All Chapters of ลูกข้าตาย ใต้หล้าต้องชดใช้: Chapter 1 - Chapter 10

11 Chapters

บทที่ 1

ตอนที่ราชครูรีบร้อนมาถึง ข้ากำลังมองร่างไร้วิญญาณของเป่าจูพลางยืนเหม่อลอยครั้งสุดท้ายที่พบนาง ยังเป็นตอนที่นางอายุสิบขวบข้างแก้มยังมีเนื้อแก้มยุ้ยแบบเด็ก วิ่งเซไปเซมาตามโลงศพของข้า ร้องไห้ปานใจจะขาดร้องไห้ไปพลาง ถอดสร้อยอัญมณีที่ข้าสั่งทำให้นางออกจากคอไปพลาง“ข้าไม่เอาสิ่งนี้ ข้าจะเอาเสด็จแม่ของข้า!วันหน้าข้าจะไม่ทำเครื่องประดับอีกแล้ว เสด็จแม่อย่าทอดทิ้งเป่าจูไปเลยนะเพคะ!สุสานหลวงมืดมิด พอท่านเข้าไปข้าก็หาท่านไม่เจอแล้ว!”นางร้องไห้ปานใจจะขาด ทว่าข้ากลับมิได้หันกลับไปมองเพียงคิดว่าอดทนให้ผ่านพ้นสิบปีไปได้ ก็จะได้อยู่พร้อมหน้าแม่ลูกผู้ใดเลยจะคิดว่า ผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีกครั้ง กลับเป็นเด็กสาวที่ข้างแก้มตอบซูบ ผอมแห้งราวกับโครงกระดูก“เจ้าว่าน่าขันหรือไม่ ข้าผู้เป็นทายาทรุ่นหลังของชนเผ่าซีหวังหมู่ องค์หญิงใหญ่สายเลือดบริสุทธิ์แห่งต้าโจว ยามคลอดบุตรกลับหาหมอตำแยมิได้เลยสักคน จนสุดท้ายต้องมาตายทั้งกลมราชครู นี่คือวาสนาที่ข้าเฝ้าคุ้มครองดวงชะตาแคว้นต้าโจวของพวกเจ้า แลกมาให้แก่โอรสธิดางั้นรึ?”ข้ากุมมือที่เย็นเฉียบและแข็งกระด้างของเป่าจู พลางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาพวกเ
Read more

บทที่ 2

ข้าถือมีดเดินออกไปทีละก้าวสุสานหลวงที่ทอดยาวหมื่นลี้เบื้องหลังข้าแตกสลายลงทีละส่วน ก่อนพังทลายกลายเป็นซากปรักหักพังแม้แต่ราชครูที่กำลังด่าทอว่า ฮองเฮาปีศาจก็ถูกฝังอยู่ใต้ดินไปพร้อมกันข้ามิได้หันกลับไปมอง ก้าวเดินไปบนเสียงมังกรคำรามอันเจ็บปวดที่ดังแว่วขึ้น มุ่งตรงไปยังวังหลวงทว่ากลับถูกหัวหน้าองครักษ์วังหลวงที่ลาดตระเวนอยู่เข้ามาขวางทางไว้ทันทีที่หน้าประตูวังเขาวางท่าข่มพลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาทรับสั่ง หากไม่มีพระราชโองการ เจ้าห้ามเข้าวัง เชิญกลับไปเสียเถิด”เมื่อเห็นแววตาและสีหน้าดูแคลนที่อีกฝ่ายมีต่อข้า ข้าถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า เขานึกว่าข้าคือเป่าจูพวกเราแม่ลูกหน้าตาเหมือนกันมากจริงๆ ราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกันดังนั้นเป่าจูจึงมักพูดว่า นางมิได้โดดเดี่ยวเลยสักนิด เพราะยามที่คิดถึงข้า แค่นอนกอดกระจกก็พอแล้วคล้ายกับถูกข้าประคองกอดไว้ในอ้อมอกข้าพยายามอย่างยิ่งที่จะกดข่มความผ่าวร้อนในดวงตา แล้วทอดสายตาไปยังองครักษ์ที่ถือดาบพาดจ่อไว้ข้างลำคอข้า“เจ้าชักดาบใส่ข้า ไม่กลัวข้าไปฟ้องฮ่องเต้หรือ?”เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวหน้าองครักษ์กลับระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมาไม่เพียงแต่
Read more

