4 Answers2025-11-03 22:14:44
บทตอนที่ 41 ของ 'The Beginning After The End' เปิดเผยด้านที่โตขึ้นของตัวละครหลักอย่างชัดเจนและไม่อวดดี ในฉากนั้นมีช่วงเวลาที่อธิบายถึงการตัดสินใจที่หนักหน่วง ซึ่งฉันเห็นว่ามันไม่ใช่แค่การเพิ่มพลังหรือเทคนิคการต่อสู้ แต่มันเป็นการเติบโตของความรับผิดชอบและการยอมรับบทบาทใหม่ของเขาในโลกนี้ เมื่อเผชิญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน ตัวเอกแสดงให้เห็นความสามารถในการถอยออกมาไตร่ตรองแทนที่จะรีบพุ่งชนอย่างเดียว
ความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดอีกอย่างคือท่าทีเชิงอารมณ์ที่สงบขึ้นและความเห็นอกเห็นใจที่ขยายวงออก ไม่ใช่ว่าเขากลายเป็นคนอ่อนแอ แต่เป็นคนที่เลือกจะกระทำจากมุมมองที่กว้างขึ้น ผมรู้สึกว่าการแสดงออกทางสีหน้าและบทสนทนาในตอนนี้ช่วยเน้นว่าการเติบโตของเขาเป็นทั้งทางปัญญาและทางใจ ซึ่งทำให้ตัวละครมีเสน่ห์มากขึ้นและสร้างความคาดหวังว่าการตัดสินใจเหล่านี้จะส่งผลต่อเส้นเรื่องในอนาคตได้เยอะ
2 Answers2025-11-30 15:37:26
ฉากหนึ่งในตอน 135 ของ 'The Beginning After The End' ทำให้ฉันหยุดอ่านแล้วเริ่มคิดซ้ำไปมาว่าตัวละครลึกลับคนนั้นแท้จริงแล้วเป็นใคร — นี่เป็นทฤษฎีที่แฟนๆ พูดถึงกันมากที่สุดและฉันชอบคุยเรื่องละเอียดๆ แบบนี้สุดใจ
จากมุมมองของคนที่ติดตามเรื่องนี้มานาน ฉันสังเกตว่าพฤติกรรมและสัญลักษณ์เล็กๆ หลายอย่างชวนให้คิดว่าเขาอาจมีความเกี่ยวพันกับอดีตของอาเธอร์มากกว่าที่คิด เช่น การใช้เวทที่มีโทนสีคล้ายกับพลังของราชาเก่า หรือการแสดงออกที่เหมือนคนรู้จักกันมานาน แฟนๆ หลายคนนำหลักฐานเหล่านี้มาสร้างทฤษฎีว่าเขาอาจเป็น 'อาเธอร์ในมิติเวลาอื่น' หรือไม่ก็ 'ผู้รับใช้ที่ซ่อนตัวของราชวงศ์เก่า' ทฤษฎีนี้น่าสนเพราะอธิบายความคุ้นเคยและท่าทีที่ไม่เปิดเผยของตัวละครได้อย่างพอสมควร
อีกมุมที่ฉันเห็นว่าแฟนๆ ให้ความสนใจกันคือความเป็นไปได้ที่ตัวละครนั้นเป็นสายลับจากองค์กรลับซึ่งมีเป้าหมายยุ่งเกี่ยวกับพลังงานโบราณ — ข้อนี้สังเกตได้จากการกระทำที่เป็นระบบ ไม่ใช่อารมณ์ล้วน และการมีเครื่องหมายบางอย่างบนตัวที่สอดคล้องกับแผนที่หรือเอกสารโบราณที่โผล่ในฉากก่อนหน้า ถ้าเป็นจริง ผลกระทบต่อโครงเรื่องจะยิ่งใหญ่เพราะจะเปิดพื้นที่ให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกลุ่มหลัก ฉันอยากเห็นการหักมุมแบบที่ไม่ใช่แค่การเปิดเผยตัวตน แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองเราต่อความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ณ จุดนี้ฉันเอียงไปทางทฤษฎีสายลับมากกว่าการเป็นอวตารของอาเธอร์ เพราะมันให้ความเป็นไปได้ในการขยายโลกและตัวละครมากกว่า — แต่อย่างไรก็ตาม ความลับแบบนี้ถ้าเฉลยแบบนุ่มนวลจะฟาดใจแฟนๆ ได้สุดๆ
