Masukแหวนนิลได้แต่บ่นในใจ เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่สบายเพราะอะไร แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ทั้งงานที่ร้านเสริมสวยหรืองานแต่งหน้าในคลับเอสมันทำให้เธอเดินเข้าห้องน้ำลำบากนี่นะ ลูกค้ายิ่งเยอะเงินก็ยิ่งเข้ากระเป๋ามาก เธอถึงได้ติดนิสัยอั้นฉี่ไปเสียนี่...
“ฟางกลับไปนอนที่บ้านเถอะ น้าไม่เป็นไรหรอก”
“แต่ฟางจะอยู่เป็นเพื่อนน้า”
“กลับบ้านไป พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้านะ”
“ให้คนไข้พักผ่อนก่อนเถอะครับ”
แหวนนิลแกล้งหลับตาเหมือนอยากนอนหลับ คนอื่นๆ ในห้องถึงเดินออกไปกันหมด เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูแล้ว เธอจึงลืมตามองรอบๆ ตัว
“ตายแล้ว!ตายแน่ๆ” แหวนนิลอยากจะร้องกรี๊ดๆ ออกมาแต่ก็ไม่มีแรงที่จำทำแบบนั้น หรือถ้าทำได้เธอก็อยากลุกจากเตียงแล้วขอย้ายห้องทันที!
‘ก็นี่มันห้องพิเศษนี่นะ แล้วแบบนี้ค่าห้องค่ายามันปาไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย’
ฟางข้าวยืนหน้าซีดเป็นรอบที่สองในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงชั่วโมง เพราะบิลค่ารักษาพยาบาลของแหวนนิลที่พยาบาลยื่นมาตรงหน้า ปกติฟางแก้วมีเงินติดตัวไม่ถึงร้อยบาท เงินทุกบาททุกสตางค์น้าแหวนนิลเป็นคนจัดการหมด ถ้าเธอมีเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่วันเธอก็คืนให้น้าสาวจนหมด
“เอาบิลมานี่” เอื้อมดาวดึงบิลค่ายาออกจากมือของฟางแล้วรีบชำระเงินผ่านบัตรเครดิตทันที
“ขอบคุณค่ะ” ฟางข้าวยกมือไหว้ครู น้ำตาที่แห้งไปแล้วจะไหลออกมาอีกรอบ “หนูมีเงินเมื่อไหร่จะรีบเอามาใช้ให้นะคะหรือจะทำสัญญาเงินกู้ก็ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกจ๊ะ”
“วันนี้ครูโทรไปหาหนูที่บ้านมีเรื่องอะไรเหรอคะ” ฟางข้าวถามอย่างเพิ่งนึกได้
“ครูจะถามเรื่องงานพิเศษที่เสนอให้หนูไปทำนะจ๊ะ”
“งานพิเศษที่จะให้เป็นติวเตอร์หรือคะ”
“ใช่จ๊ะ ได้คำตอบหรือยังจ๊ะ”
ฟางข้าวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอนึกถึงตัวเลขที่เป็นหนี้หลักแสนอยู่นั้นบวกบิลค่ารักษาพยาบาลของน้าแหวนนิล และการที่น้าไม่สบายขนาดนี้ก็เพราะเธอแท้ ๆเลย
‘ถ้าทำงานมีรายได้ ก็คงเพราะช่วยไม่ให้น้าแหวนทำงานหนักแบบนี้’
“ฟางตกลงค่ะ”
เอื้อมดาวอ้าปากค้างอย่างแปลกใจไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบง่ายขนาดนี้
“ฟางกินอะไรมาหรือยัง เรากินข้าวไปคุยกันไปดีไหม”
ฟางข้าวพยักหน้าแทนคำตอบเธอก็รู้สึกว่าท้องร้องแล้วเหมือนกัน เอื้อมดาวกดโทรศัพท์พูดคุยอยู่ไม่กี่ประโยคก่อนจะพาฟางแก้วขึ้นรถและขับมาที่ร้านอาหารน่ารักๆ ร้านหนึ่ง ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก ทีแรกที่พีระเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาในมือถือก็แทบจะกระโดดตัวลอย แต่พอน้ำเสียงหวานใสแต่พูดจาห่างเหินคุยธุระแค่ไม่กี่คำก็วางสายทำให้จิตใจเขาห่อเหี่ยวขึ้นมา