บทที่ 3

“นั่นองค์หญิงเป่าจูนี่! นางมาทำไมกัน ไม่กลัวทำฝ่าบาททรงกริ้วจัดจนสั่งกักบริเวณนางอีกรอบหรือไร?”“นางกับฮองเฮาองค์ก่อนผูกพันกันลึกซึ้ง มาอาละวาดแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก”“หากนางรู้ความสักหน่อยก็ควรเก็บตัวเงียบๆ อยู่ในจวน อย่างน้อยยังพอเหลือเยื่อใยในพระทัยฝ่าบาทกับองค์รัชทายาทอยู่บ้าง มิฉะนั้นล่ะก็...”เหล่าขุนนางกระซิบกระซาบกันเซ็งแซ่ สายตาที่มองมาทางข้ามีทั้งความเวทนาและเย้ยหยันยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะทันได้เอ่ยปาก สวี่หานกวางก็ขมวดคิ้วพลางตวาดเสียงเข้มขึ้นเสียก่อน “เป่าจู! เจ้าไม่รู้จักอยู่บ้านเลี้ยงลูก มาก่อเรื่องวุ่นวายอันใดที่นี่อีก?”เขาเหลือบมองศีรษะคนบนพื้นด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ“ถึงขั้นกล้าเอาศีรษะปลอมมาขู่หมิงเยว่ให้ตกใจ จิตใจเจ้ามันอำมหิตสิ้นดี!ยังไม่รีบขอโทษหมิงเยว่อีก!”ข้าหรี่ตาลง จำฐานะของเขาได้ทันทีสามีผู้ร่วมเรียงเคียงหมอนของเป่าจูหน้าตาของเขาช่างเหมือนผู้เป็นบิดาไม่มีผิดยามนั้นพ่อสวี่หลงอนุทอดทิ้งภรรยาเอก ยกบุตรอนุขึ้นเป็นบุตรภรรยาเอก กระทั่งเสื้อผ้าดีๆ ใส่ไปข้างนอกสักชุดเขายังไม่มียามที่เขาถูกบิดาทุบตีจนขาหักทั้งสองข้าง ก็เป็นเป่าจูที่ตามตัวหมอหลวงมารักษา จนเขา
Read more

บทที่ 4

ท่ามกลางเสียงร้องตื่นตกใจของทุกคน มีดสั้นในมือข้าก็เฉือนเข้าที่อกของสวี่หานกวางอย่างจังน่าเสียดายที่พวกองครักษ์วังหลวงเข้ามาขัดขวางไวเกินไป ข้าจึงแทงเขาให้ตายในคมเดียวไม่ทัน ทำได้เพียงฝากแผลฉกรรจ์จนเขาหมดสติไปเท่านั้นข้าตั้งท่าจะโถมเข้าไปฆ่าสวี่หานกวางซ้ำ แต่องครักษ์วังหลวงฝีมือดีสองนายกลับพุ่งเข้ามาตะปบคว้าแขนข้าดัดบิดไปข้างหลังอย่างเหี้ยมโหดเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ มีดสั้นร่วงหลุดจากมือทันทีข้าถูกพันธนาการจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกฮ่องเต้ตรัสด้วยสีพระพักตร์เดือดดาล “เป่าจู นี่เราประคบประหงมเจ้าจนเคยตัวแล้วใช่หรือไม่! ผู้ใดมอบความกล้าให้เจ้าถือดีมาชักมีดกวัดแกว่งต่อหน้าเรา?”ยามนี้ องค์รัชทายาทเองก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ศีรษะมนุษย์ชิ้นนั้นเป็นของจริงหลังจากตระกองกอดกู้หมิงเยว่ที่สะอื้นไห้จนตัวโยน พร้อมเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้ว เขาก็กราบบังคมทูลฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เสด็จพ่อ เป่าจูเก็บไว้มิได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! วันนี้นางกล้าสังหารองครักษ์วังหลวง กล้าลงไม้ลงมือกับราชบุตรเขย วันหน้าจะไม่กล้าลงมือกับท่านหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เขาชำเลืองมองข้าด้วยสีหน้ารังเกียจจับใจ ก่อนเอ่ยอ
Read more