3 Answers2025-11-03 05:21:28
บทนี้ของ 'The Beginning After The End' เปิดมาด้วยความดุเดือดที่ทำให้หัวใจเต้นตามฉากต่อสู้ได้ง่าย ๆ — การเผชิญหน้าระหว่างตัวเอกกับฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เป็นแค่การโชว์พลัง แต่เติมด้วยแรงกระทบทางอารมณ์ที่หนักแน่น เราเห็นวิธีการใช้เวทมนตร์ที่ละเอียดขึ้นและการตัดสินใจแบบทันทีของพระเอกซึ่งส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในฉากที่สะท้อนนิสัยเดิมของตัวละคร ทำให้การต่อสู้ไม่ใช่แค่บู๊ แต่เป็นบททดสอบความเป็นคนของเขา
ฉากกลางบทเล่าเรื่องผ่านมุมมองของผู้เล่นหลายคน ทำให้เราเห็นว่าผลของการกระทำไม่หยุดอยู่ที่คนหนึ่งคนเท่านั้น บทสนทนาสั้น ๆ ระหว่างตัวละครรองเผยข้อมูลเชิงโลกทัศน์และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับความสำคัญของเหตุการณ์ให้รู้สึกกว้างขึ้น และในขณะที่หลายฉากเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว บทส่งท้ายกลับหยุดเวลาเล็กน้อยเพื่อให้ผู้อ่านได้ซึมซับผลที่ตามมา
ตอนจบบททิ้งปมสำคัญไว้ชัดเจน — ไม่ได้เป็นแค่การปล่อยให้เรื่องค้าง แต่เป็นการโยนคำถามเชิงจริยธรรมและความรับผิดชอบให้ตัวเอกต้องตอบ การอ่านบทนี้รู้สึกเหมือนได้ดูการเติบโตย่อม ๆ ของคนคนหนึ่งท่ามกลางความโกลาหล และฉากสุดท้ายก็ชวนให้รอคอยว่าเส้นทางต่อไปจะหนักแน่นหรือแตกสลายอย่างไร
5 Answers2025-11-02 12:34:22
บอกเลยว่าตอนที่อ่าน 'The Beginning After The End' ตอนที่ 134 ผมรู้สึกเหมือนโดนดึงเข้าไปในจิตใจของตัวเอกมากกว่าฉากบู๊ใดๆ
ฉากในบทนี้ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจและความเปลี่ยนแปลงภายในของตัวละครเอก ซึ่งทำให้ผมต้องหยุดคิดว่าการเติบโตของเขาไม่ได้วัดกันที่พลังอย่างเดียว แต่เป็นการยอมรับความเปราะบางและเลือกทิศทางใหม่ ๆ การที่บทนี้ลงลึกในความคิด การตั้งคำถามต่อจุดยืนเดิม ๆ และการเผชิญหน้ากับผลของการตัดสินใจก่อนหน้านั้น ทำให้เนื้อเรื่องหลักมีมิติขึ้นทันที
ผลทางพล็อตคือมันทำหน้าที่เป็นสปริงบอร์ดให้การกระทำต่อไปของเขามีน้ำหนักมากขึ้น — ไม่ว่าการเผชิญหน้าครั้งถัดไปจะเป็นการต่อสู้หรือการเจรจา เราจะเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้เส้นเรื่องหลักไม่ใช่แค่อำนาจปะทะ แต่กลายเป็นเรื่องของความรับผิดชอบและผลลัพธ์ที่ตามมา ปิดท้ายด้วยความรู้สึกว่าเหตุการณ์เล็กๆ ในบทนี้จะกลับมาตอกย้ำพล็อตใหญ่ในภายหลังแน่นอน
3 Answers2025-11-03 15:14:07
บทนี้วางแกนเรื่องไว้ที่ความขัดแย้งภายในของตัวเอกและผลที่ตามมาจากการตัดสินใจเชิงอำนาจ ซึ่งทำให้ตอนที่ 138 ของ 'The Beginning After the End' รู้สึกหนักแน่นทั้งด้านจิตใจและเหตุการณ์
