แต่แม่เฉียวที่กำลังเสียใจอย่างหนัก ในตอนนี้ก็ยังคงได้รับผลกระทบเธอดึงมือที่เสิ่นชิงซูกุมอยู่ออก หันหลังนอนลงไป แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม เสียงร้องไห้ที่แหบแห้งเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “อาซู เธอกลับไปก่อนเถอะนะ”เสิ่นชิงซูตะลึงไปครู่หนึ่ง เม้มปากเล็กน้อย มองดูฝ่ามือที่ว่างเปล่า แล้วค่อย ๆ ดึงมือกลับมาอย่างเงียบ ๆเธอลุกขึ้นยืน พูดเสียงเบา “น้าคะ งั้นหนูขอกลับก่อนนะคะ น้ารักษาสุขภาพด้วยนะคะ”พูดจบ เสิ่นชิงซูก็หันกลับมามองพ่อเฉียวพ่อเฉียวถอนหายใจ “ตอนนี้น้าของเธออารมณ์ไม่คงที่ อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ”เสิ่นชิงซูพยักหน้า “อาเฉียวคะ อาก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะคะ”“กลับไปเถอะ” พ่อเฉียวพยักหน้า “เธอก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะ”เสิ่นชิงซูรับคำ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยพ่อเฉียวมองส่งพวกเขาจนกระทั่งเข้าไปในลิฟต์ แล้วจึงค่อยปิดประตูห้องพักผู้ป่วยระหว่างทางกลับ เสิ่นชิงซูเอาแต่เงียบเวินจิ่งซีหันกลับมามองเธอหลายครั้ง พบว่าเธอมีสีหน้าเหม่อลอย ดวงตาทั้งสองข้างเอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง“คุณจะกลับสตูดิโอ หรือกลับดอลฟินวิลล์?”“ไปสตูดิโอแล้วกัน” ขนตาของเสิ่นชิงซูสั่นไหวเล็กน้อย “ที่
เสิ่นชิงซูกุมมือของเธอไว้ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มเวินจิ่งซียืนมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“เป็นความผิดของผมเอง ตอนนั้นลูกบ่นกับผมว่าไม่อยากไปออกตรวจฟรีครั้งนี้ ผมยังไปพูดจาหลักการกับลูกอีก” พ่อเฉียวถอดแว่นตา แล้วเช็ดดวงตาที่ชุ่มแฉะ “ถ้าลูกไม่ได้ไปออกตรวจฟรีครั้งนี้ ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น...”“อ้าว! ที่แท้ก็เฉียวซิงเจียประสบอุบัติเหตุนี่เอง!”เสียงของหลินอวิ๋นเหมยดังมาจากหน้าประตูห้องพักผู้ป่วยอย่างกะทันหันทุกคนหันกลับไปมองหลินอวิ๋นเหมยผลักมือลูกสาวที่กำลังดึงเธออยู่ออก แล้วเดินเข้ามาอย่างไม่เกรงใจเสิ่นฉู่ซีรู้สึกอับอาย จึงสะบัดมือแม่ออกแล้วถอยไปยืนข้างนอกเมื่อเห็นหลินอวิ๋นเหมย เสียงร้องไห้ของแม่เฉียวก็หยุดลง ทันใดนั้นเธอก็พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง จ้องมองหลินอวิ๋นเหมยด้วยใบหน้าเย็นชา “หลินอวิ๋นเหมย เธอมาทำอะไร ที่นี่ไม่ต้อนรับเธอ ออกไป!”หลินอวิ๋นเหมยกับพ่อแม่เฉียวเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัย หลินอวิ๋นเหมยกับแม่เฉียวเคยเป็นเพื่อนร่วมห้องกันมาก่อน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หลังจากที่รู้ว่าพ่อเฉียวกับแม่เฉียวคบกัน หลินอวิ๋นเหมยก็ตัดขาดกับแม่เฉียว เพราะหลินอวิ๋นเหมยตามจ
