LOGINเมื่อตื่นเช้ามา เขาก็ไม่ได้อยู่ในห้องเพราะกลับไปแล้ว และฉันเป็นคนนอนตื่นสายด้วยจึงไม่รู้ว่าเขาออกไปตอนไหน
ต่อแต่นี้เป็นต้นไป ฉันคงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เจอผู้ชายคนนี้อีก...
!!
ความคิดที่มุ่งมั่นของฉันยังไม่ทันจบลง สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่บนหัวเตียง
นาฬิกาข้อมือราคาแพงของเขา สร้อยล็อกเกตที่เขาบอกจะมาเอาคืน ตอนนี้ยังคงอยู่ในห้องฉันเหมือนเดิม แล้วยังมีของชิ้นใหม่ตามเพื่อนมาอีกชิ้นด้วย
ลืมจริงหรือตั้งใจ ?
ฉันเม้มปาก มองของที่เขาทิ้งเอาไว้แล้วกำหมัดทุบกับที่นอนอย่างหงุดหงิด
“ไอ้บ้าคิว !”
หลายชั่วโมงต่อมา
“เอาอะไร”
“สปาเกตตีซอสมะเขือเทศปลาหมึก” ฉันตอบยัยเค้กแล้วเล่นมือถือตนเองดูอะไรเรื่อยเปื่อย
“มาม่าผัดขี้เมาทะเล” ต้องตาที่นั่งข้างฉันพูดต่อ
“ยัยคะนิ้งมันจะเอาอะไร ไม่มาสักที สงสัยเมื่อคืนหนัก” เค้กบ่นอุบอิบก่อนจะกดมือถือตามคะนิ้งในแชตกลุ่มของพวกเรา
คำพูดของยัยเค้กทำให้สมองฉันเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง ฉันไม่อยากมีความลับกับเพื่อนเลย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรบอกหรือเปล่านะ
แล้วถ้าพวกมันรู้ทีหลังล่ะ ฉันจะถูกมองอย่างไร
“พวกแก...” ฉันพูดออกไปแค่นั้น เสียงอีกคนก็ดังขึ้นมาแทรก
“มาแล้ว” ต้องตาพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าร้านก็เห็นยัยคะนิ้งกำลังเดินเข้ามาพอดี
“ไง เมื่อคืนพี่เขาจัดหนักให้แกเหรอ” ยัยเค้กพูดแซะแต่ยัยคะนิ้งกลับทำหน้าบอกบุญไม่รับ
“จัดหนักอะไร ส่งฉันหน้าหอแล้วกลับไปเลย” ยัยนั่นตอบแล้วหยิบน้ำขึ้นมาจิบ
“เขามีอะไรที่น่าสนใจกว่าแกป้ะ” ยัยเค้กหัวเราะเบา ๆ เหมือนสมน้ำหน้าเพื่อน ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบฟังพวกมันเพราะเรื่องนี้เข้าฉันเต็ม ๆ
“จะมีอะไรน่าสนใจกว่าฉัน เมื่อคืนฉันจัดเต็มขนาดนั้น” คะนิ้งพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ
“หมายถึงอ่อยจัดเต็มใช่ไหม” ประโยคนี้ต้องตาเป็นคนพูด
“เออ อีกนิดเดียวก็จะแก้ผ้าให้ดูแล้ว ถุย !” คะนิ้งตอบอย่างประชด ฉันก็ได้แต่เงียบฟังอย่างกังวล
ส่วนเค้กก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา สองคนนี้มักจะไม่ถูกกัน เพราะยัยเค้กมันบอกว่าคะนิ้งทำตัวไม่น่ารักนั่นละ สำหรับฉันก็เฉย ๆ นะ ไม่ได้คิดอะไรมากกับนิสัยของเพื่อนหรอก ตอนนี้ยิ่งสอนใครไม่ได้ใหญ่เลยเพราะฉันก็ไม่ใช่คนดีอีกแล้ว
“หรือพี่เขารู้ว่าฉันมีแฟนถึงไม่อยากยุ่งวะ”
“รู้ตัวก็ดีนะ ไม่มีใครอยากยุ่งกับคนมีเจ้าของหรอก” เค้กคนเดิมที่ชอบตอกย้ำคะนิ้ง
“แต่เท่าที่รู้มาพี่คิวเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้นะเว้ย ได้ฉายาคาสโนวาแห่งเอนจิเนียร์มาแล้ว ไม่น่าปล่อยให้ผู้หญิงน่ารักอย่างฉันหลุดมือป้ะ” ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ ยิ่งได้ยินสิ่งที่ยัยคะนิ้งพูดยิ่งอึดอัด “ไม่งั้นเขาจะยอมมาเหรอ ที่ฉันชวน”
ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขานะ แต่ความกังวลของยัยนั่นมีผลมาจากฉันนี่ละ เพราะเมื่อคืนเขามาหาฉัน
“แกไม่น่าสนใจพอไง”
“รำคาญ”
“พอ ๆ ข้าวมาแล้ว” ฉันรีบตัดบทแล้วสนใจกับข้าวที่พนักงานเอามาเสิร์ฟ
แล้วบทสนทนาเรื่องผู้ชายก็จบลงแค่นั้น
บางทีก็อยากภาวนาอีกเรื่อง นั่นคือขอให้ยัยคะนิ้งเลิกสนใจพี่คิวเสียที แต่ดูเหมือนจะยากพอควรเพราะเท่าที่เห็นมามันสนใจคนนี้มากสุดแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้ากันต่อ เพราะอยู่หอมันก็เบื่อ ๆ ทีแรกว่าจะหาหนังดูสักเรื่องแต่ไม่มีเรื่องที่พวกเราถูกใจเลยแม้แต่เรื่องเดียว เลยเปลี่ยนเป็นเดินชอปปิงแทน
“ไปห้องน้ำนะ เดี๋ยวมา” ฉันบอกพวกมันที่กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ในร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งร้านนี้ถือเป็นร้านที่สาว ๆ มหาวิทยาลัยย่านนี้รู้จักดีเพราะถือว่าใหญ่ที่สุดและมีของให้เลือกเยอะที่สุดด้วย
ฉันเดินออกมาจากร้านก็เดินเลี้ยวไปตามทางเดิน เข้าห้องน้ำเสร็จก็ออกมา แต่ยังไม่ถึงร้านฝีเท้าของฉันก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งเดินมาทางนี้เข้า
“...” ผู้ชายคนนั้นพอเห็นฉันก็เหมือนจะตกใจเหมือนกัน แต่เขาก็ส่งยิ้มให้นิด ๆ แล้วก็แกล้งหันไปมองทางอื่น
ส่วนผู้หญิงตอนแรกไม่เห็นฉัน เมื่อเห็นฉันยัยนั่นก็ยิ้มให้เหมือนกัน แต่สาบานเลยว่าฉันไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย
รอยยิ้มเย้ยหยันนั่นใครจะดูไม่ออก
“ผีเน่ากับโลงผุ” ฉันพูดขึ้นลอย ๆ ตอนที่กำลังจะเดินผ่านสองคนนั้นไป พอยัยนั่นได้ยินก็หยุดเดินแล้วทำท่าจะหันมาเอาเรื่องฉัน
“ปิ่น ไม่เอา”
“พี่ดรีม ก็เมียเก่าพี่มันปากหมาใส่อะ” เมียเก่าเป็นสรรพนามที่ไม่ควรใช้กับฉันหรอกนะเพราะฉันกับไอ้พี่ดรีมไม่เคยมีอะไรกันแม้แต่ครั้งเดียว
ตลอดเวลาที่คบกันเขาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษสุด ๆ มากสุดก็แค่จูบ จับไม้จับมือ จนฉันวางแผนอนาคตเอาไว้ว่าจะฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้
“ปากหมาก็ดีกว่านิสัยหมา ๆ ละวะ” ฉันหยุดเดินแล้วหันไปยิ้มให้สองคนนั้น “พวกหมาเดือนสิบสอง”
“อีเด็กนี่ !” นังนั่นทำท่าจะเข้ามาตบฉัน แต่ฉันก็กอดอกยืนยิ้มให้ รอฝ่ามือของมันมาปะทะใบหน้า เอาสิ ตบมาฉันจะสวนคืนให้รัว ๆ
“ไปเถอะ” พี่ดรีมพยายามฉุดกระชากลากว่าที่เจ้าสาวของเขาออกไป ขณะที่ฉันที่ยืนยิ้มอยู่ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสีหน้าทีละนิด
ฉันอวดเก่งไปอย่างนั้นละ พอเห็นเขามากับคนใหม่ หัวใจที่เคยคิดว่าหายดีมันก็จุกขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีน้ำใส ๆ เอ่อนองเกาะขอบตาแล้วด้วย
ฉันหันหลังจะเดินกลับไปที่ร้านก็เห็นผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งสวนมาพอดี ผู้ชายคนนั้นหันมามองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนที่คิ้วเข้มจะค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ แล้วรีบก้าวเท้าไปข้างหน้าทันที
พี่คิวมากับผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เรื่องนี้ยัยคะนิ้งต้องรู้ด้วยไหม แต่คงไม่สำคัญหรอกมั้ง ต่างคนต่างไม่ได้จริงจังอยู่แล้วนี่
โลกนี้ไม่มีใครดีที่สุดสินะ เราต่างมีเรื่องเลว ๆ เป็นของตนเอง รวมถึงฉันด้วย
“ทำไมไปนานจัง” ต้องตาหันมาถามแล้วถือชุดที่ตนเองเลือกไว้ยื่นให้พนักงาน ยัยเค้กก็กำลังเดินมาทางฉันด้วย
“เจอแฟนเก่ากับเมียใหม่” ฉันตอบออกไปตามตรงแค่เรื่องของพี่ดรีม ส่วนเรื่องพี่คิวไม่ได้บอก
“แล้วเป็นไง” เค้กถามแล้วเดินมายืนใกล้ ๆ
“มีเสียดสีกันนิดหน่อยแต่ไม่มีอะไร” ฉันบอกแล้วเดินไปดูเสื้อผ้าต่อ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์เสียแล้วสิ
“แกร้องไห้มาหรือไง จะร้องทำไมวะ มันก็ผ่านมาครึ่งปีแล้วป้ะ” ยัยคะนิ้งพูดแล้วส่ายหน้า
“คนอย่างแกมันจะไปรู้สึกอะไร ความหนักแน่นในความรักอะแกสัมผัสไม่ได้หรอก ยัยคนเจ้าชู้ !” เค้กต่อว่าคะนิ้งเสร็จก็เดินหนีไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ทันที ยัยนิ้งจึงไหวไหล่อย่างไม่แคร์ก่อนจะเดินหนีไปอีกทาง
พอซื้อเสื้อผ้ากันเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกลับหอพัก กลับมาเก็บเสื้อผ้า รีดผ้าที่ซักไว้แล้วงีบพักสมองเสียหน่อย จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อมือถือสั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้า
'Kanink'
“อือ” ฉันกดรับสายของยัยคะนิ้งแล้วลุกไปเปิดไฟ เพราะตอนนี้เวลาค่ำแล้ว ทั้งห้องจึงเกือบมืดสนิท
(แก ไปร้านเหล้าเป็นเพื่อนฉันหน่อย...)
