อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย

อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย

last updateHuling Na-update : 2026-08-11
Language: Thai
goodnovel16goodnovel
Hindi Sapat ang Ratings
26Mga Kabanata
476views
Basahin
Idagdag sa library

Share:  

Iulat
Buod
katalogo
I-scan ang code para mabasa sa App

เมื่อโอสถทิพย์ปรากฎ แผ่นดินลุกเป็นไฟจากการแย่งชิงที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาตามหาอยู่นั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิด มันไม่ใช่พร แต่เป็นคำสาป สิ่งนั้นไม่ใช่เทพ แต่เป็นแวมไพร์ !

view more

Kabanata 1

บทที่ 1/1

                                                  อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1

             อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546

เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า  

“มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายขาย”

เจอศพกระโดดตัวเป็น ๆ ขนาดนี้ ใครจะไม่ซื้อล่ะ เพราะเท่ากับว่าเห็นสิ่งอัปมงคลที่สุดในชีวิตไปแล้ว เป็นการหารายได้ที่พวกนักพรตเหมาซานนิยมทำกันมาก บางครั้งศพกระโดดเหล่านี้ก็มีการแอบขุดศพขึ้นมา

            “อาจารย์ครับ ผมว่าที่นี่ได้เงินไม่เท่าไหร่เลยนะครับ หาศพที่น่ากลัวกว่านี้ก็ดีนะครับ”

            “คิดว่ามันง่ายนักหรือไงวะหา จะขุดแต่ละทีต้องคอยระวังพวกมือปราบอีก เดี๋ยวนี้ไปไหนไม่มีผีที่ไหนอาละวาดเลยวุย” อาจารย์บ่น

            “นี่ถ้าเราหาโอสถทิพย์ตามคำทำนายเจอก็คงจะดีนะครับ เราจะได้รวยกันสักที” ลูกศิษย์พูด

            “คำทำนายนั่นมันตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว เป็นร้อยปียังไม่เจอ จนคนคิดว่าไม่จริงแล้ว” อาจารย์พูดอย่างหัวเสีย

            ยังไม่ทันไรมีร่างหนี่งเดินโซเซเหมือนคนเมากำลังมาทางทั้งสองคน ร่างนั้นเป็นชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ที่ผมด้านหน้าทักเป็นเปียเล็ก ๆ สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตากว่าคนอื่นแต่มันก็ดูมีราคามีมาก

            “ต่างชาติเหรอ ! ท่าทางจะเมา เอางี้มั้ยครับอาจารย์ เราปล้นมันเลยมั้ยครับ ยังไงพวกคนต่างชาติต่อให้โดนฆ่าตายก็ไม่มีใครสนใจหรอกครับ”  จริงอยู่ว่าอาณาจักรดันสือ ต้อนรับคนต่างชาติแล้ว แต่เวลามีปัญหา หรือถูกฆ่าตายก็มักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

            “ดูเหมือนมันไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายหรอก แต่ว่า ก็เอาสิ ถ้ามันตายข้าจะจับมันทำเจียงสือซะเลย รับร้องคนกลัวมันแน่ตัวใหญ่ขนาดนี้ คงขายยันต์ได้หลายตังค์แล้วล่ะ”

“แต่ศิษย์พี่ตัวมันยังกะยักษ์เลยครับพวกเราจะเอาอยู่เหรอ”หนึ่งในลูกศิษย์พูด

“กลัวอะไรวะ มันยืนยังแทบจะไม่ได้เลย พวกเราตั้งสี่คน อีกอย่าง ถ้ามันเก่งเจอเจียงสือข้าเข้าไป รับรอง ตายแน่” นักพรตพูด พวกเขามาใกล้ อีกฝ่ายพูดภาษาที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจ

“I'm hungry.(ข้าหิว!)”

