ถ้าชอบแนวแฟนตาซีมืดที่ผสมการเมืองและจิตวิทยาเข้าด้วยกัน 'ดวงใจจอมมาร' น่าจะถูกจริตเลยนะ เริ่มจากเล่มแรกที่ชื่อ 'The Cruel Prince' สุดคลาสสิกเลย ตัวเอกอย่างจูดต้องดิ้นรนในโลกแฟรี่ที่เต็มไปด้วยการชิงอำนาจและเกมอันตราย เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่แอ็กชันแต่เจาะลึกถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครด้วย
เล่มต่อมาอย่าง 'The Wicked King' ก็เข้มข้นกว่าเดิม กลยุทธ์ทางการเมืองและการทรยศดุจหนังจีนกำลังภายใน ที่สำคัญคือพล็อตเรื่องพลิกกลับไปมาทำให้วางไม่ลงจริงๆ ส่วน 'The Queen of Nothing' เป็นภาคจบที่สมบูรณ์แบบด้วยบทสรุปที่ไม่น่าเบื่อและให้ความรู้สึกอิ่มเอม แนะนำให้อ่านทั้งซีรีส์นี้แบบไม่ข้ามเล่มเลยล่ะ เพราะแต่ละตอนเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น
ไม่มีใครลืมพลังของการเปิดตัวที่เต็มไปด้วยสไตล์จากหนังเรื่องนี้ — 'นางมารสวมปราด้า' รวมทีมนักแสดงที่โดดเด่นมาก ๆ: Meryl Streep ในบท Miranda Priestly, Anne Hathaway ในบท Andrea 'Andy' Sachs, Emily Blunt รับบท Emily Charlton, Stanley Tucci เป็น Nigel, Adrian Grenier แสดงเป็น Nate Cooper และ Tracie Thoms ในบท Lily
ผมชอบมองว่าการเตรียมตัวของแต่ละคนสะท้อนวิธีคิดของนักแสดงที่ต่างกันสุดขั้ว Meryl Streep เติมรายละเอียดด้วยการสังเกตท่าที เสียง และการเคลื่อนไหวของบรรณาธิการแฟชั่นจริง ๆ ทั้งการควบคุมเสียงและการมองโลกจากมุมสูงทำให้ Miranda มีอำนาจเฉียบคม เหมือนที่เธาเคยทำงานกับบทระดับมหากาพย์อย่าง 'The Iron Lady' ที่ต้องสร้างบุคลิกเฉพาะตัว
Anne Hathaway เลือกวิธีเตรียมตัวแบบเปลี่ยนแปลงทั้งร่างและท่าทาง เธาต้องเรียนรู้การเดินในรองเท้าส้นสูง การยืนที่ดูมีความมั่นใจหลังจากผ่านการเปลี่ยนลุค และยังต้องทำให้การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของ Andy ดูสมจริง ส่วน Emily Blunt เติมความตลกร้ายให้ Emily ด้วยการฝึกสำเนียง ภาษากาย และความละเอียดอ่อนของผู้ช่วยที่รักแฟชั่นจนคลั่ง สุดท้าย Stanley Tucci ใช้ประสบการณ์บนเวทีและช่องว่างระหว่างความอบอุ่นกับประชดประชันมาปั้น Nigel ให้เป็นตัวเดินเรื่องด้านแฟชั่นที่มีเสน่ห์อย่างเจ็บปวด — ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังยังคงตราตรึงใจ