ปีนี้ที่นั่งมารื้อคอลเล็กชันหนังภัยพิบัติใน Netflix พบว่ามีหลายเรื่องคละกันไปทั้งแนวหนัก ๆ ดราม่า เสียดสี และ
เอาชีวิตรอด ซึ่งถ้าชอบอารมณ์ระทึกกับผลกระทบทางสังคม ฉันมักจะแนะนำให้เริ่มจาก 'Don't Look Up' เพราะมันเป็นภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่เน้นการเมือง สื่อ และการปฏิเสธความจริงมากกว่าจะเป็นฉากหายนะทั่ว ๆ ไป หนังเรื่องนี้ทำให้หัวใจเต้นเพราะความโหดร้ายของการละเลยต่อวิกฤต และยังเต็มไปด้วยการแสดงที่คมและบทพูดที่กัดเจ็บ เหมาะสำหรับคนที่อยากดูหนังภัยพิบัติที่มีเลเยอร์ทางความคิดมากกว่าการระเบิดวิหารเพียงอย่างเดียว
อีกแนวที่ฉันชอบพาเพื่อนดูเมื่ออยากได้บรรยากาศตึงเครียดแบบสไตล์เอาชีวิตรอดคือ 'Bird Box' ซึ่งอยู่ในหมวดหนังหลังหายนะที่น่าหวาดกลัวแบบเงียบ ๆ เรื่องนี้ใช้องค์ประกอบการไม่เห็นเป็นตัวสร้างความระทึกแทนที่จะใช้ควันปืนหรือเอฟเฟกต์อลังการ การออกแบบฉากและการแสดงที่ยึดติดกับอารมณ์ของตัวละครทำให้การเอาชีวิตรอดดูจริงและทรมานในเวลาเดียวกัน คนที่ชอบตัวละครเล็ก ๆ แต่มีพลังทางอารมณ์จะชอบ
ถ้าต้องการแนวไซไฟภัยพิบัติที่เน้นวิสัยทัศน์และสเกลใหญ่ 'The Wandering Earth' คืออีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเปลี่ยนความคิดเรื่องภัยพิบัติจากสิ่งเล็ก ๆ มาเป็นการย้ายทั้งโลกไปยังอวกาศ หนังมีฉากแอ็กชันใหญ่ ๆ และไอเดียการแก้ปัญหาระดับชาติที่ชวนให้คิดถึงการร่วมมือแบบสุดขีด แม้มุมมองบางอย่างอาจจะหนักไปทางธีมวีรบุรุษ แต่ถ้าชอบความรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังสั่นคลอน หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกนั้นได้ชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม ถาโถมความเงียบและความเหงาแบบ
ห้วงอวกาศ 'The Midnight Sky' ให้โทนชวนคิดถึงผลกระทบทางจิตใจของหายนะ ไอเดียเรื่องการติดต่อระหว่างผู้รอดชีวิตกับลูกเรือที่ห่างไกลเพิ่มความเหงาและความหนักแน่นของฉาก มุมกล้องและดนตรีทำให้ฉากว่างเปล่าดูหนักและมีความหมาย เหมาะกับคนที่มองหาหนังภัยพิบัติที่ไม่จำเป็นต้องมีการระเบิดตลอดเวลาแต่เน้นการสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์
สำหรับใครที่อยากดูซีรีส์ยาว ๆ สักเรื่องแทนหนังสั้น 'Black Summer' เป็นซีรีส์ซอมบี้ที่เน้นการเอาชีวิตรอดจากมุมมองทันทีทันใด ฉันชอบเพราะมันไม่พะเน้าพะนอในตอนเริ่มและให้ความรู้สึกเร่งด่วนเหมือนถูกล้อม ทุกตอนพาไปยังสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ทดสอบจริยธรรมและการตัดสินใจของตัวละคร หากต้องการความต่อเนื่องและการพัฒนาตัวละครในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก นี่คือคำตอบ
สรุปแล้ว จะเลือกดูเรื่องไหนขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่อยากสัมผัส: ถ้าอยากได้ตัวอย่างของภัยพิบัติที่สะท้อนสังคมและสื่อ 'Don't Look Up' คือตัวเลือกฉลาด ๆ ถ้าต้องการความกลัวเชิงเอาชีวิตรอดลอง 'Bird Box' แต่ถ้าชอบสเกลใหญ่และไซไฟแบบเอพิคให้ไปหา 'The Wandering Earth' ส่วนผู้ชมที่ชอบบทละครนุ่มลึกแต่หนักหน่วงจะถูกใจ 'The Midnight Sky' เสมอ ส่วนซีรีส์อย่าง 'Black Summer' เหมาะกับคนอยากติดตามการณ์ยาว ๆ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ฉันดูแล้วรู้สึกว่าทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีต่างกัน และการได้ดูหนังภัยพิบัติแต่ละแนวช่วยให้เห็นมิติของคำว่า 'วิกฤต' ที่ไม่เหมือนกันเลย