไปก็จบแล้ว แต่สิ่งที่เธอทำได้คือยื่นมือไปจัดการดึงกางเกงให้หล่นไปกองอยู่ที่พื้น เหลือเพียงบ็อกเซอร์สีดำเอาไว้
ฉัตรฐาใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม เขาทรมานแทบแย่ แต่แพรไหมกลับยังลีลา ทว่าก็ไม่อยากไปขัด เพราะจะทำให้ชักช้ากว่าเดิม
แพรไหมกดยิ้มมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า เขารู้ดีว่าควรเป็นแมวเชื่องๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนาน
ดวงตาสวยไล่มองอย่างอ้อยอิ่งจากกรอบหน้าคมเข้ม ลำคอแกร่ง ไหล่กว้าง ต่ำลงมายังเม็ดเชอร์รีสีแดงที่เธอกลืนกินนับร้อยครั้งได้แล้ว จนมาถึงเอวสอบที่ทำให้เธอหมดแรงได้ทุกหน
“สักทีแพร ฉันเงี่ยนจะตายห่าอยู่แล้ว”
ฉัตรฐาระงับความดิบไว้แทบไม่อยู่ เขาจะรออีกไม่เกินสองนาที ไม่อย่างนั้นแพรไหมจะไม่ได้พักเลยทั้งคืน
“ค่ะ”
คนถูกสั่งส่งเสียงขานรับ แล้วมือนุ่มก็เลื่อนไปลูบไล้ของร้อนที่โป่งนูนโชว์ความใหญ่ ก่อนจะออกแรงเพิ่มน้ำหนักให้คนกระหายครางเสียงกระเส่า
“อ่า... ”
ฉัตรฐาเอนตัวใช้มือค้ำไว้ด้านหลัง ใบหน้าเริ่มบิดเบ้เมื่อความต้องการค่อยๆ ถูกปลดปล่อย
แพรไหมสัมผัสได้ว่าแก่นกายของฉัตรฐานั้นร้อนจัด ปลายนิ้วออกแรงกดส่วนปลายเปียกแฉะทำให้มีคนยกสะโพกขึ้น เธอกดย้ำและซ้ำไปอีกหลายรอบ
“แพร...”
ฉัตรฐาครางไม่หยุดกับเด็กหัวไวที่เขาสอนมาเองกับมือ สันกรามขบแน่นยามบ็อกเซอร์ถูกรูดออกจากขา ดวงตามองต่ำไปยังคนที่ขยับตัวมาชิดหน้าตัก
แพรไหมเงยหน้าขึ้นไปส่งยิ้มยั่ว ตามด้วยการแลบลิ้นออกมาเลียกลีบปากนิ่ม ฉัตรฐาจึงกลืนน้ำลายลงคอ
“อยากจูบแพรหรือคะ” แพรไหมเห็นท่าทางก็รู้แล้ว ฉัตรฐาชอบการจูบเป็นที่สุด บางครั้งจูบเธอจนปากแทบเปื่อย
“เดี๋ยวค่อยจูบ ตอนนี้อยากให้ปากของเธอเปื้อนน้ำ...ก่อน” ฉัตรฐาบอกด้วยเสียงขาดเครือในลำคอ เพราะมือเล็กกำลังรูดตัวตนของเขาขึ้นลง
คนฟังทำเพียงแค่แสยะยิ้ม ปรนเปรอด้วยฝ่ามือต่อไปอีกนิด ถึงยอมทำตามความต้องการใช้ปากนุ่มครอบครองความใหญ่โตนั้น ฉัตรฐาขบกรามแน่น ทั้งสุขทั้งทรมาน แพรไหมเป็นเด็กที่สอนไม่กี่ครั้งก็เก่งกว่าครู แต่ก็อย่างว่าเขาสอนเจ้าตัวมาจะสามปีแล้ว
“แพร...ลึกอีก”
ฉัตรฐาเรียกร้องความต้องการมากกว่าเดิม เมื่อเด็กดียอมทำตามก็แทบแดดิ้นทิ้งแผ่นหลังลงบนเตียง นอนครางคำรามไม่มีจังหวะพัก
แพรไหมเฝ้าปรนเปรอคนที่ทำให้เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือเจ้าหนี้ได้อย่างหวุดหวิด ไม่นานเท่าไรก็เห็นฉัตรฐาเกร็งไปทั้งตัว แล้วน้ำสีขาวขุ่นก็เปื้อนไปทั้งปากนุ่ม เธอสำลักเล็กน้อย ก่อนจะถูกมือใหญ่ดึงให้ไปนั่งคร่อมร่างกำยำอยู่บนเตียง
“ไม่ใช่แค่ปากเหรอคะ” เจ้าของร่างระหงเลิกคิ้วขึ้น เมื่อฉัตรฐาดูจะต้องการมากกว่าโพรงปากนุ่มๆ ก่อนชายหนุ่มจะพยักหน้ายอมรับ
“ไม่เอาค่ะ ขี้เกียจ อยากกลับไปนอนแล้ว” แพรไหมใช้สองมือดันอกกว้างเป็นการปฏิเสธ วันนี้เธอเหนื่อยมากแล้ว
“เดี๋ยวให้เงินเดือนเพิ่ม” ฉัตรฐาไม่พูดเปล่า เอื้อมมือไปหยิบสมาร์ตโฟนที่โยนทิ้งไว้บนเตียงมาเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร
ไม่ถึงอึดใจแพรไหมก็ได้รับการแจ้งเตือน แต่เธอไม่ได้ลงจากเตียงไปหยิบมันออกจากกระเป๋ามาดู เพราะมีคนไม่ยอมให้ผละห่าง แต่ก็ได้เห็นจำนวนเงินจากการโชว์หน้าจอจากสมาร์ตโฟนของฉัตรฐา
“ให้แสนเดียว?” แพรไหมมองยอดเงินที่เขาเพิ่มให้เป็นค่าขนมจำนวนสองหมื่นบาทแล้วกลอกตามองบน ส่วนอีกแปดหมื่นเป็นเงินเดือนที่เธอต้องได้ทุกเดือนอยู่แล้ว
เพราะเธอทำงานให้ฉัตรฐา ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบแพรไหมทำได้หมดและไม่เคยเกี่ยง หากอันไหนทำไม่เป็นก็จะหัดจนเชี่ยวชาญ
ดวงหน้าบูดบึ้งมองคนที่ทำงานแบบครอบจักรวาล ทั้งงานขาว งานเทา หรือดำ ฉัตรฐาก็ล้วนมีส่วนไปเสียหมด
“อย่าขี้งก”
ฉัตรฐาทำหน้าเบื่อ ตั้งแต่อยู่กับแพรไหมมา เขาสัมผัสกับคำว่าเงินหมดตัวเกือบทุกเดือน
“ขนหน้าแข้งคุณไฉไม่ร่วงหรอก” แพรไหมว่าแล้วทำหน้าไม่ยอม พลางนึกค่อนแคะว่าเขาก็ขี้งกเหมือนกัน
“เดี๋ยวพรุ่งนี้โอนให้อีกสามหมื่น รอประมูลของเสร็จก่อน” ฉัตรฐากระแทกลมหายใจก่อนตอบ เขาชักเบื่อยัยผู้หญิงคนนี้แล้ว
“แบบนี้ค่อยเสียวได้หน่อย” แพรไหมทำตาหวานเยิ้ม
ฉัตรฐาไม่ต่อปากต่อคำอีก กระตุกแขนให้ร่างเพรียวระหงโน้มตัวลงมาหาแล้วเป็นฝ่ายประกบปากจูบอย่างดุดันและดิบเถื่อนไม่น้อย
หญิงสาวเปิดปากรับรสชาติที่คุ้นเคยจากคนที่ไม่เคยจบแค่หนึ่งรอบ ยิ่งในสถานการณ์ตอนนี้เธอเตรียมตัวปวดไปทั้งตัวได้เลย
“อื้อ...”
