ยังจำท่วงทำนองในตลับเกม 'Sonic the Hedgehog' แรกได้ชัดเจน — มันติดหูจนแทบฮัมได้ทุกเช้า.
เมโลดี้พวกนั้นมาจากฝีมือของ Masato Nakamura ซึ่งเป็นคนแต่งเพลงให้กับเกม 'Sonic the Hedgehog' และ 'Sonic the Hedgehog 2' เวอร์ชันเมกะไดรฟ์/เจเนซิส เพลงของเขาโดดเด่นตรงการใช้เมโลดี้ป๊อปแบบญี่ปุ่นที่เข้าใจง่าย แต่กลับมีความเป็นเอกลักษณ์สูง จนกลายเป็นซาวด์ที่ระบุว่าเป็น 'โซนิก' ได้ทันที เสียงเบสและริทึมที่คมทำให้ฉากวิ่งผ่านฉากต่างๆ มีพลังมากกว่าที่คิด
ในมุมมองส่วนตัว เหมือนได้ยินเสียงนั้นอีกครั้งเมื่อเล่นด่าน Green Hill และมันเชื่อมโยงกับความทรงจำวัยเด็กอย่างเข้มข้น เพลงของ Nakamura ไม่ได้แค่ประกอบฉาก แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์การเล่นเกมที่ทำให้เกมดูมีชีวิตจนหยุดไม่อยู่
รายชื่อนักแสดงหลักใน 'The Dark Tower' ที่คนนึกถึงมักจะเป็นชุดเด่น ๆ ไม่กี่คน แต่พอได้ไล่จริง ๆ ก็รู้สึกว่าทีมแคสต์เต็มไปด้วยหน้าคุ้นตาจากงานภาพยนตร์และซีรีส์ต่าง ๆ
ผมมองว่าสามชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือ Idris Elba รับบทเป็น Roland Deschain, Matthew McConaughey ในบท Walter O'Dim หรือที่หลายคนเรียกกันว่า The Man in Black และเด็กหนุ่ม Tom Taylor ที่รับบทเป็น Jake Chambers นักแสดงทั้งสามคนเป็นแกนกลางของเรื่องและถูกวางไว้ให้ขับเคลื่อนทั้งโทนเรื่องและความตึงเครียดของพล็อต ส่วนคนอื่น ๆ ในทีมอย่าง Abbey Lee, Claudia Kim และ Jackie Earle Haley ก็เข้ามาเติมรายละเอียดทั้งในบทเด่นและบทสมทบ ทำให้ภาพรวมไม่แห้งจนเกินไป
การเห็น Idris ในลุคคาวบอยไร้ความปรานี เตือนผมถึงงานทีวีอย่าง 'Luther' ในแง่ของการมีพลังและความเงียบเย็น ส่วน Matthew ก็ยังคงชวนให้ระแวงเหมือนที่เขาทำไว้ใน 'True Detective' — สองคนนี้สร้างสมดุลที่แปลกแต่ได้ผลกับหนังที่พยายามผสมแฟนตาซีและไวลด์เวสต์ไว้ด้วยกัน ฉากระหว่าง Roland และ Jake ถึงแม้จะไม่ได้ยาวมากแต่ก็เป็นแกนอารมณ์สำคัญของหนังสำหรับผม และนักแสดงสมทบที่ว่ามาก็ช่วยขยับโลกของเรื่องให้รู้สึกว่าใหญ่มากกว่าหนังความยาวประมาณสองชั่วโมงเท่านั้น