อีกเรื่องที่ชอบคือ 'The Long Ballad' ซึ่งให้ความรู้สึกสเกลประวัติศาสตร์กว้างขวาง ฉากสงครามและการเคลื่อนพลถูกออกแบบมาอย่างละเอียด ทั้งมุมกล้องที่ยืดให้เห็นการจัดวางกำลังทหารและการเคลื่อนไหวของตัวละครเป็นภาพยนตร์มากกว่าซีรี่ย์ปกติ ชุดนักแสดงหญิงในเรื่องนี้ยังใช้สีและผ้าลายละเอียดที่ทำให้แต่ละฉากเหมือนภาพจิตรกรรมโบราณ ส่วนถ้าชอบโทนมืดเข้มและการออกแบบเมืองที่สมจริง 'The Longest Day in Chang'an' นับว่าเป็นตัวอย่างของการลงรายละเอียดแบบเมืองโบราณ ทั้งแสงไฟยามค่ำคืน แผนที่เมือง และบรรยากาศของตลาด นั่นทำให้ซีรี่ย์มีเท็กซ์เจอร์ของเวลาและสถานที่
สรุปรวม ๆ แล้ว ถ้าต้องการความแฟนตาซีที่หวือหวาให้เอนเอียงไปทาง 'The Untamed' หากอยากได้ฉากประวัติศาสตร์แบบโรแมนติก-ยุทธศาสตร์ลอง 'The Long Ballad' และถ้าเสพงานสร้างแบบทริลเลอร์ประวัติศาสตร์ให้เลือก 'The Longest Day in Chang'an' แต่ละเรื่องมีสไตล์ภาพที่ต่างกันจนสามารถเลือกตามอารมณ์การดูได้สบาย ๆ และก็ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชวนให้ย้อนกลับมาดูซ้ำอยู่เสมอ
One night stand ที่ตามหากันแทบตาย สุดท้ายก็อยู่แค่ปลายจมูกนี่เอง...
"นี่! ปล่อยได้แล้ว"
“โอ๊ย... ไอ้บ้า ต้องการอะไรอีกฮะ ได้ไปทั้งตัวแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ”
ทรงโปรดเงยหน้าจากซอกคอขาวผ่อง นัยน์ตาเขาส่งประกายกรุ่นโกรธขณะที่สบดวงตาที่มีแววดื้อรั้นของคนในอ้อมกอด
“ผมบอกไปแล้วใช่ไหม ว่าผมไม่วันไนท์กับคุณ”
เครดิตท้ายเรื่องของ 'Thor' นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าโลกของหนังเชื่อมกันอย่างจริงจังและตื่นเต้นมากขึ้น
ฉากคาเมโอที่เด่นที่สุดใน 'Thor' คือการปรากฏตัวของ Nick Fury ซึ่งแสดงโดย Samuel L. Jackson — เขาโผล่มาในซีนหลังเครดิตเพื่อชวน Dr. Erik Selvig ให้มาทำงานกับองค์กรที่ใหญ่กว่า สิ่งนี้ให้ความรู้สึกว่าเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่า และเป็นจุดเชื่อมตรงไปยังภาพยนตร์อื่น ๆ
ผมชอบวิธีที่ซีนเดียวสามารถเปลี่ยนระดับการเล่าเรื่องได้ ทั้งในเชิงแฟนเซอร์วิสและการวางพื้นฐานสำหรับเรื่องราวต่อไป การที่ Samuel L. Jackson โผล่มาแบบไม่คาดคิดยังช่วยกระตุ้นความอยากดูเครดิตจนครบอีกด้วย — เป็นคาเมโอที่ทำงานได้ดีทั้งเชิงเนื้อหาและอารมณ์