เอาจริง นวนิยายเรื่อง 'นิยาย
เวียงพิงค์' เล่าเรื่องหลักเกี่ยวกับการกลับมาของตัวละครหลักสู่เมืองเก่าอันมีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่าเวียงพิงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ วัฒนธรรม และความขัดแย้งระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เรื่องวางโครงราวการเดินทางทั้งทางกายและทางใจของนางเอกชื่อพิงค์ ที่ต้องกลับมารับช่วงต่อกิจการครอบครัวซึ่งเกี่ยวข้องกับงานหัตถกรรมท้องถิ่น เธอไม่ได้กลับมาเพียงเพื่อสืบทอดกิจการเท่านั้น แต่ยังต้องแกะรอยความลับของตระกูลที่ถูกฝังไว้ในลายผ้าและบันทึกเก่า ๆ ซึ่งค่อย ๆ เผยให้เห็นว่าชีวิตของคนในเมืองนี้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตมากกว่าที่คิด
ตั้งแต่หน้าหนึ่งเรื่องโชว์ภาพของถนนไม้ วิหารเล็ก ๆ และตลาดที่ผู้คนคุยกันเป็นภาษาท้องถิ่น เล่าเรื่องด้วยการสลับมุมมองระหว่างอดีตและปัจจุบัน ทำให้เราเห็นทั้ง
เหตุการณ์ปัจจุบันที่มีแรงกดดันจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบรรยากาศอดีตที่อบอวลไปด้วยพิธีกรรมท้องถิ่น ฉากประทับใจคือฉากเทศกาลประจำปีที่มีการร้อยลายผ้าโบราณ พิงค์กับชายสอง
คนสำคัญในเรื่อง—คนหนึ่งเป็นนักอนุรักษ์โบราณคดีท้องถิ่น อีกคนเป็นศิลปินหนุ่มที่พยายามรักษางานฝีมือ—ต้องร่วมมือกันเปิดเผยจดหมายลับที่เชื่อมโยงกับวัดเก่า ๆ ซึ่งนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายผลประโยชน์และเรื่องราวรักที่ถูกทิ้งไว้ในอดีต
ท้ายที่สุด พล็อตหลักไม่ได้จบที่การเปิดเผยความลับเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งไปที่คำถามเรื่องการเลือกชีวิตและความหมายของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ตอนจบให้ความรู้สึกทั้งหวานและขมเล็กน้อย เพราะตัวเอกต้องตัดสินใจว่าความยุติธรรมและการรักษามรดกทางวัฒนธรรมสำคัญกว่าชีวิตสบายหรือไม่ ฉากที่พิงค์ยืนอยู่หน้าร้านผ้าที่สว่างด้วยแสงเช้าจริง ๆ ทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมต่อกับตัวละครมากขึ้น เส้นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหัตถกรรม กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำที่ไม่อาจถูกซื้อขายด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
อ่านจบแล้วสิ่งที่ติดอยู่ในใจคือความอบอุ่นแบบไม่หวือหวา แต่แนบแน่นและมีน้ำหนัก 'นิยายเวียงพิงค์' ทำให้คิดถึงการเดินเล่นตามตรอกเล็ก ๆ ฟังคนเฒ่าคนแก่เล่าเรื่องเก่า ๆ และอยากเห็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ยังต่อสู้เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นงานที่อ่านแล้วทั้งยิ้ม ทั้งคิดตาม และอยากกลับไปสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นจริง ๆ