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ยิน และเหล่าชาวบ้านในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด กันแทบทั้งคืน

ณ ตำหนักของอ๋องหลี่หวู่หมิง อ๋อง หลี่หวู่หมิงชายวัยสี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไว้หนวด กำลังนั่งวาดภาพอยู่เพียงลำพัง เขาคือ พระเจ้าอาของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันหลี่หลงซิน  จึงจัดว่าเป็นคนมีอำนาจมากในอาณาจักรดันซือ เพราะมีกองทัพส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดและเก่งที่สุดในดินแดน

อ๋องท่านนี้เป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่รักของประชาชนว่ากันว่า อ๋องหลี่หวู่หมิงเป็นรักของประชาชนมากกว่าหลี่หลงซิน  ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียอีก เพราะนอกจากจะมีทัพเรือแล้ว ยังมีหน่วยมือปราบ ที่สามารถทวงความเป็นธรรมให้กับคนที่ได้รับความอยุติธรรม และยังคอยจับโจรผู้ร้ายอีกด้วย โดยท่านอ๋องได้รับอำนาจนี้จากฮ่องเต้พระองก์ก่อน สี่มือปราบของพระองค์ จะถูกเรียกว่า สี่มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น[4] ที่มาของชื่อนี้มาจากการเอาแซ่ของเหล่ามือปราบมาอ่านรวมกัน ซึ่งประกอบด้วย

เฟิงต้ายงเจ้าของเพลงกระบี่พายุ เป็นชายวัยสามสิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเข้ม เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ และยังมีวิชาเกราะฟ้า ทำให้ร่างกายคงกระพันไม่มีอาวุธใดสามารถระคายผิวได้ แต่เขาสอบจองหงวนบู๊ตก เนื่องปีนั้นมียอดฝีมือมากกว่าทุกปี  ทว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงเห็นความสามารถจึงนำมาชุบเลี้ยงเอาไว้ เขาเป็นคนจริงจังและเคร่งครัดต่อหน้าที่สุดแล้ว จึงได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้

            เถียวเสี่ยวฟู เจ้าวิชาพิณเทพพันลี้ เถียวเสี่ยวฟู เป็นชายวัยยี่สิบห้า ใบหน้างดงามดั่งรูปเกาะสลักจากหยกชั้นดี เขามีรูปร่างเล็กดูบอบบาง ดูแล้วเหมือนพวกชายหนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งตรงตามนั้นเขาเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญ สืบเชื้อสายตระกูลใหญ่ แต่เห็นเอวบางร่างน้อยแบบนี้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังวัตร[5]อัดแน่น ทำให้เขาใช้เสียงพิณเป็นอาวุธได้ เสียงพิณของเขาว่ากันสามารถทำลายได้แม้แต่กำแพงหนา ๆ แถมยังมีวิชาที่ชื่อว่า วิชาชิงพลังวัตร คือสามารถดูพลังวัตรของคนอื่นได้ด้วย แม้จะมาจากตระกูลใหญ่แต่ด้วยความที่เป็นลูกของเมียรองเลยทำให้ ไม่ได้รับความสำคัญ เขาจึงใช้เวลาไปกับดนตรีและสุรานารี เสียส่วนมาก สุดท้ายได้เจอกับอ๋อง  หลี่หวู่หมิงและได้พูดคุยถูกคอกัน เขากลายเป็นมือปราบของท่านอ๋อง ซึ่งเขาจะเก่งเรื่องการเข้าหาผู้คนเพื่อสืบความลับโดยเฉพาะกับผู้หญิง