ในมุมมองของฉัน ฉากหลายฉากในตอนนี้ไม่ได้เน้นแค่การชนกันด้วยเวทหรือดาบ แต่ตั้งคำถามกับความหมายของพลังว่าควรถูกใช้ไปเพื่ออะไร การเสนอภาพอาเธอร์ต้องเผชิญหน้ากับอดีตและความคาดหวังจากคนรอบข้าง ทำให้บทพูดและมุมกล้องที่นิ่ง ๆ มีน้ำหนักมากกว่าการต่อสู้ที่ระเบิดอลังการ เหตุการณ์ยิบย่อยที่ดูเหมือนจะเป็นแค่บทเชื่อม กลับสะท้อนเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและการยอมรับตัวตนที่เปลี่ยนไป
ฉันมองเห็นการตีความธีมนี้สอดคล้องกับงานอื่น ๆ ที่ชอบ เช่นฉากที่ตัวละครต้องเลือกระหว่างพลังกับความเป็นมนุษย์ใน 'Fullmetal Alchemist' ซึ่งทำให้คิดถึงวิธีผู้แต่งใช้ภาพเล็ก ๆ เพื่อสื่อความหมายใหญ่ ตอนนี้เองใช้บทสนทนาและโทนภาพเงียบ ๆ ช่วยขับเน้นความขัดแย้งภายใน แทนที่จะเน้นความยิ่งใหญ่ของฉากบู๊เพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์คือความรู้สึกว่าโลกของเรื่องขยายตัว—ไม่ใช่แค่ภูมิประเทศหรือกองทัพ แต่เป็นจิตใจของตัวละครด้วย
3 Answers2025-11-03 01:47:55
นี่คือสามฉากที่ผมมองว่าสำคัญสุดจากตอนที่ 138 ของ 'The Beginning After The End' — แต่จะเล่าแบบไม่เร่งรีบเพื่อให้แต่ละฉากได้หายใจหน่อย
ฉากแรกเป็นการปะทะที่แรงและมีภาพคอนทราสต์ชัดเจน เสียงระเบิดพลังกับเงาแสงทำให้การต่อสู้ดูไม่ใช่แค่การแลกหมัด แต่เป็นการชนกันของอุดมคติ ฉากนี้งานภาพใช้การจัดองค์ประกอบแนวตั้งกับเส้นการเคลื่อนไหวชัดมาก ทำให้ผมรู้สึกว่าแรงกระแทกแทบทะลุหน้าเว็บได้ แถมมุมกล้องยังเน้นใบหน้าแต่ละคนในจังหวะสำคัญ เห็นทั้งความเด็ดเดี่ยวและความลังเลไปพร้อมกัน
ฉากที่สองเป็นโมเมนต์ส่วนตัวระหว่างสองตัวละครที่ความเงียบพูดแทนคำพูดได้ทั้งหมด บางครั้งเสียงลมกับเสียงหัวใจของตัวละครแทบจะได้ยิน ผมชอบรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการจับมือ การมองตา ทำให้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนถูกตอกย้ำโดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว ฉากนี้เป็นจังหวะที่คั่นเรื่องราวแอ็กชันได้อย่างลงตัว มันเหมือนช่องว่างให้หายใจ ก่อนจะกระโดดไปสู่การเปิดเผยครั้งใหญ่
ฉากสุดท้ายเป็นการเปิดเผยเบาะแสหรือเอกสารสำคัญซึ่งพลิกมุมมองของสถานการณ์ทั้งหมด ข้อมูลในฉากนี้เชื่อมโยงเส้นเรื่องหลายเส้นเข้าด้วยกัน ทำให้ผมกลับไปไล่อ่านภาพก่อนหน้าในหัวอีกครั้ง รู้สึกเลยว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้บนสนาม แต่มีการวางหมากทางการเมืองและแรงจูงใจส่วนบุคคลที่เริ่มปะติดปะต่อกัน ตอนจบของตอนนี้จึงทิ้งแผลเล็ก ๆ ไว้ให้ค้างคา หวังว่าตอนต่อไปจะจ่ายคำตอบให้ทันใจซะที
