ผลงานกับ ปีเตอร์ เวียร์ ใน 'Master and Commander: The Far Side of the World' ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนถึงการเลือกผู้กำกับที่ตรงกับโทนหนัง — เวียร์ถนัดการสร้างบรรยากาศและรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้รัสเซลได้แสดงมิติที่ต่างจากบททันทีทันใดในหนังร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับ เจมส์ แมงโกลด์ ใน '3:10 to Yuma' ที่แสดงให้เห็นอีกมุมคือการอยู่ในหนังแนวเวสเทิร์นหนักแน่น รวมถึงจุดเริ่มต้นที่สำคัญกับ เจฟฟรีย์ ไรท์/เจ็ฟฟรีย์ ไรต์? ขอย้ำว่าผลงานต้น ๆ อย่าง 'Romper Stomper' กับผู้กำกับ เจฟฟรีย์ ไรท์/เจ็ฟฟรีย์ ไรต์? นั้นจับผู้ชมด้วยพลังดิบของบทและการแสดง ทำให้ชื่อของรัสเซลเป็นที่พูดถึงในวงการหนังออสเตรเลียและทั่วโลก (หมายเหตุ: ชื่อผู้กำกับของ 'Romper Stomper' คือ Geoffrey Wright) การทดลองเข้าฉากกับผู้กำกับหลายแนวทำให้เขาไม่ถูกนิยามเพียงมุมเดียว
สุดท้ายแล้ว การที่รัสเซลเรียกประสบการณ์การร่วมงานกับผู้กำกับหลายสไตล์มารวมกันยังสะท้อนถึงความเป็นนักแสดงที่กล้าเสี่ยงและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลอง ผมชอบที่เห็นเขาไม่กลัวเปลี่ยนโทนบท ตั้งแต่จอมทหารใน 'Gladiator' ไปจนถึงนักคณิตศาสตร์ใน 'A Beautiful Mind' และการก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับเองใน 'The Water Diviner' ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความอยากสร้างสรรค์ที่แท้จริง นี่เป็นเหตุผลที่ติดตามผลงานเขาต่อไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นเสมอ