แนะนำแบบนี้เพราะผมเห็นคนใหม่หลายคนข้ามตรงไปที่ภาคต่อหรือ OVA แล้วงงกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เช่น ทำไมตัวหนึ่งเกลียดอีกคน หรือฉากตลกบางฉากถึงขำได้หนักหน่วง ภาคแรกของ 'The Prince of Tennis' ให้เวลากับฉากชีวิตประจำวัน การฝึก การแข่งขันระดับโรงเรียน และการปูพื้นเรื่องความสัมพันธ์ในทีม ซึ่งทำให้เวลาเจอแมตช์ใหญ่ ๆ ต่อมาเราจะอินกับแรงกดดันและชัยชนะมากขึ้น
ถ้าพอชอบจังหวะเก่า ๆ แล้วค่อยต่อด้วย OVA และภาคต่อ ผมมองว่าเส้นทางแบบนี้ให้ความสมดุลระหว่างความคลาสสิกกับการชมแมตช์ระดับสูง เมื่อดูจบภาคหลักแล้วอย่าลืมต่อด้วย 'The Prince of Tennis: OVA vs Genius 10' เพื่อปิดเนื้อหาในทัวร์นาเมนต์สำคัญ และถ้าชอบเวอร์ชันภาพสวยขึ้นก็สามารถกระโดดไปดู 'New Prince of Tennis' ได้ทีหลัง การเริ่มจากต้นฉบับไม่ใช่แค่เรื่องลำดับเหตุการณ์ แต่มันคือการสร้างความผูกพันกับตัวละครที่ทำให้การดูต่อไปมีพลังมากขึ้นในแบบที่ผมยังยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อคิดถึงฉากชนะของใครบางคน
อยากชวนให้เริ่มจากจุดที่เรื่องราวค่อยๆ ปะติดปะต่อกันจนทำให้โลกของโทลคีนชัดขึ้น นั่นคือ 'The Fellowship of the Ring' ในเวอร์ชันภาพยนตร์ของปี 2001 ฉากเปิดที่ชาวฮอบบิทในชายนั้นอบอุ่นและเรียบง่าย แต่พอเข้าสู่การประชุมของเอลรอนด์และการก่อตั้งพรรค เพื่อนร่วมทางแต่ละคนก็เริ่มมีน้ำหนักทั้งทางอารมณ์และความหมาย ฉันชอบวิธีที่หนังเว้นจังหวะให้เราเชื่อมกับตัวละครก่อนจะปล่อยให้การผจญภัยขยายตัวออกไป
การดูภาคแรกก่อนทำให้ฉากสำคัญในภาคต่อๆ มาอย่าง Weathertop หรือ Helm's Deep มีแรงกระแทกมากขึ้น เพราะคุณได้เห็นรากเหง้าของความสัมพันธ์และการตัดสินใจของตัวละคร อีกอย่างคือดนตรีและภาพที่หนังตั้งไว้จะทำให้ความยิ่งใหญ่ของ 'The Return of the King' ในตอนท้ายรู้สึกคุ้มค่า ฉันมองว่าถ้าอยากอินจริงๆ เริ่มจากภาคแรกแล้วค่อยไล่ต่อเป็นวิธีที่ให้ผลทางอารมณ์ดีที่สุด
บอกเลยว่า 'Queen of the South' เป็นซีรีส์ที่ถ้าชอบแนวลุ้นระทึกกับโลกอาชญากรรมจะต้องถูกใจแน่นอน — ในไทยแหล่งหลักที่มักมีให้ดูคือบริการสตรีมมิ่งแบบสมัครสมาชิกหรือสโตร์ดิจิทัลที่ขายเป็นตอนหรือเป็นฤดูกาล
ผมเคยตามดูผ่านบริการที่มีการซื้อ-เช่าแบบดิจิทัลอย่าง Apple TV (iTunes) และ Google Play Movies เพราะบางครั้งซีรีส์นี้มีให้ซื้อแยกเป็นซีซั่นในสโตร์พวกนั้น อีกทางที่ใช้ได้คือ Amazon Prime Video แบบซื้อ/เช่า ถ้าอยากได้ครบเซ็ตแบบสะสมก็มีแผ่น DVD/บลูเรย์นำเข้าให้สั่งผ่านร้านออนไลน์ด้วย
หนังเรื่องแรกในไตรภาค 'เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์' ที่ออกฉายในปี 2001 มีชื่อเต็มว่า 'The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring' หรือในภาษาไทยเรารู้จักกันในชื่อ 'ลอร์ดออฟเดอะริงส์: พันธสัญญาแห่งแหวน'
ต้องยอมรับว่า ฉากที่หลายคนยกเป็นจุดพีคของ 'The Prince of Tennis' สำหรับฉันคงเป็นแมตช์ชิงชนะเลิศระดับชาติของเซกากุกับริคไก เพราะมันรวมทุกองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องนี้ทรงพลัง: แรงกดดันจากสถานะ การเติบโตของตัวละคร และการแสดงทักษะที่ชวนตื่นตา
ชีวิตการสะสมของฉันเริ่มจากความหลงใหลในตัวละครมากกว่าราคาหรือแบรนด์ และนั่นทำให้การซื้อฟิกเกอร์ 'The Prince of Tennis' กลายเป็นการผจญภัยที่สนุกและมีรายละเอียดเยอะกว่าที่คิด
รายชื่อที่ชัดเจนที่สุดสำหรับฉันคือกลุ่มนักแสดงหลักที่แบกเรื่องราวทั้งมวลเอาไว้: Tom Cruise, Dakota Fanning, Justin Chatwin, Miranda Otto และ Tim Robbins.
ผมชอบเริ่มจาก Tom Cruise ที่รับบทเป็น Ray Ferrier — บทพ่อที่ถูกยกให้อยู่กลางความโกลาหลและความหวาดกลัว เขาเล่นการเป็นพ่อที่มีข้อผิดพลาด แต่ต้องสู้เพื่อลูกสาวได้ดุดันและเรียล บทบาทนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลักษณ์การต่อสู้กับสถานการณ์สุดวิสัยแบบเดียวกับที่เขาเคยทำไว้ใน 'Minority Report' แต่คราวนี้ความเป็นมนุษย์และความเปราะบางถูกดันมาใกล้กว่าเดิม
Dakota Fanning ในบท Rachel และ Justin Chatwin ในบท Robbie ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีน้ำหนัก โดยเฉพาะมุมมองเด็กที่เห็นโลกแตกสลายผ่านสายตาเล็ก ๆ Miranda Otto ในบท Mary Ann ให้ความรู้สึกเรียบแต่หนักแน่น ตรงข้ามกับ Tim Robbins ที่เป็นตัวละคร Harlan Ogilvy ซึ่งฉีกภาพไปอีกแบบหนึ่ง — ทั้งสับสนทั้งยึดติด ฉากที่ Harlan เผชิญหน้ากับความจริงเป็นหนึ่งในซีนที่ผมคิดว่าส่งเสริมโทนของหนังได้ดี นี่คือรายชื่อหลัก ๆ ที่คนพูดถึงบ่อยที่สุด และถ้าจะลงรายละเอียดนักแสดงสมทบคนอื่น ๆ ก็มีอีกหลายคนที่ทำหน้าที่ดี แม้จะไม่โดดเด่นเท่าห้าคนนี้ แต่ก็เติมเต็มโลกหลังหายนะได้ครบถ้วน