จากหนึ่งวันเลื่อนมาเป็นสัปดาห์ แล้วลากยาวมาถึงหนึ่งเดือนเต็มที่หญิงสาวตัดขาดกับฉัตรฐา ตอนนี้เธอได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว และได้เริ่มงานใหม่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน “น้องแพร” “คะพี่พี” แพรไหมที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีแดงขานรับเสียงหวานพร้อมประดับยิ้มบนดวงหน้า “เก่งมากค่ะ ปิดดีลได้อีกแล้ว” พีระเดินตรงปรี่เข้าไปหาพนักงานใหม่เอี่ยมที่ทำงานได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่ยอดขายกลับแซงหน้าคนอื่นๆ ไปแล้ว “ขอบคุณนะคะ แต่ก็เป็นเพราะพี่พีกับทุกคนช่วยสอนแพรค่ะ” แพรไหมพนมมือไหว้พวกพี่ๆ พนักงานขายในโรงงานเฟอร์นิเจอร์แถวชานเมือง โชคดีที่เธอมองหางานไว้ล่วงหน้า จึงใช้เวลาไม่นานก็ได้งาน โดยก็ยังรับงานรีวิว งานพิธีกรควบคู่ไปด้วย เพราะมองว่าเธอควรมีอาชีพที่สองสำรองไว้ “เรานั่นแหละเก่ง เข้ามาทำงานไม่ถึงสองอาทิตย์ก็ทำยอดขายได้ถึงขนาดนี้” พีระจีบปากจีบคอชม รู้สึกอิจฉานิดๆ แต่ดีใจมากกว่า เพราะถ้ายอดขายพุ่งกระฉูด รับรองว่าปีนี้ทุกคนต้องได้โบนัสอย่างแน่นอน “แพรยกความดีให้พวกพี่ทุกคนเลยค่ะ” แพรไหมผายมือไปให้ทุกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แม้งานนี้จะได้เงิ
แพรไหมร้องห้ามพร้อมส่ายหน้าเป็นพัลวัน น้ำตาเม็ดกลมๆ รินไหลลงมาเปื้อนแก้ม ขณะนั้นหูก็ได้ยินเสียงโวยวายแว่วเข้ามา แต่ไม่ได้หันไปมอง “ปล่อยกู กูจะเข้าไป” ไม่ถึงนาทีใครบางคนก็ถลาตัวเข้ามาในห้อง ทำให้ฉัตรฐาหน้าขึ้นสีได้ในทันตา “มึงมาทำไม” “มาพาคุณแพรกลับบ้านน่ะสิ” ผู้มาใหม่ไม่พ้นธาดาที่กล้าบุกมาถึงถิ่นของศัตรู นึกไว้แล้วเชียวว่า ฉัตรฐาอาจจะตุกติก เขากับมันอยู่ในแวดวงเดียวกัน จึงรู้เห็นไส้ทุกขด เดาทางได้ไม่ยาก ก่อนจะหันไปถามแพรไหมเสียงนุ่ม “ทำไมถึงชักช้านักล่ะครับ หรือว่าเงินที่ผมให้มาไม่พอ นี่มันตุกติกใช่ไหมครับ” แพรไหมยิ่งขบเม้มปากแน่น เพราะดูท่าเรื่องราวคงไม่จบง่ายๆ แล้ว “มันอยากได้อีกเท่าไรครับ ล้านหนึ่ง หรือสองล้าน” ธาดาเอ่ยถาม แล้วหันไปเลิกคิ้วมองฉัตรฐา “ว่าแต่นี่ใช่เบอร์คุณทีเจปะวะ ถ้าเขารู้ว่ามึงเป็นคนไม่รักษาคำพูดจะเป็นยังไงกันวะ” ธาดารู้มาว่าคู่ค้าคนสำคัญของฉัตรฐานั้นเกลียดคนไม่รักษาคำพูดเป็นที่หนึ่ง และเรื่องนี้อาจจะสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายเป็นสิบล้าน “มึงอยากต