สามวันติดต่อกัน การค้นหายังคงไร้วี่แววทีมค้นหาและตำรวจได้ทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว“บนภูเขา ในป่า ปลายน้ำ พวกเราค้นหาทุกที่ที่สามารถค้นหาได้แล้วครับ”ที่จุดรวมพลของทีมค้นหา หัวหน้าทีมค้นหามีสีหน้าเคร่งขรึม กำลังรายงานสถานการณ์ให้ฉินเยี่ยนเฉิงฟังโจวชิงเจ๋อได้นำบุคลากรทางการแพทย์คนอื่น ๆ กลับโรงพยาบาลไปก่อนแล้วในช่วงบ่ายฉินเยี่ยนเฉิงยืนกรานที่จะไม่ล้มเลิกการค้นหาหัวหน้าทีมรู้สึกหนักใจอย่างยิ่ง “จากประสบการณ์หลายปีของเรา หากไม่พบคนที่ปลายน้ำ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกดินโคลนถล่มทับอยู่ครับ”“ไม่มีทาง...” ฉินเยี่ยนเฉิงส่ายหน้า ไม่ยอมรับข้อสันนิษฐานนี้“ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งครับ” หัวหน้าทีมกล่าว “คือหลังจากที่ถูกพัดไปตามน้ำแล้ว อาจจะมีคนช่วยไว้ได้ก่อนที่พวกเราจะไปถึง”สีหน้าของฉินเยี่ยนเฉิงดูย่ำแย่มาก เขาไม่ได้นอนมาสามวันสามคืนแล้ว“ถ้างั้นก็ขยายพื้นที่ค้นหาไปตามปลายน้ำ!” เขายืนกรานอย่างหนักแน่น “เป็นต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ ถ้ายังหาไม่เจออีก ก็ให้ขุดกองดินโคลนนั่น สรุปคือ ถ้ายังไม่เจอคน ก็ห้ามถอนกำลังเด็ดขาด!”หัวหน้าทีมรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง แต่ในเมื่อรับเงินมาแล้ว
ที่นั่นสัญญาณไม่ดี สถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ในใจของเสิ่นชิงซูกลับรู้สึกไม่สบายใจเธอโทรหาเฉียวซิงเจียอีกครั้งก็ยังโทรไม่ติด!เปลือกตาของเสิ่นชิงซูก็เริ่มกระตุกขึ้นมาอีกอย่างไม่มีสาเหตุในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นเป็นสายจากฉินเยี่ยนเฉิงความรู้สึกไม่สบายใจในใจของเสิ่นชิงซูยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆราวกับสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เธอจึงกดรับสายอย่างเกร็ง ๆ “หมอฉิน”ปลายสาย เสียงของฉินเยี่ยนเฉิงแหบแห้ง “หมอเฉียวเกิดเรื่องแล้วครับ”ลมหายใจของเสิ่นชิงซูหยุดชะงัก โทรศัพท์ร่วงหล่นลงบนพื้น.........ฟู่ซือเหยียนกำลังอัดรายการอยู่ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น เป็นสายจากเส้าชิงเส้าชิงรู้ตารางงานของฟู่ซือเหยียนดีที่สุด หากไม่ใช่เรื่องด่วนจริง ๆ เขาจะไม่โทรหาฟู่ซือเหยียนเด็ดขาดฟู่ซือเหยียนสั่งหยุดการถ่ายทำ แล้วรับโทรศัพท์“คุณชายฟู่ หมอเฉียวเกิดเรื่องแล้วครับ!”ฟู่ซือเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงขรึม “เกิดอะไรขึ้น?”“เรื่องนี้คงต้องถามหมอฉินถึงจะทราบรายละเอียดครับ เมื่อคืนเธอหายตัวไปกะทันหัน ได้ยินว่าตามหากันทั้งคืน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวอะไรเลย!”“ฉันเข้าใจแล
