เข้าสู่ระบบโปรยปราย... องค์หญิงเถียนเอ๋อร์ คือราชทินนามที่นางได้รับจากองค์จักรพรรดิ ซึ่งมาพร้อมหน้าที่อันใหญ่ยิ่งที่ ซ่งผิงซื่อ ต้องใช้ทั้งกายและใจแลกมาก หากแต่เมื่อได้มาแล้ว นางกลับต้องพานพบกับความเจ็บปวด ตามเนื้อเรื่องในหน้านิยาย และต้องสูญเสียทุกสิ่งไปเพียงเพราะความแค้น ทว่าเมื่อ ซ่งผิงซื่อ ครูสาวผู้มาจากปี 2025 มาเกิดใหม่ในร่างนี้ นางจึงขอเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของนางร้ายที่น่าสงสารผู้นี้เสียใหม่ และจะขอเป็นเพียงสตรีตัวประกอบที่มีความสุขอย่างเรียบง่ายในนิยายเรื่องให้ได้
ดูเพิ่มเติมขอฝากนิยายเรื่องใหม่ของแป้งด้วยนะคะ
บทนำ 1
บททดสอบของมนุษย์ต้องเกิดขึ้นสักกี่ครั้งกี่หนกัน...
ซ่งผิงซื่อจิกเล็บลงบนราวระเบียงที่ทำจากหินอย่างเจ็บแค้น ยามมองไปยังภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่กี่จั้ง ฝ่ายบุรุษคือคนที่นางปักใจรักมาเนิ่นนาน หากแต่อีกหนึ่งคือสตรีที่นางเคยยึดถือว่าเป็นสหาย พวกเขาแอบพลอดรักกันอย่างหน้าด้านลับหลังนาง ทั้งที่วันนี้คือวันแต่งงานของนางกับเขา
ช่างใจร้ายนัก...
ซ่งผิงซื่อคิดอย่างเจ็บช้ำ ตัวนางเองจะว่าไปแล้วก็มีฐานะไม่ด้อยเป็นถึงองค์หญิงแห่งแคว้นเถียนอันมั่งคั่ง หากแต่ความมีเกียรตินี้ก็ใช่ว่าจะสามารถแลกมาซึ่งรักแท้ที่จริงใจ
แม้ตัวนางจะถูกแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิง เนื่องจากทางฮ่องเต้แคว้นเถียนไม่มีธิดา ทำให้ตัวนางซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านเสนาบดี
ซ่งซีอันได้ถูกคัดเลือกให้มาเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นเว่ยในวันนี้ความยิ่งใหญ่และมั่นคงของแคว้นเว่ยและแคว้นเถียน จำต้องแลกมาด้วยน้ำตาของนางหรืออย่างไรกัน
นั่นคือคำถามที่ซ่งผิงซื่อเฝ้าถามตนเอง ตั้งแต่ก้าวแรกที่พาตัวเองเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องราวในราชสำนักของแคว้นเว่ย
ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับนาง เพราะซ่งผิงซื่อเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน จึงถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีเป็นที่หนึ่ง เรื่องส่วนตนเป็นที่สองเสมอมา แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับนางในเวลานี้นั้นหนักหนาเกินไป
หญิงสาวยังจำได้ดีว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตของนางต้องพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งเจ้าตัวยังคงจำมันได้อย่างแม่นยำราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
จุดเริ่มต้นของมันเกิดขึ้นในวันหนึ่งของฤดูร้อน...