             อวี่จิ้งเซียง เจ้าของวิชาร่มพิฆาต เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม วัยยี่สิบปี นางมีหน้าตาสวยงาม แฝงด้วยความขี้เล่นและซุกซน นางเป็นบุตรสาวของนายอำเภอคนหนึ่ง นางหวังว่าจะเป็นขุนนางให้ได้ แต่เพราะเป็นสตรีเพศทำให้สอบเป็นขุนนางไม่ได้ แต่ก็พยายามจนอ่านออกเขียนได้  นางแอบไปดูพวกผู้ชายฝึกยุทธและชอบแอบไปอ่านตำราเพลงยุทธ ที่พ่อของนางเก็บเอาไว้ นางเอาร่มมาฝึกแทนอาวุธ โดยจำจากที่แอบดูมาและดัดแปลงจนกระทั่งนางสามารถคิดวิชาเพลงยุทธได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ร่มเป็นอาวุธ จึงตั้งชื่อว่าวิชา ร่มพิฆาต และกำลังจะปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับนางได้ว่าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของนาง ท่านอ๋องถึงกับประหลาดใจ เพราะนางมีความสามารถในระดับดีทีเดียว และเกิดความเอ็นดูขึ้นมา จึงให้นางมาเป็นมือปราบ ซึ่งนางก็เหมือนกับเป็นมันสมองของกลุ่มเพราะนางมีความฉลาด มากที่สุด

            ซุ่นมู่ซาน เจ้าของวิชาหมัดอสรพิษ ชายวัยสามสิบปี รูปร่างผอมบางจนเหมือนคนป่วย แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้วิชาแพทย์ การใช้พิษ และวิชาหมัดอสรพิษ เดิมทีเขาเป็นสมาชิกในกลุ่มโจรเกือบโดนประหารไปแล้ว แต่ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้รับรู้ว่า เขาคอยพยายามรักษาคนป่วยคุกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ท่านอ๋องรู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย จึงได้ขอตัวเอามามือปราบ  ซึ่งเขาเหมือนจะเป็นหมอประจำกลุ่มและยังคอยรักษาคนป่วยอยู่เสมอ ๆ

            หลังจากที่ทั้งสี่มาอยู่ในสังกัดของท่านอ๋องก็สร้างชื่อในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวบ้าน โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

            ทั้งสี่เดินเข้ามา ทุกคนอยู่ในชุดยาวสีแดงที่ปลายแขนเสื้อปักด้วยด้ายสีฟ้าเป็นรูปท้องทะเล  และชายเสื้อก็ปักเป็นรูปเดียวกัน และใส่สายคาดเอวสีดำ สวมหมวกสีดำติดด้วยพู่สีแดง และทำความเคารพท่านอ๋องพร้อมกัน

            “ขอพระองค์ อายุยืน เก้าพัน เก้าพัน ปี ขออภัยที่พวกข้ามาช้า”

            “ลุกขึ้นทำตัวตามสบายเถอะ แล้วก็ข้าบอกหลายทีแล้วไม่ต้องมากพิธีหรอก นี่มันในบ้านข้า” ท่านอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจ ทั้งสี่ลุกขึ้นแทบทัน

“ท่านอ๋องเรียกพวกเรามาวันนี้ด้วยกิจอันใดหรือพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงถามทันที

“รู้เรื่องโอสถทิพย์ หรือยังล่ะ” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงตรัส ทั้งสี่มองหน้ากัน ซุ่นมู่ซานเลยพูดขึ้นมา

“โอสถทิพย์ คือ ยาวิเศษ ในคำทำนายของโหรหลวง[6]ของราชวงศ์ก่อนนี่ มันเป็นเหมือนเรื่องเล่า ข้าเรียนรู้ตำรแพทย์มา ก็เคยอ่านเจอเท่านั้นไม่เคยเห็นของจริงเลยนะพะยะค่ะ จนหลายคนคิดไม่มีแล้วล่ะพะยะค่ะ อาจารย์ข้าเองก็พยายามปรุงยาที่ว่ามาหลายปีแล้วล่ะพะยะค่ะ แต่ก็ขว้าน้ำเหลวตลอด จนบางคนคิดว่าโหรหลวงคนนั้นเป็นพวกต้มตุ๋มไปแล้ว”

ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

“ตอนนี้ของจริงปรากฎขึ้นมาแล้วล่ะ”

“ทรงพูดอะไรนะเพค่ะ” อวี่จิ้งเซียงรีบถามทันที

“เป็นเรื่องจริงสายข่าวของข้า แจ้งแแล้วว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง”

“จริงเหรอพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คนอื่น ๆ เองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ท่านอ๋องพยักหน้า

“สายข่าวบอกว่า มีนักพรตเหมาซานคนหนึ่ง ได้ทำการปลุกเจียงซือ เพื่อส่งร่างคนตายกลับบ้าน แล้วนักพรตไปพบโอสถทิพย์เข้าและ เผลอเอาโอสถทิพย์ให้เจียงซือตนหนึ่งกิน เจียงซือตนนั้น คืนชีพ กลับมาสติอีกครั้งหนึ่ง และทำร้ายนักพรตคนนั้นตาย เจ้าเจียงซือตนนั้นก็หนีไปพร้อมกับโอสถทิพย์” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา

“พระองค์แน่พระทัยแล้วหรือเพค่ะ ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้ พวกเหมาซานส่วนมากก็เป็นพวกต้มตุ๋นทั้งนั้นเลยนี่” อวี่จิ้งเซียงแย้งขึ้น

“จิ้งเซียงตั้งแต่เจ้า เข้าศาสนาใหม่เนี่ย ก็มองพวกความเชื่อเก่า ๆ กลายเป็นผู้ร้ายตลอดเลยนะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดพลางหัวเราะ

[1] ไม่ต้องเปิดตำราไหนดูหรอกนะครับ ราชวงค์นี้สมมุติขึ้นมาครับ ดินแดนก็เหมือนกัน คำว่า ดันซือ แปลว่าโลกครับ  ถ้าเทียบเวลาก็น่าจะช่วงกลางหมิงครับ แต่ธีมของจีนเป็นหมิง แต่มีการผสม ของประเทศอื่นมาด้วย

[2] วิชาเหมาซาน วิชาเหมาซาน เป็นศาสตร์หนึ่งของลัทธิเต๋า ที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์, ค่ายกล, คณิตศาสตร์ และ กลศึก ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วิทยาศาสตร์แบบจีน ซึ่งที่มาของคำว่า เหมาซานนั้น เป็นชื่อของภูเขาแหน่งหนึ่งในหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของของสำนักเหมาซานนั่นเอง

[3] 1.เจียงสือคือ ผีดิบ ตามความเชื่อจีน  โดยมีนักประพันธ์ชาวจีนในราชวงศ์ชิง ปีค.ส.1724-1805 หรือ พ.ศ.2267-2348 นามว่า จี้เสี่ยวหลาน ได้บันทึกเอาไว้ โดยได้ระบุสาเหตุในการฟิ้นคืนชีพไว้ดังนี้ 1.ถูกปลุกชีพโดยพวกหมอผี

2.ศพถูกสิงโดยวิญญาณชั่วร้าย

3ศพได้รับการดูดซับพลังหยินหยางจนสามารถคืนชีพได้

4.หยวนเหม่ย นักปราชในยุคเดียวกันได้ตั้งทฤษีจิตเลวจิตดีจิตเลวเอาไว้ว่า มนุษย์มีทั้งจิตดีและจิตชั่วอยู่ในร่างเมื่อตนเราตายลงจิตทั้งสองจะออกจากร่าง แต่ถ้าจิตชั่วอยู่ในร่าง จะทำให้กลายเป็นผีดิบ

5.ศพไม่ได้ถูกฝั่งอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้ามีแมวดำมากระโดดใส่ หรือถูกผ้าฝ่าใส่ศพจะกลายเป็นเจียงสือ

6.ตายอย่างผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ศพจะอาฆาตและกลายเป็นเจียงสือ