“ตอนไหน” ฉันถามแล้วทิ้งตัวนอนอีกรอบอย่างเพลีย ๆ
(สองทุ่มไปรับ)
“แล้วเพื่อนคนอื่นล่ะ”
(พวกนั้นไม่ชวนดีกว่า เดี๋ยวบ่นอีก เมื่อวานก็ไป)
“แกไม่คิดจะพักบ้างหรือไง” ฉันถอนหายใจออกมา เพราะเมื่อคืนเราก็เที่ยวกันแล้ว ดื่มมาแล้วก็ใช่ว่าจะรู้สึกดี
(ฉันเหงาอะ นะเตย... แกไปเป็นเพื่อนหน่อย ฉันเลี้ยง แกอกหักด้วยไง ต้องไปปลดปล่อย) ยัยคะนิ้งพยายามหาเหตุผลมาให้ฉันไปด้วย
“อืม ร้านไหน” ฉันคงเป็นคนที่ปฏิเสธคนไม่เก่งที่สุดแล้วมั้ง เพราะฉันมักจะใจอ่อนกับทุกเรื่องเสมอ
(ร้าน XXX ไม่ไกล)
“อืม มารับแล้วกัน”
EP.47พอกลับมาถึงห้องเฮียก็ได้รับสายจากแม่ของยัยแตมทันที คงเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงถึงหูแล้วอย่างแน่นอน เฮียเต้วางโทรศัพท์มือถือเครื่องราคาแพงลงกับโต๊ะกินข้าวเลื่อนนิ้วเรียวไปเปิดลำโพงให้ดังจนฉันได้ยินด้วยอีกคน การกระทำของเฮียทำให้ฉันรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย เพราะเหมือนเขาตั้งใจจะเปิดเผยทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาให้ฉันได้รับรู้ด้วยทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คำพูดหวานๆเพียงอย่างเดียว"ครับ"(ฮ่องเต้ สะดวกคุยไหมเอ่ย) เสียงของผู้หญิงที่ดูมีอายุพูดขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนคนที่กำลังสงวนท่าทีตัวเองอยู่"มีอะไรหรือเปล่าครับ" เฮียเงยหน้าสบตากับฉันที่เงียบฟังแล้วพิงหลังกับเก้าอี้กอดอกรอฟังยัยป้าคนนั้นพูด(ป้าได้ยินมาว่าน้องโดนทำร้ายร่างกาย แล้วก็โดนเพื่อนต่อว่า)"..." ฉันได้ยินเฮียถอนหายใจออกมาอย่างนึกรำคาญ จากนั้นก็พูดแบบไม่มีช่องว่างให้ป้าคนนั้นได้แทรกเลย "ใช่ครับแตมโดนตบเพราะแตมไปทำร้ายแฟนผมก่อน แฟนผมโดนแตมขังไว้ในห้องน้ำ ถ้าไม่มีใครรู้คงได้อยู่แบบนั้นถึงเช้าแน่ เรื่องนี้ผมเอาไปแจ้งความได้เลยนะครับจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะภาพจากกล้องคงเห็นทุกอย่าง"(ออ งั้นก็ขอโทษแทนยัยแตมด้วยนะ แล้วเรื่
EP.46 หลายสัปดาห์ต่อมาเพราะตอนนี้เป็นช่วงเปิดเทอมภาคเรียนที่สองแล้วทำให้กิจกรรมรับน้องไม่ได้มีเยอะเหมือนในเทอมแรก จะมีแค่บางคณะที่ยังรับน้องยาวมาถึงช่วงต้นเทอมสองอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์คณะของเฮีย"พี่ใบชา!" เสียงของญานินรุ่นน้องต่างคณะที่เป็นแฟนสาวของพี่ทศกัณฐ์ เฮ้ดว้ากของคณะนี้โบกมือเรียกฉันทันทีที่เห็น ตอนนี้ฉันเข้ามาในคณะของเฮียเต้เพราะต้องมารอเฮียจัดกิจกรรมรับน้อง