เกี้ยวลงรักสีดำสนิทเคลือบลายทองที่แสนโดดเด่นถูกวางลงที่หน้าประตูวังอย่างมั่นคง ก่อนที่โฉมสะคราญวัยสิบห้านางหนึ่งจะก้าวลงมาจากเกี้ยวด้วยกิริยาอันอ่อนโยน
ซ่งผิงซื่อประหม่ายิ่งนัก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางเดินทางมายังต่างแคว้นพร้อมคณะทูตจากแคว้นเถียน โดยนางได้รับหน้าที่นำของขวัญอันล้ำค่ามากมายมามอบให้องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเว่ย ในฐานะตัวแทนของจักรพรรดิแคว้นเถียน
หญิงสาวรอคอยในพื้นที่โถงหน้าไม่นานก็ถูกขันทีเชิญให้ก้าวล่วงเข้าสู่ภายใน นางไม่กล้ามองไปทางใดเลย นอกจากพื้นที่เคียงข้างบัลลังก์มังกร อันเป็นที่นั่งสำหรับองค์รัชทายาทนามว่า ‘เว่ยว่านชาง’
ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ดวงหน้าของเขามีแววดื้อรั้นถือดีเล็กน้อย
ดูไม่ต่างจากภาพวาดที่นางเคยเห็น หากแต่ตอนนี้ที่สัมผัสได้คือรัศมีแห่งความสูงส่งที่ดูเหมือนจะทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่น่ายำเกรงอยู่ไม่น้อยทว่าสำหรับซ่งผิงซื่อแล้ว นางถูกอบรมมาเป็นอย่างดีว่าต้องทำทุกทางเพื่อเอาชนะใจเขาในคราแรกพบให้ได้ เพียงเพื่อต้องการให้ทั้งสองแคว้นมีความสัมพันธ์อันดีโดยผ่านการแต่งงาน
เรื่องการแต่งงานต่างแคว้นล้วนมีมาแต่โบราณ ซ่งผิงซื่อทราบเรื่องนี้ดี และนางก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่หมายขององค์รัชทายาทเว่ยว่านชางมาตั้งแต่รู้ความแล้ว ดังนั้นทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมความชอบ เรื่องราวส่วนตัวต่างๆ ล้วนเป็นนางที่ร่ำเรียนมาอย่างถ่องแท้แล้ว ดังนั้นเพียงแค่ได้พบหน้ากันครั้งแรก นางจึงบอกตัวเองว่าบุรุษผู้นี้คือสามีของนางในอนาคต
ทุกสายตา...ทุกความรู้สึกล้วนเป็นนางที่มอบให้เขาทั้งหมด
จากแรกเริ่มเป็นเพียงแค่หน้าที่ตามคำสอนสั่ง หากแต่ต่อมามันคือความยินยอมของนางเองทั้งนั้น
ยินยอมทั้งที่รู้ว่าในใจเขามิได้มีนางเพียงแค่คนเดียว...
มันเริ่มตั้งแต่วันที่พบกันครั้งแรก นางได้ทำความรู้จักกับเว่ยว่าน-
ชางตามสมควร เขาต้อนรับขับสู้นางด้วยตนเองอย่างดี แม้แต่ในยามมีงานเลี้ยงช่วงค่ำ เขาก็มานั่งเคียงข้างนางตรงที่นั่งด้านข้างอย่างไม่ถือตัว“องค์หญิงเถียนเอ๋อร์ ข้าขอดื่มให้ท่าน”
ซ่งผิงซื่อทำเพียงแค่ยิ้มตอบพลางยกจอกทองคำที่อีกฝ่ายรินสุราให้นางขึ้นดื่มอย่างเงียบงัน หญิงสาวมองเขาอย่างประเมินพลันครุ่นคิดถึงเหตุผลที่นางเดินทางมายังแคว้นเว่ย
ทำอย่างไรก็ได้ให้องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเว่ยถวิลหาแค่เพียงเจ้าเท่านั้น...