ความวุ่นวายดังมาก โจวชิงเจ๋อจึงเดินออกมาจากห้องของเขาด้วย เมื่อเห็นทุกคนสวมเสื้อกันฝน เขาก็ขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น?”เขายังคงอยู่ในชุดนอน มีเพียงเสื้อคลุมสวมทับอยู่ด้านนอก ท่าทางเหมือนเพิ่งตื่นนอน“หมอเฉียวหายตัวไปค่ะ!” พยาบาลหญิงคนหนึ่งพูดขึ้น “วันนี้เธอไม่สบายอยู่แล้ว หมอฉินไปดูอาการเธอ แค่ช่วงที่กลับไปเอากล่องยาฉุกเฉินแป๊บเดียว เธอก็หายไปแล้ว!”สีหน้าของโจวชิงเจ๋อเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “หายไปหมายความว่ายังไง?”“ก็คือหาตัวไม่เจอครับ!” ฉินเยี่ยนเฉิงกล่าวด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “แต่ผมเห็นรองเท้าของเธอยังอยู่ในห้อง ผมเลยเดาว่าเธอคงไม่ได้ออกไปเอง”โจวชิงเจ๋อชะงักไป ขมวดคิ้วมองฉินเยี่ยนเฉิง “คุณหมายความว่า เธอถูกคนพาตัวไปเหรอ?”ฉินเยี่ยนเฉิงมีสีหน้าเคร่งเครียด “ผมเดาว่าเป็นอย่างนั้น!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรยากาศก็พลันตึงเครียดขึ้นมาทันทีทุกคนต่างก็เริ่มกังวลขึ้นมาแล้ว!“ที่... ที่นี่ไม่ได้บอกว่าปลอดภัยดีเหรอ? ทำไม... ถึงมีเรื่องลักพาตัวกันกลางดึกได้ล่ะ?”“นี่เป็นแค่การคาดเดาน่ะ ไม่แน่ว่าหมอเฉียวอาจจะแค่ไข้ขึ้นจนเบลอ แล้วเดินออกจากห้องไปเองก็ได้...”“นั่นก็น่ากลัวเหมือนกันนะ คนเป็น
ความรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากไข้สูงทำให้ทั่วทั้งร่างของเฉียวซิงเจียไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิงชายหนุ่มแบกเธอไว้บนบ่า หัวไหล่ของเขากระแทกกับซี่โครงของเธอจนเจ็บไปหมดสีหน้าของเฉียวซิงเจียเจ็บปวดอย่างยิ่ง “ฉินเยี่ยนเฉิง... คุณ... คุณปล่อยฉันลงนะ ฉันเจ็บซี่โครงจะตายอยู่แล้ว...”อีกฝ่ายทำเป็นหูทวนลมเมื่อเดินออกมาจากบ้าน ฝนก็ยังคงตกหนักอยู่สายฝนโปรยปรายลงมาจนเฉียวซิงเจียเปียกโชกไปทั้งตัวในพริบตา!“บ้าเอ๊ย...” เฉียวซิงเจียสะดุ้งเฮือก สติที่เลือนรางเพราะพิษไข้พลันแจ่มชัดขึ้นมาไม่น้อย!เธอยกมือขึ้นปาดน้ำบนใบหน้า แล้วทุบไปที่แผ่นหลังของอีกฝ่าย “ฉินเยี่ยนเฉิง นี่คุณจะบ้าเหรอ! ต่อให้จะช่วยลดไข้ให้ฉันด้วยวิธีธรรมชาติ ก็ไม่ใช่วิธีแบบนี้นะ! รีบปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้!”เขาไม่เพียงแต่ไม่หยุด แต่กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเฉียวซิงเจียชะงักไป ในที่สุดก็ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ!คนคนนี้ต้องไม่ใช่ฉินเยี่ยนเฉิงแน่!ฉินเยี่ยนเฉิงต้องสติไม่ดีไปแล้วแน่ ๆ ถึงได้พาคนที่กำลังป่วยเป็นไข้มาตากฝนแบบนี้!“คุณเป็นใคร?” เฉียวซิงเจียเริ่มดิ้นรน ทั้งมือและเท้าต่างทุบตีเตะสะเปะสะปะ “คุณเป็นใครกันแน่! จะพาฉันไปไห