LOGINหลังจากนั้นหญิงสาวก็โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากนนทกร ก่อนจะฝืนลุกขึ้นไปแต่งหน้าให้ดูสวยสดใส และเลือกชุดที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ
ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มนิดๆ เธอก็ขับรถไปยังสถานที่อโคจรแห่งหนึ่ง มุ่งตรงไปยังโต๊ะวีไอพีแล้วหย่อนก้นลงนั่งเบียดตัวเข้าหาคนที่ตั้งใจจะมาหา
“ไหนว่าไม่ว่าง” ฉัตรฐามองคนที่เมื่อช่วงบ่ายเล่นตัว
“คิดถึงเลยมาหาค่ะ” แพรไหมรู้วิธีเอาตัวรอดจึงรีบหยอดคำหวาน
“ร้อนเงิน?” ฉัตรฐาไม่ได้ตราตรึงใจอะไรกับคำหวานเคลือบยาพิษของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แพรไหมแบกหน้ามาหาเขาแบบนี้มีเพียงแค่เรื่องเดียว
“โธ่ รู้ทันแพรไปหมด” บางครั้งเธอก็เบื่อในความแสนรู้ของฉัตรฐา
“ฉันผัวเธอไหม” เขาเห็นไส้เห็นพุงแพรไหมหมดทุกขดแล้ว มีหรือจะไม่รู้เท่าทัน
แพรไหมอยากกลอกตาใส่ แต่เลือกซบใบหน้าลงกับอกกว้างแทน และยังไม่ทันจะได้เอ่ยขอในสิ่งที่ต้องการก็มีคนกระโดดเข้ามาร่วงวงสนทนา
“ไงเพื่อน”
แพรไหมมองคนที่มายืนจังก้าอยู่ตรงหน้าอย่างไม่คุ้นตา แน่ใจว่าไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อน แล้วเหลือบมองคนของเธอที่ขบกรามแน่น ดูท่าทางคนคนนี้น่าจะไม่ใช่มิตรของเขาแน่
“คนนี้เอานานจังวะ”
ผู้มาใหม่เผยความร้ายกาจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พลางทิ้งตัวลงนั่งแม้จะเห็นสายตาไม่ต้อนรับ แล้วละสายตาจากศัตรูที่เคยเป็นคู่แข่งกันทุกเรื่องไปยังผู้หญิงข้างกายอีกฝ่ายแทน“ผมธาดา เพื่อนไอ้ไฉครับ”
ธาดาทักพร้อมยื่นมือไปหาหมายจะจับทักทายตามประสาเด็กจบนอก สี่ห้าปีที่ผ่านมาครอบครัวของเขาย้ายไปทำธุรกิจที่ฮ่องกง จึงแทบไม่ได้กลับมาที่นี่เลย แต่ก็รู้เรื่องราวของฉัตรฐาอยู่บ้าง เพราะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันมาหลายสิบปี คอยเตะตัดขากันมาตลอดที่มีโอกาส“คุณไฉมีเพื่อนแค่สองคนค่ะ” แพรไหมปัดมือทิ้งแล้วบอกไปอย่างรู้ทัน เพื่อนของฉัตรฐามีเพียงมัฆวานและจิรัฐเท่านั้น
“ชอบว่ะ” ธาดาหัวเราะชอบใจ รู้สึกถูกใจคนของศัตรูขึ้นมา ก่อนจะล้วงหยิบนามบัตรจากกระเป๋ากางเกงส่งให้หญิงสาว
“นี่นามบัตรผม ผมรอเสียบ”
แพรไหมนั่งนิ่ง สีหน้าเรียบนิ่ง เธอไม่อยากหาเหาใส่หัวของตัวเอง
ธาดาเห็นอย่างนั้นจึงวางนามบัตรไว้บนโต๊ะ ค้อมศีรษะเป็นการขอตัวลา แล้วเดินหายไปอย่างเร็วไว
“อย่าคิดยุ่งกับมัน และอย่าคิดหักหลังฉันเป็นอันขาด ฉันไม่เอาเธอไว้แน่” ฉัตรฐาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ดวงตาวาวโรจน์
“แต่เขาหล่อดี...” แพรไหมพูดทีเล่นทีจริง นึกเสียดายความหล่อของธาดาไม่น้อย อีกฝ่ายมีใบหน้าคมเข้ม ผิวแทน หล่อระดับพระเอกหนังไม่ต่างจากคนข้างกายเลย
