ลองคิดดูว่าผลงานคลาสสิกบางชิ้นถูกหยิบมาอธิบาย 9 รส อย่างไร — นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์วรรณกรรมมักทำ เมื่ออ่านฉากหนึ่งเขาจะชี้จุดภาษา โทน บริบท และปฏิกิริยาของตัวละครเพื่อเชื่อมโยงกับรสความงามแต่ละอย่าง
ฉันมักเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนทั้งจากวรรณกรรมตะวันออกและตะวันตก: รสรัก (shringāra) มักถูกยกด้วยฉากละมุนที่พระเอก-นางเอกแลกเปลี่ยนอารมณ์ เช่น ฉากระหว่างพระราเมศวร์กับนางสีดาใน 'รามเกียรติ์' ที่นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นภาษาเชิงอุปมาและสัมผัสที่ทำให้เกิดความใกล้ชิดทางอารมณ์ ขณะที่รสขบขัน (hasya) มักยกตัวอย่างมุมตลกชัดเจน เช่น ตอนที่ตัวละครทำผิดพลาดจนพาลิ้นใน 'พระอภัยมณี' ซึ่งภาษาที่ผู้เขียนใช้และจังหวะบรรยายทำให้เกิดเสียงหัวเราะได้จริง ส่วนรสเวทนา (karuṇa) นักวิจารณ์ชอบยกฉากสูญเสียหรือความอัดอั้นในโศกนาฏกรรมอย่างฉากโศกสลดจาก 'Hamlet' เพื่อชี้ให้เห็นการสร้างความเห็นอกเห็นใจผ่านภาพและการกระทำ
รสโกรธ (raudra) มักอ้างถึงฉากปะทะหรือการระเบิดอารมณ์ เช่น เหตุการณ์รุนแรงใน 'Macbeth' ที่ภาษารุนแรงและจังหวะประโยคสั้น ๆ ผลักดันให้ผู้อ่านรู้สึกรุนแรง ตามด้วยรสกล้าหาญ (vīra) ที่นักวิจารณ์ชอบหยิบฉากการต่อสู้ของ '
ขุนช้างขุนแผน' มาเป็นตัวอย่างเพราะบรรยากาศและการบรรยายลักษณะ
วีรบุรุษชัดเจน รสหวาดหวั่น (bhayānaka) จะใช้เรื่องเล่าสยองขวัญอย่าง 'The Tell-Tale Heart' เพื่ออธิบายเทคนิคการสร้างความไม่แน่นอนและเสียงภายในจิตใจที่ทำให้ผู้อ่านหวาดกลัว
รสรังเกียจ (bibhatsa) นักวิจารณ์มักยกฉากที่สร้างอาการขยะแขยง เช่น การนำเสนอสิ่งน่ากลัวใน 'Frankenstein' ส่วนรสพิศวง (adbhuta) ใช้ฉากสุดแปลกจาก '
alice in Wonderland' ที่ความแปลกประหลาดของสถานการณ์กระตุ้นความสงสัยและอัศจรรย์ใจ สุดท้ายรสสงบ (śānta) มักถูกเทียบกับข้อความเชิงปรัชญาหรือศาสนาที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เช่น ข้อความใน 'Dhammapada' ที่นักวิจารณ์นำมาเชื่อมโยงกับโทนอันเรียบง่ายและสมาธิของภาษา
สิ่งที่ทำให้การยกตัวอย่างเหล่านี้ทรงพลังสำหรับฉันคือความหลากหลายของหลักฐาน: บางครั้งเป็นถ้อยคำเด่น บางครั้งเป็นโครงเรื่องหรือการแสดงออกทางวรรณศิลป์ นักวิจารณ์เก่ง ๆ จะผสมผสานฉาก ข้อความ และปฏิกิริยาของผู้อ่านเข้าด้วยกันจนรสทั้งเก้าปรากฏชัดเจนขึ้น นั่นแหละคือเสน่ห์ของการอ่านเชิงวรรณศิลป์ — มันเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับงานที่เราเคยคิดว่ารู้จักดี