“นิสัยเย็นชามันถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไงนะ”
พีระบ่นอย่างน้อยใจ โชคดีที่งานวันนี้เสร็จแล้วเขาก็อยู่ใกล้ร้านอาหารที่เอื้อมดาวนัดพบ เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดเสร็จแล้วก็เดินไปหาคนที่นัดหมายไว้ ร่างเล็กๆ ของสาวน้อยแว่นหนาผมเปียทำให้พีระชะงักเท้าก่อนที่จะเข้าไปทักทายเอื้อมดาว ฟางข้าวเหมือนจะรู้สึกตัวว่าถูกมองเธอก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาใสซื่อเหมือนลูกแมวน้อย
“คุณพีระทานข้าวหรือยังคะ ดาวสั่งไปเยอะเลย” เอื้อมดาวถามแล้วเรียกพนักงานให้นำจานมาเพิ่ม
พีระยิ้มแทนคำตอบแต่อดสำรวจร่างเด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ไม่ได้ ท่าทางเด็กเรียนนั่นคงเป็นของจริง แต่ที่ดูใส่ซื่อและหัวอ่อนนี่ซิ จะไปสู้รบปรบมือกับนายเวย์ไหวเหรอ!
“นี่น้องฟางข้าวที่จะให้เป็นติวเตอร์ให้เวย์ค่ะ” เอื้อมดาวแนะนำ ฟางข้าวยกมือไหว้อย่างประหม่า
“ดูยังเด็กๆ อยู่เลยนะครับ” ใจจริงอยากพูดว่า ‘จะรอดมั๊ยเนี่ย’ ต่างหากละ
“คนนี้ได้ฉายาเด็กอัจฉริยะเชียวนะคะ ถ้าไม่ติดเรื่องทุนทรัพย์อาจจะได้เป็นดอกเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดก็ได้ค่ะ”
“เรื่องเรียนเก่งผมไม่กังวลเท่าไหร่หรอกครับคุณดาว” พีระกระแอมเบาๆ พยายามคิดหาคำพูดที่ดูเบาและกระทบจิตใจคนฟังน้อยที่สุด “ผมเกรงว่าหนูคนนี้จะเอานายเวย์ไม่อยู่”
“เรื่องนั้นดาวทราบค่ะ” เอื้อมดาวยิ้มอย่างมีเลศนัย “นายเวย์เค้ามีพันธะสัญญากับทางบ้านอยู่ ถ้าผลการเรียนตกต่ำกว่านี้ เขาจะไมได้ทำงานที่รักแน่ค่ะ”
“แต่ว่า....” พีระอึกอัก “น้องหนูนี่...เป็นผู้หญิงนะครับ”
เอ๊ะ! เป็นผู้หญิงแล้วไงยะ ฟางข้าวเริ่มทำหน้าไม่พอใจ แม้เธอจะไม่เข้าใจอะไรก็ตาม แต่เธอไม่ชอบหน้าผู้ชายคนนี้นักหรอก
“ตายจริง!ดาวลืมไปสนิทเลย”
เอื้อมดาวทำหน้าตกใจ คราวนี้ฟางข้าวตกใจไปด้วย ทำไมละ แค่เพราะเธอเป็นผู้หญิงเลยจะไม่ให้ทำงานแล้วเหรอ ตอนนี้เธออยากทำงาน อยากมีเงินไปใช้หนี้และรักษาน้าแหวนนิลด้วย ฉันไม่อยากเป็นคนจนไปตลอดชีวิตนะ
“เป็นผู้หญิงแล้วทำไมคะ” ฟางข้าวถามทั้งน้ำเสียงสั่นๆ “คนนั้นเกลียดผู้หญิงเหรอคะ”
พีระกับเอื้อมดาวหันมามองหน้าฟางแก้วก่อนหันไปมองหน้ากันอีกและเผลอหัวเราะออกมา พีระอยากจะหัวเราะให้ดังไปถึงนอกเลยทีเดียว
“คุณดาวไม่ได้บอกหรือครับว่าจะให้ไปสอนใคร”
ฟางข้าวส่ายหน้าจนผมเปียสะบัดไปมา “ให้ฟางทำงานเถอะค่ะ ทดลองงานฟางก่อนก็ได้นะคะ
“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกจ๊ะ” เอื้อมดาวพยายามหยุดหัวเราะ
“แล้วมันเป็นแบบไหนล่ะคะ”
“คือ..” พีระมองฟางข้าวตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบ หน้าอกหน้าใจก็ราบเรียบจนไม้กระดานนึกว่าเป็นญาติกัน
“ผู้หญิงก็ผู้หญิง ถ้าไม่กลัวว่าจะตกเป็นข่าวซุบซิบเสียงชื่อเสียงก็ลองดู”
“ได้ค่ะ ขอให้ฟางได้ทำงานก็พอแล้ว”