นั่นคือความต้องการของบิดากับจักรพรรดิที่ผลัดกันกำชับนางก่อนเดินทางมายังแคว้นเว่ย และแม้แต่บรรดาคณะทูตที่มาด้วยก็เน้นย้ำเรื่องนี้จนนางแทบจะท่องจำได้แล้ว ดังนั้นชีวิตของซ่งผิงซื่อในยามนี้คงไม่ต่างจากหมากที่งดงามตัวหนึ่งบนกระดานของจักรพรรดิทั้งสองแคว้น
แม้แต่ราชทินนาม ‘เถียนเอ๋อร์’ นั้นซ่งผิงซื่อได้รับมาจากจักรพรรดิแคว้นเถียนสื่อถึงว่าบัดนี้นางได้เป็นธิดาบุญธรรมของจักรพรรดิเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันก็เป็นตัวตอกย้ำถึงหน้าที่ของนางไปพร้อมกันด้วย
“ขอบพระทัยเพคะองค์รัชทายาท”
“เรียกข้าว่าพี่ว่านชางก็พอ ในภายหน้าเราสองย่อมต้องสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น” เว่ยว่านชางเอ่ยอย่างนุ่มนวลพลางวางประสานมือของเขาลงบนจอกทองคำที่อีกฝ่ายยังถือค้างเอาไว้ ตาสบตาสื่อประสานความรู้สึกอย่างเปิดเผย
นี่นางไม่ได้ลงแรงใดๆ ก็ได้ใจของเขามาแล้วหรือ...
ซ่งผิงซื่อถามตนเองขณะหลุบตาลงแสร้งทำเอียงอาย แววตาของบุรุษผู้นี้แพรวพราวราวกับเครื่องแก้วหลิวหลีอันเลอค่า จนนางมองแล้ว
พาตาพร่าและใจสั่นไม่อยากเชื่อเลยว่าการพบกันในครั้งแรกของเราจะง่ายดายเพียงนี้
ดูท่าการได้มาซึ่งหัวใจของบุรุษผู้นี้คงมิใช่เรื่องเกินความสามารถอีกแล้ว“หม่อมฉันต่ำต้อย มิกล้าเรียกองค์รัชทายาทเช่นนั้นหรอกเพคะ”
“เจ้ามีฐานันดรเป็นถึงองค์หญิง ซ้ำยังมีความงามเป็นเอกเช่นนี้ยังคิดว่าต่ำต้อยได้อย่างไร”
“คือข้า...”
“ต่อไปห้ามกล่าวเช่นนี้อีก ตราบใดมีพี่อยู่ตรงนี้จะไม่มีวันยอมให้เจ้าต่ำต้อยเป็นอันขาด” เขาสัญญากับนางด้วยแววตาอันแสนมั่นคงและมีพลัง พร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้า “เชื่อมั่นในตัวพี่หรือไม่”
ซ่งผิงซื่อมิได้ตอบ แต่นางเลือกที่จะวางมืออีกข้างของตนลงบนมือของเขา พร้อมกับฉายรอยยิ้มงามล่มเมืองไปให้แทนคำตอบ ทั้งสองมองตากันอย่างลึกซึ้ง ในใจของทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในห้วงคิดของตนเอง
วินาทีแรกที่เขาเอื้อนเอ่ยอย่างมั่นคงว่าจะไม่มีวันทำให้นางรู้สึกต่ำต้อยไปกว่าผู้อื่น เว่ยว่านชางก็ได้รับหัวใจของนางมาไว้ในกำมือเรียบร้อยแล้ว
นางยินยอมให้เขาสานต่อสัมพันธ์แห่งความคุ้นเคยครั้งนี้ด้วยการแวะเวียนไปพบปะเขาตามเทียบเชิญที่ถูกส่งไปถึงจวนรับรับรองคณะทูตหลายครา อีกทั้งยังหาข้ออ้างแกล้งล้มป่วยอย่างน่าอายเพื่อทอดเวลาให้นางได้อยู่ในแคว้นเว่ยให้นานขึ้นอีกหน่อย
ทุกอย่างที่นางทำ หากเป็นเรื่องรักใคร่ของวัยหนุ่นสาวอาจมองว่าเป็นเรื่องไม่สมควร หากแต่ตอนนี้ทุกคนคล้ายจะเห็นดีเห็นงามและยอมปิดตาลงข้างหนึ่งกับแผนการทอดสะพานอย่างจงใจของโฉมสะคราญนางนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ทั้งหมดเพียงเพราะทุกฝ่ายต่างก็ได้ผลประโยชน์บนวาสนาด้ายแดงเส้นนี้ ทุกอย่างรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจวบกระทั่งถึงวันอำลา แม้นางกับองค์รัชทายาทจะได้ใกล้ชิดกันเพียงไม่กี่เดือน หากแต่หลังจากนั้นเขาก็ยังคงส่งจดหมายมาถึงนางอย่างสม่ำเสมอ บอกเล่าเรื่องราวมากมายเสมือนนางอยู่ตรงนั้นกับเขาด้วยเท่าที่จะพอมีโอกาส ซ้ำยังกำชับอย่างแข็งขันว่าเมื่อวันหนึ่งมาถึงเขาจะแต่งนางเป็นพระชายา