บทที่ 5

“เหยาจี? เจ้าบอกว่าตัวเองคือ...”“ยิงมันซะ!”เสียงตวาดกร้าวขององค์รัชทายาทขัดจังหวะคำตรัสถามของฮ่องเต้ชั่วพริบตาถัดมา เสียงลูกธนูแหวกอากาศแหลมสูงดังกังวาน ปลายลูกธนูเย็นเยียบเสียบทะลุไหล่ข้า ตรึงทั้งร่างและลูกธนูติดกับเสาต้นใหญ่ดังปังข้าถึงได้รู้ว่ายามข้าก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง องค์รัชทายาทก็สั่งการให้มือธนูซุ่มเล็งไว้แล้ว พร้อมจะยิงธนูเจาะทะลุขั้วหัวใจพระขนิษฐาของเขาได้ทุกเมื่อเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของข้า องค์รัชทายาทก็รีบปกป้องกู้หมิงเยว่ไว้ด้านหลังอย่างระมัดระวัง แล้วก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาเงื้อมือตบหน้าข้าฉาดใหญ่โดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อยหน้าข้าสะบัดไปตามแรงตบ ในหูดังก้องอื้ออึงไปหมด“หมิงเยว่ไปล่วงเกินเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่? นางเห็นเจ้าสำคัญมาเป็นอันดับแรกเสมอ แม้แต่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีก็ยังยอมไปแทนเจ้า แต่เจ้ากลับใจแคบจนทนนางไม่ได้ บัดนี้ยังหมายจะเอาชีวิตนางอีกทั้งยังกล้าแอบอ้างเสด็จแม่ เป่าจู เจ้าช่างน่าขยะแขยงสิ้นดี!”แววตาขององค์รัชทายาทเต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยงส่วนกู้หมิงเยว่โผล่หน้ามาจากด้านหลังของเขา พลางยักคิ้วให้ด้วยท่าทีย่ามใจนางขยับริมฝีปากโดยไร้สุ้มเส
Read more

บทที่ 6

ขอบตาของกู้หมิงเยว่พลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันใดนางสะอื้นไห้ร้องเรียกเสด็จพ่อ แล้วโถมกายเข้าหาฮ่องเต้ตบแผ่นหลังให้นางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู พลางช่วยปาดน้ำตาให้ “หลายปีมานี้ เจ้าต้องทนเจ็บช้ำน้ำใจแล้ว”จากนั้น เขาก็ตวัดสายตาอันเคร่งขรึมกดดันมองมาทางข้า“ในเมื่อเจ้าถามว่าเพราะเหตุใด เราก็จะบอกเจ้าให้รู้หลายปีมานี้ เพราะต้องเกรงใจเสด็จแม่ของเจ้า หมิงเยว่จึงต้องเติบโตอยู่นอกวังเรื่อยมา ต่อให้เสด็จแม่ของเจ้าจากไปแล้ว หมิงเยว่ก็ทำได้เพียงเข้าวังมาในฐานะธิดาบุญธรรมของเราเท่านั้นเป็นบุตรีของเราเหมือนกันแท้ๆ เจ้ากลับได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย ผู้คนล้วนเรียกขานเจ้าว่าองค์หญิง ทว่าหมิงเยว่กลับทำมิได้แม้แต่จะร้องเรียกเราว่าเสด็จพ่ออย่างเปิดเผยเช่นนี้จะไม่นับว่าพวกเจ้าแม่ลูกติดค้างหมิงเยว่ได้อย่างไร?”ยามมองท่าทีวางอำนาจของฮ่องเต้ ข้าไม่เคยรู้สึกว่าเขาดูแปลกหน้าถึงเพียงนี้มาก่อนหากก่อนหน้านี้ข้ายังหลงคิดว่าสิบปีมานี้ฮ่องเต้แปรเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม บัดนี้ข้าถึงเพิ่งรู้แจ้งว่า บางทีข้าอาจมองธาตุแท้ของเขาไม่ออกมาตั้งแต่ต้น“ปีนั้นท่านเป็นฝ่ายเอ่ยปากเองว่าจะครองคู่กันเพียงสองคนไปชั่วช
Read more

บทที่ 7

สิ้นคำกล่าวนั้น ทุกผู้คนต่างตกตะลึงข้าเองก็ชะงักงันไปชั่วขณะเช่นกันด้วยเพราะท่าทีของฮ่องเต้เมื่อครู่นี้ มิได้ดูคล้ายคนที่ล่วงรู้ตัวตนของข้าเลยสักนิดองค์รัชทายาทเป็นพวกใจร้อนวู่วามที่สุดเขาอดเอ่ยถามมิได้ “เสด็จพ่อ เหตุใดจึงตรัสเรียกนามของเสด็จแม่เล่าพ่ะย่ะค่ะ?อย่าไปฟังนังหนูเป่าจูพูดจาเพ้อเจ้อนะพ่ะย่ะค่ะ นางจะเป็นเสด็จแม่ไปได้อย่างไร! เมื่อครู่ก็แค่ยกเอาเสด็จแม่ขึ้นมาเป็นข้ออ้างบังหน้าเท่านั้น”ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ ทอดพระเนตรมองข้าอย่างมีความนัยลึกซึ้ง แล้วตรัสอย่างเนิบช้า “เหยาจีมิได้เป็นเพียงนามของเสด็จแม่เจ้าเท่านั้น ทว่ายังเป็นนามของผู้นำเผ่าซีหวังหมู่ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นซีหวังหมู่ทุกยุคทุกสมัย ล้วนมีนามว่าเหยาจีทั้งสิ้นส่วนเจ้า เป่าจู ก็น่าจะเป็นซีหวังหมู่คนล่าสุดแล้วกระมังและมีเพียงซีหวังหมู่เท่านั้น ที่ตามร่างกายจะปรากฏเค้าลางการตื่นรู้แห่งสายเลือดบรรพกาล”สายตาของทุกคนต่างจดจ้องมายังมือขวาที่มีเกล็ดผุดขึ้นของข้าโดยพร้อมเพรียงกันข้าคลี่ยิ้มบางเบา ยังไม่อาจเอ่ยคำใดก็ถูกฮ่องเต้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนเขาทอดถอนใจอย่างเนิบช้า “เราหลงคิดว่าสิบปีผ่านพ้น เผ่าซ
Read more

บทที่ 8

รอยยิ้มของฮ่องเต้พลันแข็งค้างอยู่บนพระพักตร์พระองค์ทอดพระเนตรมองราชครูที่มีสภาพทุลักทุเล สลับกับมองมาที่ข้าถึงได้เพิ่งตระหนักว่านับตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ข้ามิได้เผยแววตาหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของฮ่องเต้ ข้าจึงออกแรงดึงลูกธนูที่ปักทะลุไหล่ขวายึดติดกับเสาไม้ออกมาอย่างง่ายดายก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยังคิดจะสังหารข้าอยู่อีกหรือไม่เล่า? ท่านพี่”ทว่าบาดแผลบนหัวไหล่ขวาซึ่งเมื่อครู่ยังมีเลือดไหลนองดั่งสายน้ำ กลับสมานตัวเข้าหากันด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนภายในพระที่นั่งจินหลวนเงียบสงัดไร้สรรพเสียง มีเพียงเสียงลูกธนูที่ถูกข้าโยนทิ้งลงพื้นดังก้องกังวานแผ่วเบาผนวกกับเสียงฝีเท้าของข้าที่กำลังก้าวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนไปทีละก้าวยามที่ข้าขยับตัว ปลายลูกธนูแต่ละดอกก็คอยหันเหทิศทางตามอยู่ตลอดเวลา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าปล่อยลูกธนูออกมาเลยสักคน“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!”แรงกดดันมหาศาลอันไร้รูปร่างแทบจะบดขยี้ฮ่องเต้จนพังทลายเขาลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความลำพองใจเมื่อครู่ บัดนี้ไร้ซึ่งรอยยิ้มอีกต่อไปเข
Read more