พีระกับเอื้อมดาวหันมามองหน้าฟางข้าวอย่างตกใจ แววตามุ่งมั่นกับน้ำเสียงจริงจังทำให้รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เอาจริงพีระถึงกลับกระตุกยิ้มออกมา เอาละซิงานนี้ท่าทางสนุกแฮะ!
เรื่องอะไรที่ทำให้เธออ่อนแอขนาดนี้คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของผม แต่ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ เพียงเพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่พร้อมที่จะโดนรุมล้อมด้วยคำถามซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เธอไม่อยากคิดจะเจอมันในเวลานี้ ผมได้แต่ลูบเส้นผมของเธอแผ่วเบาคล้ายปลุกปลอบปล่อยให้เธอสะอื้นอยู่กับอกของผมจนรู้สึกถึงความชื้นจากหยดน้ำตาของพราย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแบ่งหยดน้ำตาและความเจ็บช้ำมาที่ตัวผม อย่างน้อยให้เธอปวดเจ็บน้อยที่สุด“โคมคงไม่ว่านะที่มีผู้หญิงมาหาตอนกลางคืนแล้วก็มาร้องไห้อยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยขึ้นแล้วดันตัวเองออกมาจากอกของผม รู้สึกเสียดายลึกๆ เสียดายที่เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน“ไม่หรอก...คนอื่นจะว่ายังไงโคมไม่เคยสนใจ ที่โคมสนใจคือตัวพรายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพรายเพราะโคมไม่ได้อยู่ใกล้ๆพรายและรับรู้เรื่องราวว่าพรายเป็นยังไง นอกจากที่พรายเขียนมาเล่าทางจดหมายเท่านั้น แต่โคมก็อยากให้พรายรู้ว่าถึงยังไงพรายจะยังมีโคมเสมอทุกเวลาที่พรายต้องการ”ผมเห็นพรายยิ้ม เธอยิ้มทั้งน้ำตา ผมจะเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าของเธอก็เช็ดมันออกเสียเอง“พรายจะไม่ขี้แยอีกแล้วล่ะ พรายจะเช็ดน้ำตาด้วยตัวพรายเอง พรายดีใจที่รู้ว่าโคมยังเข้าใจพราย
“ถามทำไม”“จะเพ้นท์เสื้อให้โคมสักตัวนะ” เธอตอบเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่เร็วขึ้นตามแรงบิดคันเร่งของผม“ของฟรีหรือเปล่า”ผมถามเมื่อส่งเธอตามที่หมายเธอพยักหน้าก่อนโบกมือลา เล่นเอาคนแถวนั้นมองผมเป็นตาเดียวแล้วอีกสัปดาห์ถัดมาเสื้อยืดพื้นสีขาวสะอาดก็ถูกส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ พรายเพ้นท์รูปตะเกียงที่มีเปลวไฟสีเขียวอ่อนอย่างที่ผมชอบมาให้ เธอแนบจดหมายมาด้วย ผมจึงรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่แพร่กับอาแท้ๆของเธอที่เข้าใจว่าเธอต้องการเรียนสิ่งใด เธอไม่ได้เพ้นท์เสื้อให้ผมคนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงพี่หัวหน้าและคนที่เธอนับเป็นเพื่อนด้วย แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ ผมตอบจดหมายของเธอตามที่อยู่ที่เธอเขียนไว้ที่มุมบนของจดหมาย แล้วเรื่องราวต่างระหว่างผมและพรายก็ติดตามมา ผมเริ่มรอจดหมายของเธอเมื่อหายไปนานๆและเป็นห่วงเธอเสมอ เธอเองก็ดูจะห่วงผมที่ชอบเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดจนน้อยใจและเสียใจบ้างบางเวลา บางครั้งดอกไม้แห้งที่บรรจุในกล่องอย่างดีก็เดินทางมาถึงพร้อมกับถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใย ผมไม่อยากเข้าข้างใจตัวเองว่าเธอมีผมเพียงคนเดียวที่เธอห่วงอย่างนี้ ก็ขนาดเสื้อเธอยังเพ้นท์แจ