แพรไหมเริ่มกังวลใจมากกว่าเดิม พลางชะเง้อคอรอด้วยความหวังที่เริ่มริบหรี่ลงเมื่อเข้าใกล้เวลาเส้นตายไปทุกที โดยก่อนหน้านี้เธอได้ออกไปกดเงินส่วนของตัวเองไว้รอแล้ว จังหวะนั้นหัวใจก็เย็นวาบ เพราะได้ยินเสียงรถคันใหญ่เคลื่อนเข้ามา เธอแทบไม่อยากมองไปที่ถนน กลัวว่าจะเป็นรถที่ฉัตรฐาสั่งการมาให้ทำลายบ้านของเธอ “เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจออกมาเมื่อรถคนนั้นขับเคลื่อนผ่านหน้าบ้านไป และในอึดใจต่อมาก็มีรถคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอด “คุณแพร ทำไมสภาพคุณแย่ขนาดนี้” ธาดามองคนที่ปรี่มาหาอย่างตกใจไม่น้อย เขาพอรู้ว่าแพรไหมน่าจะร้องไห้อย่างหนัก แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นดูไม่ได้ ดวงตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง “ได้เงินมาไหมคะ” แพรไหมถามเข้าประเด็น “ได้ แต่จะเอาไปให้ไอ้ไฉหรือครับ แล้วเพราะผมหรือเปล่า” ดูจากอาการของหญิงสาว คิดว่าคนที่ทำให้เจ้าตัวอยู่ในสภาพนี้ได้คงไม่พ้นฉัตรฐา แพรไหมนิ่งไปก่อนส่ายหน้า ถึงไม่มีเรื่องของธาดา อย่างไรเธอกับเขาก็แตกหักกันอยู่ดี เพราะฉัตรฐาไม่รักษาคำพูด “ผมไปเป็นเพื่อน” “อย่าเลยค่ะ มันจะยิ่งไม่จบ” เธอไม่อยากให้เรื่องมันยืด
บทที่ 9 เวลาผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีแล้วที่แพรไหมอ่อนแอ ปล่อยน้ำตาให้หยดแหมะไม่ขาดสายจนดวงตาพร่ามัวไปหมด มือทั้งสองจับพวงมาลัยรถไว้แน่นขณะกำลังขับตรงกลับบ้านด้วยใจสั่นสะท้านและหวาดกลัวอย่างที่สุด หญิงสาวรู้สึกเหมือนคนที่กำลังจมน้ำ สะอื้นฮักไม่รู้กี่รอบกว่าจะพาตัวเองไปถึงบ้านที่พรุ่งนี้เช้าอาจจะถูกทุบทิ้ง “แพรจะทำยังไงดีคะพ่อ” แพรไหมพาร่างอ่อนปวกเปียกไปนั่งลงตรงหน้ากรอบรูปของครอบครัว หญิงสาวโอบกอดตัวเองไว้เพราะความหนาวเหน็บ แล้วโยกตัวไปมาอย่างคนหมดแรง ไออุ่นที่เคยได้รับมาบ้างเวลานี้กลายเป็นน้ำแข็งขั้วโลกพร้อมกัดกินใจให้บอบช้ำ คนช้ำทิ้งตัวลงนอนบนพื้นเย็นๆ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ครั้นจะขอหยิบยืมจากคนรู้จัก ก็คงไม่มีใครมีให้มากพอขนาดนั้น เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่ร่างระหงยังคงนอนคุดคู้กอดตัวเองอยู่บนพื้นเย็นเยียบ น้ำตารินไหลอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกเข้า ปิ๊บๆ “คิดถึงผมหรือไงครับ ถึงยอมโทร.มาหา” ธาดาถามเสียงระรื่น หลังเขาเปิดเครื่องมาก็พบว่าแพรไหมพยายามติดต่อหาหลายสาย จึง