7.ติดเชื้อเพราะโดนเจียงสือกัน

แต่ว่าจริง ๆ มาจาก พิธีส่งศพพันลี้ การขนศพในท่ายืน จะเคลื่อนย้ายโดยการสอดลำไม้ไผ่ไว้ใต้รักแร้ พร้อมผูกแขนทั้งสองข้างของศพไว้กับไม้ไผ่ ใช้คนหามปลายลำไม้ด้านหน้าและหลังอย่างละ 1 คน ซึ่งบ้างครั้งอาจขนศพมากถึง 2-3 ศพในครั้งเดียว  แล้วนักพรตก็จะมีกระดิ่งไว้สั่น เพื่อให้คนที่ได้ยินรู้ว่ากำลังมีพิธีนี้อยู่แถว ๆ นั้น เพราะพิธีนี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้พบเห็ทำให้เมื่อคนทั่วไปเห็นวิธีการขนศพดังกล่าวก็จะเข้าใจผิด เกิดความเชื่อเรื่องเจียงซือเดินทางด้วยการกระโดด สาเหตุที่ไม่ใช้โลงเพราะเพราะค่าใช้จ่ายสูงและขนย้ายลำบาก

[4] เฟิงเถียวอวี่ซุ่น (风调雨顺 - Fēng tiáo yǔ shùn) เป็นสำนวนจีนมงคลที่แปลว่า 'ลมพัดดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล' สื่อถึงความราบรื่น สะดวกสบาย สภาพอากาศดีเยี่ยม และความสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง มักใช้เป็นคำอวยพรให้กิจการก้าวหน้า การเดินทางปลอดภัย และชีวิตมีความสุขสงบ รุ่งเรือง. 

[5] พลังวัตร คือ พลังงานชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ผ่านการทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย.

[6] โหรหลวงจีน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน หรือที่เรียกกันว่า เซาโลแส (先生) ทำหน้าที่ทำนายดวงชะตา ผูกดวงจีนโดยใช้หลัก ธาตุทั้ง 5 (五行) (น้ำ, ไม้, ไฟ, ดิน, ทอง) และ หลักปีนักษัตร (สิบสองราศี), ศาสตร์การคำนวณเวลาเกิด, และ หลักฮวงจุ้ย เพื่อพยากรณ์อนาคต, การดำเนินชีวิต, การงาน, ความรัก, สุขภาพ และช่วยปรับปรุงฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในจีน. 