“ห้านาทีมันก็น้ำแตกแล้ว” ฉัตรฐาว่า แพรไหมควรคิดดูให้ดีว่าจะอยากได้พวกไก่อ่อนไปทำไม
“ว้า...” แพรไหมทำท่าเสียดาย เสร็จไวขนาดนั้นเธอคงต้องขอบาย ก่อนจะกลับมาโฟกัสคนข้างๆ ที่ทั้งอึดและทน
“งานประมูลเพชร คุณไฉมีแม่งานหรือยังคะ แล้วอยากได้คนสวยๆ ไปเดินเครื่องเพชรให้ไหม วันนั้นแพรว่างนะคะ”
“ไอ้นน” ฉัตรฐาหันไปถลึงตาใส่คนสนิท ที่คงปากโป้งบอกแพรไหม ทั้งที่งานนี้เขาตั้งใจจะใช้คนใหม่บ้าง เบื่อหน้าเดิมๆ ของแพรไหมแล้ว
“ก็คุณแพรร้อนเงินนี่ครับ” นนทกรก้มศีรษะลงเป็นการขอโทษ
“ไม่เอาเงินมึงให้ล่ะ” นับวันคนของเขาจะกลายไปเป็นพรรคพวกของแพรไหมมากขึ้นทุกที ไม่ว่าใครก็ล้วนเสนอแต่ชื่อหญิงสาว คงเป็นเพราะเอายิ้มหวานๆ กับขนมอร่อยๆ ไปล่อลวง
“แพรของานนั้นนะคะ แล้วก็งาน...” แพรไหมไล่นิ้วขึ้นไปไต่อยู่ที่หน้าอกกำยำ แล้วกอดฉัตรฐาไว้หลวมๆ งานนี้เธอต้องยอมอ่อนและอ้อนสุดตัว
“เงินที่ได้ไปปลวกแทะไปหมดแล้วหรือไง ถึงอยากได้อีกขนาดนี้”
“ยัยตัวแสบเอ๊ย ถึงว่ายอมง่ายๆ” ชายหนุ่มเจ็บใจที่พลาดท่าจนได้ แต่ไม่ถึงนาทีก็มีเสียงหนึ่งแว่วมา “บ่นอะไรของมึง” เจ้าของเสียงไม่พ้นมัฆวานที่เข้านอกออกในบ้านได้ไม่ต่างจากเจ้าของบ้านคนหนึ่ง เมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าเพื่อน ดวงตาคู่เฉียบก็มองไปยังข้าวผัดกะเพราในจานใบสวย แล้วรู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน “น่ากินว่ะ” มัฆวานว่าแล้วยื่นมือไปดึงจานมาไว้ตรงหน้าตนเอง “ชิมคำนะเพื่อน” ฉัตรฐาไม่ได้ห้ามใดๆ รอจนมัฆวานตักข้าวใส่ปากแล้วยิ้มกว้าง เพราะมันต้องคว้ากระดาษทิชชูมาคายทิ้งแทบไม่ทัน “ไอ้เหี้ย นี่มึงซื้อร้านไหน แม่ค้าทำน้ำปลาหกใส่หรือไง” มัฆวานทำตาหยีเมื่อสัมผัสได้ถึงความเค็มไปถึงก้นทะเล ราวกับเขาได้ดำน้ำลงไปด้วยตัวเอง “แพรไหม” ฉัตรฐายื่นมือไปดึงจานข้าวคืน “ทำไมเขาทำให้มึง” มัฆวานทำสีหน้าประหลาดใจ และเขาจำได้ว่าฝีมือของหญิงสาวนั้นดีเยี่ยมกว่านี้ “ซื้อ...” ฉัตรฐาบอกสั้นๆ แล้วไหวไหล่ใส่คนมองค้อน ที่คงรู้แล้วว่าเขาตั้งใจแกล้ง “คุณแพรเปิดร้านข้าวเหรอวะ ไว้กูไปอุดหนุนบ้างดีกว่า” “ถ้าอยากเสียเงินเป็น
คิดได้ดังนั้นฉัตรฐาก็เดินลงจากรถไปยังหน้าบ้านที่เฝ้ามอง แต่จังหวะนั้นก็มีคนเดินออกมาพอดี “ออกไป” หญิงสาวออกปากไล่ทันที ก่อนหน้านี้เธอกำลังนั่งทำโฆษณาโพรโมตร้านค้าอยู่จนได้ยินเสียงฝีเท้าที่หน้าบ้านจึงเดินออกมาดู “ที่นี่ที่ไหน” ฉัตรฐาตีหน้าซื่อ ไม่สนใจท่าทีไม่ต้อนรับของแพรไหม พลางมองสำรวจคนที่หน้าตายังดูสดใส ไม่ได้ซีดเผือดจนน่ากังวล แพรไหมเงียบ เพราะไม่รู้อีกฝ่ายจะใช้ไม้ไหน “ร้านข้าว” ฉัตรฐาเป็นฝ่ายถามเองตอบเอง