4 Answers2026-07-11 00:24:56
บทเปิดของ 'the beginning after the end' ตอนที่ 1 พาเราไปพบกับสองฝั่งของชีวิตหนึ่งคน — ชายผู้เคยเป็นราชาและเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก
ฉากเริ่มแรกให้ภาพของราชา Grey ที่มีอำนาจและความเหว่ว้าในเวลาเดียวกัน ในนามของราชาเขาเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่เรื่องราวอ้างอิงถึง แต่วินาทีต่อมาเรื่องก็พลิกไปที่การเกิดใหม่ของวิญญาณเดียวกันในร่างของเด็กน้อยชื่ออาเธอร์ เลย์วิน (Arthur Leywin) ผมติดใจตรงที่บทเปิดไม่ได้แค่แนะนำตัวละคร แต่ยังสื่อความแตกต่างระหว่างชีวิตเก่าและใหม่ผ่านมุมมองของทั้งสองตัวตน
นอกเหนือจากราชา Grey และอาเธอร์ ผู้ที่ปรากฏในหน้าแรกยังรวมถึงสมาชิกในครอบครัวของ Leywin และผู้ดูแลรอบเตียงคลอด เช่น พยาบาลหรือพ่อแม่ที่กำลังกังวล ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของชะตาชีวิต การอ่านย่อหน้าแรกทำให้ผมคิดถึงธีมเรื่องการเริ่มต้นและการสูญเสีย ในแง่นี้ตัวละครเหล่านี้จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงพล็อตและอารมณ์
สรุปคือ ถาจะบอกรายชื่อหลัก ๆ ในตอนที่ 1 ก็คือราชา Grey กับอาเธอร์ เลย์วิน เป็นแกนหลัก และมีตัวละครรองอย่างครอบครัว Leywin กับผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ที่ปรากฏเป็นฉากสลับไปมา บทเปิดทำหน้าที่ได้ดีในการปูพื้นทั้งตัวละครและบรรยากาศ จบแล้วผมยังอยากรู้ว่าจากนี้อาเธอร์จะเติบโตและรับมือกับเงาของอดีตอย่างไร
3 Answers2025-11-03 21:35:09
พล็อตของตอนนี้ทำให้ผมหยุดอ่านกลางคืนนานได้เลย — ในมุมมองของแฟนรุ่นใหม่ที่ติดตามทั้งเวบตูนและนิยาย ฉบับตอนที่ 138 ของ 'The Beginning After The End' ถูกดัดแปลงมาจากนิยายตอนที่ประมาณ 111–112 โดยรวมเอาเหตุการณ์สำคัญจากสองตอนมาต่อกันให้จบในพาเนลเดียว หนังสือเอาเวลาไปขยายความคิดภายในของตัวละครมากกว่า แต่งานภาพในเวบตูนเลือกที่จะย่อรายละเอียดบางส่วนแล้วเพิ่มจังหวะภาพแอคชั่นให้เด่นขึ้น ฉันสังเกตว่าสิ่งที่เวบตูนเน้น (เช่นมุมกล้องที่จับการเคลื่อนไหวของอาวุธและการแลกเปลี่ยนคำพูดสั้น ๆ) มาจากช่วงท้ายของตอน 111 ขณะที่จุดหักมุมและบทสนทนาสำคัญที่เปิดเผยข้อมูลเบื้องหลังถูกยกมาจากตอน 112
ความแตกต่างเล็ก ๆ ที่น่าสนใจคือฉบับนิยายให้เวลาการบรรยายความรู้สึกเสียใจและแรงจูงใจของฝ่ายตรงข้ามมากกว่า ทำให้ภาพความขัดแย้งมีมิติ ในขณะที่เวบตูนเลือกใส่ฉากเสริมภาพเพื่อให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมทันที ๆ นั่นหมายความว่าถ้าต้องการเห็นรายละเอียดเบื้องลึกจริง ๆ ควรอ่านนิยายตอน 111–112 ประกบกับเวบตูน แต่ถาต้องการอรรถรสของฉากเดิมพันสูงตอนเดียวจบ เวบตูนก็ทำออกมาได้กระแทกใจดี เหมือนกินอาหารจานโปรดทั้งที่จานเล็กลงแต่จัดวางงดงาม — เป็นความรู้สึกที่ชวนเก็บไปคิดต่อหลังวางแท็บเล็ตไว้