Palawakin
Susunod na Kabanata
I-download

Pinakabagong kabanata

Higit pang Kabanata
Walang Komento
26 Kabanata
บทที่ 1/1
อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1 อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า “มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งช
Magbasa pa
บทที่ 1/2
“ก็มันจริงเราจับมาหลายคนแล้วนี่ พวกของจริงมีน้อยมากนะ” “แต่ก็ยังมีของจริงให้เห็นอยู่บ้างนะ” เฟิงต้ายงดขึ้นมา “ใช่ของจริงน่ะมี แต่ก็มีแต่พวกเอาวิชาไปรีดเงินทั้งนี่ ไม่ได้เป็นคนดีคอยช่วยชาวบ้านซักหน่อย” อวี่จิ๋งเซียงพูดขึ้นมา เธอได้เข้านับถือศาสนาใหม่ความคิดของเธอออกจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย “สายข่าวข้า คือ พิราบดำนะ ถ้าไม่แน่ใจมันไม่ส่งข่าวมาหรอก ! มีชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์นะ มีคนรอดชีวิตนานพอจะเล่าเรื่องนี้ด้วย แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะโง่เชื่อโดยไม่คิด วิเคราะห์ แยกเยอะหรือไงหา !” ท่านอ๋องพูดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง พิราบดำคือสายลับหาข่าวมือดีของท่านอ๋อง ไม่เคยมีข่าวไหนเลยที่ไม่จริง เพราะไม่จริงเขาจะไม่ยอมพูดเด็ดขาด ทั้งสี่ไม่ใครกล้าพูดอะไรต่อ “มันขนาดทำให้ซากศพที่ไร้ความคิด คืนชีพได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันคือ โอสถทิพย์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเจ้ารู้มั้ยว่าหมายความว่าอะไร” ท่านอ๋องพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานรีบพูดทันที “ใช่แล้ว ตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงพระประชวนอยู่ ถ้าเรามีโอสถทิพย์นี่ ก็จะทำให้รักษาฮ่องเต้ได้”
Magbasa pa
ตอนที่ 2 1/2
ตอนที่ 2 “ข้าน้อยมาเพื่อรับใช้พระสนมพะยะค่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ข้าน้อยจะถวายชีวิตเพื่อรับใช้ท่าน” ว่ากันว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือให้นางได้เป็นฮ่องเฮา โดยไม่เลือกวิธีการเลย ต่อให้ต้องสังหารใครสักคนก็ยินดีทำเพื่อคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจ ยิ่งเมื่อได้รู้จักกับเจ้าลัทธิเสียงสวรรค์ เขาจึงได้ทำการสนับสนุนลัทธินี้เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเขาในการช่วยเหลืไทเฮา ในสิ่งที่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ทำให้ไทเฮาเรียกเขาว่า เก๊อเกอ เลยทีเดียวเพราะพระนางนับถือเขาเหมือนกับพี่ชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเจินกงกงแล้วนางยังเป็นคนที่เขารักเสมอเขาเลยทำทุกอย่างเพื่อนางได้ หลังจากที่ส่งพระนางเข้านอนแล้ว เขาก็เขียนจดหมายคำสั่งให้กับลัทธิเสียงสวรรค์ทันที “หาโอสถทิพย์มาให้ได้” สี่มือปราบเริ่ม สืบจากหมู่บ้านที่ได้รับรายงานก่อนซึ่งที่ พบคือ ร่างไร้หัวทั้งของนักพรตและเหล่าเจียงสือ แต่เจียงสือนี่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่ให้ซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอต้องงงก็คือ
Magbasa pa
ตอนที่ 2/2
เขาตะโกนเสียงดังฟังแล้วเหมือนกับสัตว์ร้ายกำลังคำราม ทุกคนสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร เขาหันมาทางเจียงสือแล้วพูดว่า “บิงโก! บิงโก! ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าอย่าให้ใครมากวนตอนข้ากำลังนอน” “ขอโทษครับนายท่าน” เจียงสือหรือในชื่อบิงโก รีบพูดทันหลายคนแปลกใจเพราะว่าชายตรงหน้าดูแล้ว เหมือนคนต่างชาติแต่กลับพูดภาษาถิ่นได้ชัดเจนจนเกือบเหมือนเจ้าของภาษา พั่งหู่ได้สติขึ้นมาแล้วร้องถามว่า “โอสถทิพย์อยู่ไหน !” “พูดบ้าอะไรวะ ไอ้หมูอ้วน” ชายต่างชาติพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แกว่าใครเป็นหมูไอ้ปากเสีย ฆ่าซะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวมันนั่นล่ะ” พั่งหู่ร้องสั่งเสียงดังลั่นพวกลูกน้องไปล้อม ชายต่างชาติเอาไว้ เขาส่ายหน้าและหยิบของสิ่งหนึ่งที่อยู่เอวออกมา มันเหมือนกับขดเชือกที่ถูกม้วนเอาไว้ แต่เมื่อมองดี ๆ สิ่งนั้นทำจากโลหะ และมีด้ามจับเหมือนกับดาบหรือกระบี่เขาสะบัดอย่างแรง สิ่งนั้นมันเหมือนกับกระบี่หรือดาบก็ไม่แน่ใจ เพราะมันทั้งบางอ่อน จนดูเหมือนกับแส้ และมันก็ยาวมาก เฟิงต้ายงเห็นก็ร้องออกมาว่า “เฮ้ย ! เสือกเข้าไปนะ”แต่ช้าไปแล้ว ชายต่างชาติสะ
Magbasa pa
ตอนที่ 3 1/2
ตอนที่ 3“ก็ไม่แปลกนี้ เจียงสือน่ะ คือการเอาพลังปีศาจใส่ในร่างศพนะ แต่มันเป็นพลัง อ่อน ๆ แค่ให้เคลื่อนไหวได้เท่านั้นล่ะ” เถียวเสี่ยวฟู่พูดขึ้นมา นางสั่งลูกศิษย์ให้ตั้งโต๊ะพิธี เธอเอาเข็มทิศวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับเศษหีบ เธอเริ่มร่ายมนตร์บางอย่าง เข็มทิศกับเศษหีบหลอมรวมกันทันที “ตอนนี้เข็มทิศนี้จะชี้ทางให้กับพวกท่านเอง” กวนหูเตี๋ยพูด แต่อวี่จิ้งเซียงรีบพูดว่า “ให้ประมุขไปกับเราด้วยได้มั้ยคะ มันจะดีกว่า ถ้ามีท่านไปด้วย”“ช่วงนี้ข้าอยู่ช่วงเก็บตัวทำสมาธิ ยังไงข้าจะส่งลูกศิษย์ไปก็แล้วกัน หวั่นฟาง” กวนหูเตี๋ยร้องเรียกหาลูกศิษย์ หญิงวัยยี่สิบต้น ๆ เดินเข้ามาหาอาจารย์ของเธอ เธอเป็นผู้หญิงร่างเล็กหน้าตาสวยงามตาแบบฉบับสาวแรกรุ่น เถียวเสี่ยวฟูมองนางอย่างไม่วางตา แต่อวี่จิ้งเซียงต้องสะกิดเป็นการเตือน “นางคือ คังหวั่นฟาง เป็นศิษย์เอกของข้าเอง ข้ารับประกันได้ว่า นางช่วยเหลือท่านได้แน่” “ให้นางไปคนเดียวเหรอขอรับ” เถียวเสี่ยวฟูพูดขึ้นมา “นางเก่งที่สุดแล้วล่ะ เชื่อเถอะว่านางจะช่วยท่านได้” กวนหูเตี๋ยพูดรับรอง ทางด้านเฟิงต้ายงกับซุ่นมู
Magbasa pa
3 2/2
ทุกคนมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ทั้งคังหวั่นฟานและเยี่ยตงลิ้วรู้สึกถึงไอปีศาจที่มากกว่าที่เคยเจอมาในครั้งไหน ๆ“เจ้านี่มันอะไรเนี่ย ทำไมไอปีศาจถึงได้มากขนาดนี้” เยี่ยตงลิ้วกลัวจนตัวสั่น “นี่พวกแกต้องการอะไรจากข้าหรือไง ถึงได้ก่อกวนข้าอยู่ได้เนี่ย” ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย“ลี่กุ้ย ! มากับเราซะ เจ้ามีสิ่งที่เราต้องการ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา“อะไรข้ามีอะไรที่เจ้าต้องการหรือไง แล้วมาเรียกคนอื่นแบบนี้ อยากโดนฟาดปากหรือไง” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด“งั้นก็บอกชื่อเจ้ามาซะสิ ไอ้ลี่กุ้ย” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา“แล้วทำไมต้องบอกวะ แล้วแกต้องการอะไรจากข้ากันแน่” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดสวนกลับ แต่เหมือนกับเยี่ยตงลิ้ว ได้สติแล้ว“ตั้งค่ายจัดการมัน หวั่นฟาง เจ้าไปร่วมด้วยเร็วเข้า”ศิษย์อีกแปดคนพร้อมหมาดำแปดตัว คังหวั่นงฟางเลยรีบไปสมทบ และเจ้าหมาดำตัวนั้นก็วิ่งตามไปด้วย ลำแสงส่องมาโดนร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย เขารู้สึกปวดแสบปวดร้อน แต่ก็กัดฟัน เถียวเสี่ยวฟู่เห็นเป็นโอกาสแล้วเลยดีดพิณเสียงพิณ ทำให้ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย โดนแรงกระแทกเขารู้สึกเห
Magbasa pa
บทที่ 4 1/2
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว
Magbasa pa
ตอนที่ 4 2/2
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
Magbasa pa
ตอนที่ 5
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
Magbasa pa
บทที่ 5/2
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
Magbasa pa
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status