บทส่งท้าย ชาตินี้ขอมีเพียงเจ้าความรักระหว่างเขากับซ่งผิงซื่อ คงไม่ต่างจากความฝันในวัยเด็กที่ยากจะตื่นได้ ดังนั้นต่อให้มีสตรีงดงามทั่วทั้งใต้หล้ามายืนเรียงให้เลือกเฟ้น ใจเขาก็ยังคงเลือกแค่เพียงนาง ในความทรงจำของเขา นับตั้งแต่ได้พานพบนางในตอนที่อีกฝ่ายมีอายุสิบสามหนาว องค์หญิงตัวน้อยจากต่างแคว้นก็ได้มาสร้างที่พำนักอยู่ในใจของเขาแล้ว เมื่อเวลาผ่านพ้น จนสองคนหลอมรวมเป็นหนึ่ง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเขารักนางอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงแทบไม่เสียเวลาคิดเลย เมื่อองค์จักรพรรดิกล่าวว่าจะมอบสมรสพระราชทานให้กับเขา ทว่าการแต่งงานครั้งนี้ ย่อมหมายถึงการต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปหลายสิ่ง รวมถึงในอนาคตยังต้องทำหน้าที่ปกครองแคว้นเว่ยที่เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องทำมาก่อนด้วย แต่เพื่อสตรีที่รักแล้ว...ไม่ว่าอะไรเขาก็ยอมแลกทั้งนั้น ขอเพียงให้ได้อยู่กับนางเป็นพอ “ท่านยินดีแต่งกับข้า ทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะต้องสูญเสียความเป็นอิสระอย่างนั้นหรือ” ซ่งผิงซื่อเอ่ยถามขณะเดินกุมมือกับอีกฝ่ายไปด้วยกันในอุทยานหลวง ยามนี้นางกับเขาสามารถแสดงความรักที่มีต่อกันได
40 ชีวิตคนไม่จีรังชีวิตคนเราไม่จีรัง เช่นเดียวกับอำนาจที่เพียงพริบตาก็มลายหายไปราวกับหมอกควันสายหนึ่ง... ซ่งผิงซื่อกับเว่ยว่านคุนได้พาอันหลี่จิ้งมาพบกับองค์รัชทายาทถึง ในคุกหลวง แม้เขาจะได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดี แต่ให้อย่างไรที่นี่ก็คือที่คุมขังที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน บรรยากาศอับชื้นนี้ ทำให้ซ่งผิงซื่อนิ่วหน้าด้วยความไม่ชอบใจ ซ้ำยังรู้สึกวิงเวียนตลอดเวลา “พี่ว่านคุน ข้ารู้สึกเวียนหัว และเหมือนจะอาเจียนเลย ข้าขอไปรอข้างนอกนะเจ้าคะ” “เจ้ารีบให้จั๋วชิงพาออกไปก่อน เดี๋ยวอีกครู่ พี่จะตามไปนะ” “เจ้าค่ะ” นางขานรับและรีบหมุนกายกลับออกไป โดยมีจั๋วชิงเข้ามาประคอง ทางด้านอันหลี่จิ้งเห็นว่าองค์หญิงไม่ค่อยสบายก็เอ่ยกับองค์ชายใหญ่เพียงว่า “องค์ชายส่งหม่อมฉันตรงนี้ก็ได้เพคะ” “ได้ ก่อนไปข้ามีสิ่งนี้มอบให้เจ้า ฮองเฮาฝากมาบอกว่าให้ข้านำมันมาให้องค์รัชทายาท แต่ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว เขาคงไม่อยากพบหน้าข้านักหรอก เจ้าเอาไปให้เองเถอะ” “ได้เพคะ ขอบคุณองค์ชายใหญ่ยิ่งนักที่เมตตา หม่อมฉันคงได้แต่ตอบแทนท่านในวันหน้าแล้ว” อันหลี่จิ้งยอบกายล