1 Answers2025-11-30 12:04:44
กลิ่นอายของการวางพล็อตใน 'the beginning after the end' ตอนที่ 135 ให้ความรู้สึกเหมือนผู้แต่งกำลังเลี้ยงจังหวะเพื่อระเบิดบางอย่างที่ใหญ่ขึ้นอีกขั้นหนึ่งมากกว่าเพียงแค่เดินเรื่องแบบต่อเนื่อง ฉันมองว่าเป้าหมายหลักของผู้แต่งในตอนนี้คือการผสมผสานจังหวะอารมณ์กับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างระมัดระวัง ทำให้อ่านแล้วรู้สึกว่าแต่ละฉากมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตอกย้ำผลจากการตัดสินใจครั้งก่อนหรือการวางเงื่อนไขให้เหตุการณ์ในอนาคตเกิดขึ้นอย่างไม่กระท่อนกระแท่น การเลือกให้มีช่วงเวลาสงบสลับกับช่วงลุกเป็นไฟช่วยให้การเปิดเผยหรือการหักมุมท้ายตอนมีน้ำหนักยิ่งขึ้น และนั่นเป็นเทคนิคที่ผู้เขียนใช้บ่อยตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงตอนนี้
แนวทางที่ผู้แต่งมักใช้ในตอนสำคัญอย่างตอนที่ 135 คือการวางเส้นเรื่องย่อยหลายเส้นแล้วค่อยๆ ดึงเข้าหาจุดศูนย์กลางของอารมณ์และธีม ตัวอย่างเช่นจะมีทั้งฉากที่เป็นการต่อสู้ภายนอกและฉากที่เป็นการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวเอก ซึ่งการสลับกันแบบนี้ทำให้ผู้อ่านได้เห็นพัฒนาการของตัวละครพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์รอบตัว นอกจากนี้ผู้แต่งยังชอบฝังเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ไว้ล่วงหน้าที่ดูเหมือนไม่สำคัญในตอนแรก แต่กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในภายหลัง ฉันเห็นการใช้เทคนิคนี้บ่อยจนรู้สึกว่าแต่ละตอนถูกวางแผนเหมือนพัซเซิลชิ้นหนึ่ง ที่เมื่อประกอบเข้ากับชิ้นอื่นแล้วภาพรวมจะยิ่งชัดเจนขึ้น
การจัดวางองค์ประกอบอื่นๆ เช่นบทสนทนา รายละเอียดโลก และการขยับบทบาทตัวละครสำรอง ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ตอน 135 ดูมีความหมายมากขึ้น ในแง่บทสนทนาผู้แต่งมักตั้งใจให้แต่ละบทพูดเป็นตัวแทนของแนวคิดหรือแรงกระตุ้นที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างความขัดแย้งระหว่างจริยธรรมและผลประโยชน์ ซึ่งช่วยยกระดับความซับซ้อนให้กับเรื่องราว ส่วนรายละเอียดโลกหรือการอ้างอิงตำนานต่างๆ ที่ถูกยกขึ้นมาในตอนนี้มักไม่ได้ทำเพียงเพื่อเพิ่มสีสัน แต่มีจุดประสงค์เพื่อทำให้การตัดสินใจของตัวละครสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาจากบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของโลกนั้น ๆ