บทที่ 9

“เหยาจี ตัวการใหญ่ตายแล้ว พวกเราก็มาเจรจากันดีๆ ได้เสียที”ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ราวกับเพิ่งบี้แมลงตัวเล็กๆ ตายคามือ แทบมองไม่ออกเลยว่าผู้ที่เขาเพิ่งสังหารไปนั้น คือธิดาที่เขาทะนุถนอมดั่งแก้วตาดวงใจเมื่อครู่ก่อนเหตุใดกาลก่อนข้าจึงไม่เคยรู้ว่า เขามีความสามารถในการสับเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้“จะเจรจาสิ่งใด? ท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่า พวกท่านต่างหากที่คอยให้ท้ายกู้หมิงเยว่?”ข้าแค่นหัวเราะพลางย้อนถามฮ่องเต้กลับยอมรับหน้าตาเฉย“เป็นความผิดของเราเอง เราขอโทษเจ้าด้วย เดี๋ยวเราจะออกราชโองการถอดถอนบรรดาศักดิ์ ริบทรัพย์ และตัดศีรษะเสียบประจานสวี่หานกวาง ส่วนโอรสของพวกเรา เจ้าปรารถนาจะลงโทษเขาอย่างไรก็สุดแท้แต่เจ้าเถิดเหยาจี ครานี้พอใจแล้วหรือยัง?”ข้าส่ายหน้า น้ำเสียงเคลือบไปด้วยจิตสังหารอันยะเยือก“ยังไม่พอ พวกท่านต้องแลกด้วยชีวิตต่างหาก”ฮ่องเต้ทรงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะทรงพระสรวลออกมาเขาชี้มาที่ตนเอง ก่อนจะชี้ไปยังองค์รัชทายาท แล้วแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกทำตัวไร้สาระเสียที! ไม่ต้องพูดถึงว่าแต่โบราณกาลไม่เคยมีธรรมเนียมให้บิดาชดใช้ชีวิตแก่บุตรี หรือพี่ชายชดใช้ชีวิตแก่น้องส
Read more

บทที่ 10

เพียงครึ่งวันผ่านไป การก้าวเข้าสู่สุสานหลวงอีกครากลับให้ความรู้สึกราวกับผ่านไปชั่วข้ามภพไม่รู้ว่าราชครูใช้วิธีใดจึงสามารถขุดเปิดสุสานหลวงที่ถล่มลงมาให้เป็นช่องโหว่ขนาดพอให้คนผู้เดียวมุดผ่านเข้าไปได้อีกครั้งเดินลึกเข้าไปอีกไม่กี่ก้าว เบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างขึ้นทันตาข้าปรายตามองฮ่องเต้ที่เดินอยู่เคียงข้าง พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านไม่กลัวว่าข้าจะลุกขึ้นมาจู่โจมสังหารท่านกะทันหันหรือ?ท่านเองก็รู้ดีว่า ข้าทำเช่นนั้นได้”ฮ่องเต้ทรงแย้มสรวลอย่างมั่นพระทัย“หากเจ้าคิดจะลงมือสังหารเรา คงทำไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว จะทนลำบากรอมาจนถึงยามนี้ไปไยเหยาจี ครองคู่เป็นสามีภรรยากันมานานปี เราย่อมรู้ใจเจ้าราวกับที่รู้ใจตนเอง”ข้ามิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแต่หยุดฝีเท้าลงข้างร่างไร้วิญญาณของเป่าจูนางทอดร่างอย่างเงียบสงบอยู่ใจกลางค่ายกล ดูราวกับเพียงแค่จมดิ่งสู่นิทรายามทอดพระเนตรเห็นร่างของเป่าจู ฮ่องเต้เองก็คล้ายจะมีสีพระพักตร์สลดลงเขานิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา“เรามิใช่เสด็จพ่อที่ดีเดิมทีคิดเพียงว่าเรื่องราวระหว่างหมิงเยว่กับเป่าจูเป็นเพียงกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแย่งชิ
Read more
PREV
12
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status