และกำลังทำตัวเป็นคนใจดีมาอุดหนุนแม่ค้าหน้าใหม่ “ไม่ขาย” แพรไหมตอบกลับทันที เธอแบล็กลิสต์ชื่อเขาไว้ในบัญชีหนังหมาแล้ว “ปฏิเสธลูกค้าแบบนี้เปิดไม่กี่วันคงได้ปิด” ฉัตรฐาเบ้ปากใส่เจ้าของร้าน หญิงสาวมองแขกไม่ได้รับเชิญอย่างไม่พอใจ เธอรู้อยู่หรอกว่าลูกค้าไม่ต่างจากพระเจ้า แต่ฉัตรฐานั้นเป็นปีศาจ “อยากกินแกงมัสมั่น” คนหน้าด้านบอกถึงสิ่งที่ต้องการ หลังเห็นแม่ค้าหน้าใหม่ไม่โวยวายอะไร “ไม่ขาย” แพรไหมตอบเสียงดัง แกงมัสมั่นเป็นเมนูแรกที่เธอขีดฆ่าว่าจะไม่ทำขาย โดยเฉพาะทำให้คนที่เธอไม่อยากนึกขายมัน
“พ่อคุณไง” บางทีฉันทวัศอาจจะทำให้ฉัตรฐาเลิกมาวุ่นวายกับเธอได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้อีกฝ่ายจะกลับมาจากอังกฤษหรือยัง “ถ้าตาแก่นั่นรู้ ไม่ใช่แค่ฉันหรอกที่จะมีปัญหา เธอเองก็ด้วย” ฉัตรฐาบอกด้วยสีหน้าจริงจัง อยากให้หญิงสาวลองทบทวนดู แพรไหมขบเม้มปาก จริงสิ ฉันทวัศไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วยเลย เธอมองดวงหน้าคมเข้มอย่างนึกสงสัยพร้อมถามออกไป “ทำไมคุณถึงไม่บอกพ่อของคุณ” จากประโยคที่เขาบอกมันสื่อได้ว่าฉันทวัศยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น “ขี้เกียจ” ฉัตรฐาตอบพร้อมไหวไหล่ หญิงสาวขมวดคิ้วใส่คำตอบที่ได้ กลัวว่าชายตรงหน้าจะมีแผนอื่นในใจ พลันจ้องมองลึกไปในตาคมคล้ายหาคำตอบ ทว่าฉัตรฐากลับไม่อยู่ให้มองและพลิกตัวเดินหนีจากไปดื้อๆ “อะไรของเขา” ใช่ว่าไม่ดีที่คนใจร้ายยอมกลับไป แต่เธอมองการกระทำนั้นไม่ออกกลัวจะตั้งรับไม่ทัน แล้วจำใจต้องสลัดเรื่องน่าปวดหัวออกจากสมอง เพราะวันนี้มีอีกหลายสิ่งต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ แล้วไม่ลืมอวยพรตัวเอง ‘ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี’ ในเช้าวันใหม่ แพรไหมรีบตื่นขึ้นมาเตรียมของขาย แล
อธิวัฒน์ลอบมองหน้าเจ้านายที่กำลังมีอาการอึ้ง แล้วอธิบายถึงสิ่งได้แอบฟังมา “ผมได้ยินเธอบอกกับนางพยาบาลว่าประจำเดือนไม่มาสองเดือนกว่าแล้วครับ แต่หลังจากนั้นผมตามเข้าไปไม่ได้ครับ แต่ผมเห็นเธอหน้ามืดและทำท่าจะอ้วก อาการเหมือนคนท้องเลยครับ” เขาตามติดแพรไหมไปถึงโรงพยาบาล และแอบยืนฟังอยู่ข้างเสาที่อยู่ไม่ห่างกัน จึงได้รู้เรื่องนี้มา แต่หลังจากนั้นไม่มีข้อมูลยืนยัน ฉัตรฐายังนิ่งค้าง สมองตื้บทึบ แล้วนึกถึงอาการหน้ามืดของแพรไหมตอนเจอกันที่วัด “ท้อง? สองเดือนกว่า?” ชายหนุ่มใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มอย่างแรง เพราะมีสิทธิ์ที่เด็กในท้องจะเป็นลูกของเขาค่อนข้างมาก อาจเป็นในรถคืนนั้น แม้เขาจะป้องกัน แต่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์พลาด ก่อนดึงตัวเองกลับมาออกคำสั่ง “ไปสืบมา... ฉันต้องการข้อมูลด่วนที่สุด” เขาอยากได้คำตอบที่แน่ใจ ขณะหัวใจรู้สึกร้อนระอุขึ้น “ครับ” อธิวัฒน์ก้มหน้ารับคำสั่ง แล้วเดินถอยล่าออกไป ฉัตรฐาหันกลับไปโฟกัสกับงาน แม้ว่าใจจะกำลังเต้นไวไม่น้อย ส่วนเรื่องของแพรไหม เดี๋ยวลูกน้องก็หาคำตอบมาให้เอง ทางด้านหญิงสา