นาฬิการูปตัวการ์ตูนที่แขวนอยู่ข้างห้องบอกเวลาเพิ่ง 2 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ผมย้ายสายตากลับมาที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เม็ดฝนกำลังเหยียบย้ำพื้นดินเป็นจังหวะแผ่วเบาคล้ายดนตรีเต้นรำที่เชื่องช้าทว่านุ่มนวล ผมชักอยากเต้นรำจังหวะสายฝนดูสักครั้งหากแต่ไม่กังวลงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ตัวผมเองตะเกียดตะกายเร่งให้ตัวเองจบเร็วๆ และใช้ชีวิตของคนทำงานเร็วกว่าคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในเวลานี้เพื่อนๆรุ่นผมคงอยู่แค่ปี 3 ในขณะที่ผมทำงานมัณฑนากรได้เกือบ 2 ปีแล้ว ความจริงผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เรียน ม.ต้นแล้วและเริ่มชินขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจำเป็นของทางบ้านที่ส่งผมเรียนอย่างที่ผมตั้งใจไม่ได้ผมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงมีแค่เรื่องเรียนและงาน ต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองเข้ากับสังคมที่หาความจริงใจยากขึ้นทุกวัน ต้องคอยหลบเหลี่ยมคนที่จะมาเอาเปรียบ ผมไม่เคยคิดเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบด้วย และนี้ก็คือข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆของผม ที่มักจะมองว่าผมเป็น “คนแก่” แก่คิดนะ ผมร
“ญาณาฝันร้าย...” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ คล้ายเสียสะอื้นไห้ แขมโอบกอดร่างที่สั่นน้อยๆ นั่นไว้อก ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ให้เธอนั่งพักที่ขั้นบันได“ไม่เป็นไรแล้ว แขมอยู่นี้ คงจะไข้ขึ้นนะ เดี๋ยวแขมไปส่งเข้านอนแล้วกัน”“ญาณาไม่อยากหลับแล้ว” เธองอแงอย่างกับเด็กเกเรจนแขมชักนึกอย่างลงโทษให้เข็ดหลาบสักที“ญาณากลัวฝันร้าย...” ดวงตาของเธอเริ่มจะปิด แต่ปากของเธอยังขยับส่งเสียงแผ่วๆ ที่แขมเองอยากแนบหูลงใกล้ๆ ริมฝีปากบางๆ ของเธอ อยากได้ยินชัดๆว่าเธอพูดอะไร“แขมจะอยู่เป็นเพื่อน” แขมไม่รอฟังว่าเธอจะเถียงว่าจะนอนหรือไม่...พาเธอกลับไปที่นอนของเธอ...ที่เตียงของเขา“บางทีญาณาเองก็ไม่รู้ตัวเองกำลังทำอะไร เสียใจแค่ไหนกับที่เจฟไม่ใยดีกับญาณาแล้ว รู้เพียงแต่ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเจอคนๆนั้น...แขมเข้าใจไหม”“เข้าใจซิ”ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่“จะดีเหรอ” เขาถาม มีมารและเทวดาส่งเสียงโต้เถียงกันอยู่ในหัว“ญาณาหวาว แขม
พายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทะเลยามค่ำคืนในเวลานี้ช่างดูน่ากลัวเหลือเกินต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมหาดคล้ายจะหักลงเมื่อลมพัดอย่างแรงแขมอุ้มร่างบางๆ ของญาณาเข้ามาในบ้านพักริมหาดของเขาอย่างลำบากไม่ใช่ว่าตัวของเธอจะหนัก แต่กลับเป็นเพราะมือทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่พอใช้งานเลยกว่าจะไขกุญแจบ้านแล้วอุ้มเธอมาถึงห้องรับแขกได้ ก็ผ่านอุปสรรคหลายๆ ด่านมากทีเดียวเขาวางร่างของเธอลงบนโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟฟ้าให้ภายในห้องได้สว่างขึ้น ได้เห็นใบหน้าใสๆ ที่เวลานี้ปิดเปลือกตาสนิท เสื้อผ้าของเธอเปียก แขมถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เตรียมที่นอนใหม่ให้เธอพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนที่จะย้ายร่างที่หลับใหลไปที่ห้องนอนของเขาเอง...“ญาณา ไหวไหม เปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบายนะ” แขมพยายามปลุกเธอญาณาปรือตาขึ้นก่อนพยักหน้ารับช้าๆ คว้าเสื้อของเขาไป แขมขยับแว่นสายตากรอบหนากระชับใบหน้าก่อนหันหลังให้เธอ มองเหม่อไปที่ภาพนอกหน้าต่าง ทะเลที่แสนสวยงาม เวลานี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก“เสร็จแล้วแขม” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ในความเงียบภายในห้องนั้นก็ทำให้เขาได้ยินเสียงของเธอชัดเจน แล
พริ้มมาทำงานปกติ หมดเดือนที่สองของการทำงานแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมในไม่ช้า แม้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวันก็ได้ แต่ตอนนี้เธออยากเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้การเรียนและเธอตั้งใจจะเรียนออกแบบเสื้อผ้าไปด้วย ซึ่งแม่ก็ต้องการให้เธอมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน วันนี้พริ้มตั้งใจเข้ามาคุยกับพี่เดือนเพ็ญ เพื่อว่าจะขอทำงานเฉพาะวันเสาร์หรือทำตอนเย็น เธอยังต้องการรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะไม่ทำให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมเงินใครมาเธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของพี่เดือนเพ็ญแต่เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด เธอก็ถอยหลังไม่แน่ใจว่าคุณเดือนเพ็ญอยู่หรือไม่ แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นห้องประธาน เธอสูดลมหายใจลึก ใครๆ ก็บอกว่าท่านประธานเจ้าของโรงงานเป็นคนใจดีมีเมตตา บางทีท่านอาจจะพอรับฟังปัญหาของเธอได้บ้าง“ขออนุญาตคะ”“เชิญครับ”“คือหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้พริ้มชะงักไปและพริ้มพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้าง ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารกองโต อีกฝ่ายไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ต่อจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็เป็นเขาที่ตกใจจนหน้าซีด ร่างสูงรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พริ้ม