39 รักแท้มีจริงหรือไรออกเรือนกับบุรุษไม่จริงใจ ไฉนเลยจะได้รักแท้ไปครอบครอง... อันหลี่จิ้งเพิ่งประจักษ์ในคำกล่าวที่ว่าก็ในคืนนั้นนั่นเอง เนื่องจากเว่ยว่านชางได้ลอบเข้ามาในเรือนพักของภรรยา ทว่าสิ่งแรกที่เขาถามกับนางก็คือคำถามที่ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงหรือไม่ อันหลี่จิ้งไม่รั้งรอที่จะเข้าไปสวมกอด พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สามีได้รับรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงๆ ทว่าไม่เพียงเว่ยว่านชางจะไม่มีสีหน้าที่ยินดี เขากลับมีโทสะจนผลักหญิงสาวลงไปกองกับพื้นพรม “ชั่วช้านัก! เหตุใดเจ้าจึงปล่อยให้มารหัวขนเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่ง” “องค์รัชทายาทเพคะ ทำไม...” “เจ้านี่มันช่างโง่เง่านัก แม้ว่าข้าจะรักเจ้าเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางสำคัญไปกว่าตำแหน่งรัชทายาทของข้า ตำแหน่งนี้กว่าข้าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย เจ้าคิดหรือว่าข้าจะยอมสูญเสียมันไป” เว่ยว่านชางระบายความอัดอั้นตันใจออกมาจนหมด ที่ผ่านมาเขาต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้ตำแหน่งนี้มาครอง แต่กลับต้องมาสูญเสียไปเพราะมารหัวขนที่ตัวเขาเองไม่ต้องการ
38 เชื่อมั่นในบุพเพฮองเฮาปรึกษากับองค์จักรพรรดิถึงเรื่องของโอรส ด้วยพวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้เว่ยว่านชางจะรับทราบด้วยหรือไม่ “ฝ่าบาท เรื่องนี้เราควรทำเช่นไรดีเพคะ หากสิ่งที่องค์หญิง เถียนเอ๋อร์กล่าวเป็นความจริง ไม่เท่ากับว่าความพยายามของเราที่ผ่านมาสูญเปล่าหรือ” “หากว่านชางทำตัวเหลวไหล เห็นทีว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นอาจต้องเปลี่ยนแปลง” “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” ฮองเฮากล่าวอย่างเข้าใจ พลางเอื้อมมือไปสัมผัสมือขององค์จักรพรรดิ ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด เพราะเข้าใจกันดีว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะเห็นแก่ครอบครัวเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากแคว้นเว่ยกับแคว้นเถียน ในยามนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีริ้วคลื่นแห่งความแก่งแย่งเกิดขึ้น เพราะขุนนางบางส่วนในแคว้นต่างสนับสนุนให้แคว้นเว่ยหาทางผนวกรวมแคว้นเถียนเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้องค์หญิงเถียนเอ๋อร์เป็นหมากชน ทว่าการศึกย่อมต้องวางแผน และใช้เวลาหลายปี ดังนั้นหากการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่อาจยื้อเวลาให้แคว้นเว่ยสั่งสมไพร่พล เพื่อเตรียมการรับศึกได้ เว่ยว่านชางที่ตั้งใจมาปรึกษาเรื่องนี้กับบิด

