“ขอบคุณเจ้มากเลยนะคะสำหรับส่วนลด” แพรไหมพนมมือขึ้นไหว้เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำอาหาร หลังขับรถมาซื้อกล่องกระดาษไปเตรียมตัวทำอาหารขาย “พวกเรามันคนกันเอง” ปรานีโบกมือว่าไม่ต้องเกรงใจ เมื่อก่อนแพรไหมเป็นลูกค้าประจำ แถมยังแนะนำร้านเธอให้กับโรงงานกับร้านอาหารอีกด้วย จึงสนิทกันอยู่ไม่น้อย แล้วหันไปกวักมือเรียกน้องชาย “ไอ้มา ไปยกกล่องให้หนูแพรหน่อย” แพรไหมหันไปส่งยิ้มขอบคุณมาโนทย์ที่ช่วยออกแรงแทนเธอ “เดี๋ยวเอาขนมไปกินด้วยนะ ลูกสะใภ้เจ้ทำไว้” ปรานีเดินหายเข้าไปในห้องครัว แล้วออกมาพร้อมขนมที่ลูกสะใภ้อบไว้ “ขอบคุณค่ะ” แพรไหมรับกล่องขนมมาไว้ในมือ ทว่าจังหวะที่เอื้อมมือไปกลับมีอาการหน้ามืด สองวันนี้เป็นมาหลายครั้งแล้ว “เป็นอะไรหนูแพร” “แพรเวียนหัวค่ะ” “ไม่สบายหรือไง แล้วไปหาหมอมาหรือยัง...” “ยังเลยค่ะ” แพรไหมส่ายหน้า เธอยังไม่มีเวลาจัดการเรื่องนี้เลย “อย่าปล่อยไว้นานนะ มันไม่ดี เกิดเป็นอะไรร้ายแรงขึ้นมาจะทำยังไง แล้วก็จะเปิดร้านแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเปิดๆ หยุดๆ เสียลูกค้าหมด” ปรานีบอกด้วยความห่วง
“งั้นฉันช่วยขนของดีกว่าค่ะ” “ขอบคุณค่ะ” ทั้งสองช่วยกันขนกล่องสีน้ำตาลเข้าบ้าน แพรไหมมีของติดมาไม่มากนัก และประมาณหนึ่งชั่วโมงถัดมาเธอก็ได้ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หินอ่อนหน้าบ้าน มองไปรอบๆ อย่างพยายามทำใจสู้ และทำเลที่นี่ก็ค่อนข้างดีเหมาะกับอาชีพที่เธอได้คิดไว้ หญิงสาวตั้งใจจะเปิดขายอาหารดิลิเวอรี เพราะมีฝีมือด้านทำอาหารอยู่ไม่น้อย หากจะเอาแต่รองานที่ร่อนใบสมัครไปคงได้อดตาย พลันขยับลุกไปหยิบไอแพดออกมาจดโน้ตถึงรายการอาหารที่เธอทำได้ดี ผัดกะเพราไก่ หมู กุ้ง ข้าวผัด แกงจืด แกงมัสมั่น พอเขียนถึงแกงมัสมั่นแล้วก็จัดการขีดฆ่าทิ้ง เพราะมันทำให้นึกถึงฉัตรฐาที่ชอบกิน แล้วนึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะถูกตามรังควานอีก แต่เธอก็ไม่ได้คิดหนี ทำไมเธอต้องหนีไปด้วย ในเมื่อคนที่ควรละอายคือฉัตรฐาที่ผิดข้อตกลง และสมควรต้องเป็นคนถอยกลับไป จากนั้นก็ขยับตัวเดินไปยังห้องครัวเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกรอบ อีกฟากหนึ่ง เวลานี้ภายในห้องทำงานของฉัตรฐากำลังต้อนรับแขกที่มาเยือนเป็นประจำ ไม่พ้นมัฆวานที่ทิ้งก้นลงนั่งบนโซฟา “