สรุปแล้วแผนการของผู้แต่งในตอนที่ 135 ดูจะเป็นการเตรียมเวทีให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยยังยึดหลักการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ เปิดไพ่และให้ผลตอบแทนทางอารมณ์แก่ผู้อ่าน การจบตอนด้วยความคลุมเครือหรือการเปิดช่องให้เกิดความคาดหวังในตอนต่อไปเป็นการย้ำว่าผู้แต่งเข้าใจจังหวะของงานเขียนเชิงซีเรียลอย่างดี ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นและอยากเห็นว่าการเตรียมฉากทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรในบทต่อๆ ไป
1 Answers2025-11-30 04:14:40
แฟนๆ หลายน่าจะอยากรู้ว่าตอนที่ 135 ของ 'The Beginning After The End' พาเราไปพบอะไรบ้าง และถ้าต้องเล่าแบบย่อๆ ผมคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงที่สมดุลระหว่างการพัฒนาตัวละครกับความตึงเครียดทางพล็อตได้ดีมาก
ในตอนนี้โทนเรื่องยังคงผสมระหว่างการค้นหาตัวตนและความรับผิดชอบของตัวเอก กับการตั้งค่าความขัดแย้งที่กำลังจะระเบิด ฉากสำคัญหลายฉากเน้นไปที่การเผชิญหน้าเชิงอำนาจที่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก ตัวเอกไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงเพื่อโชว์พลัง แต่มีการเน้นถึงเหตุผลทางจิตใจที่ทำให้เขาต้องเลือกทางนั้น การบรรยายและภาพประกอบในหลายช่วงช่วยย้ำเรื่องการเติบโต ทั้งด้านเวทมนตร์และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ทำให้ฉากที่อาจเป็นแค่อวดพลัง กลายเป็นช็อตที่มีความหมาย
มุมเล่าเรื่องยังใส่รายละเอียดเรื่องผลพวงของการต่อสู้และการเมืองในโลกของนิยายเอาไว้ด้วย ฉากสนทนาหลังการปะทะมีบทบาทสำคัญตรงที่เปิดเผยความเชื่อมโยงเก่าที่เรายังไม่รู้อย่างช้าๆ และแสดงให้เห็นว่าฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ในแนวหน้าเองก็มีแผนการและความกลัวเป็นของตัวเอง ฉากย่อยๆ อย่างการเดินทางข้ามเมือง หรือบทสนทนาเชิงวางแผน ทำหน้าที่เป็นการพักโทนและให้ข้อมูลสำคัญที่คอยผลักดันเรื่องไปข้างหน้า ขณะเดียวกันก็ยังคงความลุ้นว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปจะส่งผลอย่างไรต่อคนรอบข้าง
ส่วนความรู้สึกส่วนตัว ผมชอบการบาลานซ์ระหว่างฉากต่อสู้กับซีนพัฒนาความสัมพันธ์ เพราะมันทำให้ตัวละครรู้สึกมีมิติมากกว่าแค่ฮีโร่ที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ 135 จึงเป็นตอนที่ให้ความคาดหวังสำหรับตอนต่อไป ทั้งในแง่ความลึกของพล็อตและการขยับตำแหน่งของฝ่ายต่างๆ ในสนามรบ ชอบตรงที่มีมุกเล็กๆ ทางอารมณ์ที่ทำให้ผมยิ้มได้แม้จะมีความเครียดอยู่เต็มหน้าเรื่อง นี่เป็นตอนที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเรื่องยังมีลมหายใจและยังอยากติดตามต่อไป