วันนี้มีกิจกรรมสำคัญของคณะเฮียบอกว่าจะเลิกดึกจึงให้ฉันมารอที่นี่กับน้องญานินแทน"พวกเฮียไปรับน้องแล้วเหรอ""ใช่ค่ะ เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เอง พี่กินผลไม้ไหม นินซื้อมาเผื่อเยอะเลย" สาวรุ่นน้องยื่นผลไม้มาวางตรงหน้า ฉันจึงยิ้มขอบคุณแล้วนั่งคุยเล่นกับเธอ ตั้งแต่วันที่ไปเที่ยวด้วยกันสองวันเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นรอจนถึงสามทุ่มพวกเฮียก็ยังไม่เลิก แต่ได้ยินเสียงเอะอะจากกิจกรรมรับน้องตรงลานกิจกรรมหรือที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยจะเรียกมันว่าลานเกียร์ของคณะนี้ "ทำไมเลิกช้าขนาดนี้ล่ะ ทีแรกพวกรุ่นพี่บอกว่าสองทุ่มครึ่งไม่ใช่เหรอ" "พี่ทศกัณฐ์บอกว่ามีรุ่นน้องสาขาอุตส่าห์การคนหนึ่งทำตัวมีปัญหาค่ะเลยต้องเพิ่มบททดสอบ"ฉันพยักหน้าเข้าใจแล้วเด
EP.45พอมาถึงที่ป่าสนซึ่งเป็นสถานที่ตั้งแคมป์ของพวกเรา ทุกคนก็พากันกางเต็นท์ของตัวเอง จะมีก็แต่คู่เราเนี่ยแหละที่งอนกันอยู่ เฮียมันก็แกล้งเงียบใส่ฉันอยู่ได้ถ้าทำแบบนี้ใครมันจะไปอยากอยู่ด้วยอึดอัดใจจะตายไป"สาวๆ พี่ขอนอนด้วยได้ไหม" ฉันเดินดุ่มๆไปหาสองสาวรุ่นน้องที่กำลังช่วยกันกางเต็นท์อยู่โดยไม่สนใจเฮียที่ทำหน้าขรึมกางเต็นท์อยู่คนเดียว"ได้สิคะพี่ใบชา" น้องใบเฟิร์นตอบแล้วส่งยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร"เป็นอะไรอีกเนี่ย มาคุยกันดีๆ" พอฉันเดินกลับที่กระเป๋าเพื่อที่จะหยิบมันมาที่เต็นท์ของเด็กๆเฮียเต้ก็พูดขึ้นจากด้านหลัง แล้วเข้ามาดึงแขนฉันให้เดินตามไปแต่ฉันก็สะบัดแขนตัวเองออกแล้วจ้องหน้าเฮียกลับด้วยความหงุดหงิด"ชาอยากนอนกับน้อง ๆค่ะ เป็นผู้หญิงเหมือนกัน""..." เฮียถอนหายใจออกมาแล้วเท้าเอวมองฉันนิ่งเหมือนคนกำลังพยายามใจเย็นแล้วน้ำเสียงก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "ใบชา""..." ฉันเบือนหน้าหนีก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองและเอื้อมมือไปหยิบแต่ไม่ทันคนที่มือไวกว่าคว้ากระเป๋าฉันไปถือไว้สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อย "อะไรของเฮียเนี่ย""จะเอาไปเก็บให้" ว่าแล้วเขาก็เดินไปที่เต็นท์แล้วโยน
พอโดนเฮียดุยัยนั่นก็หน้าซีดยอมไปกับเพื่อนเลย ทีฉันน่ะขนาดใช้กำลังแล้วยังไม่กลัว "ทำแบบนี้จะไม่ไปฟ้องแม่เหรอ""จะฟ้องก็ฟ้องเถอะ เฮียบอกแม่ไปแล้วด้วยว่าเด็กมันก้าวก่ายเกินไป แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแปลว่าเข้าใจ" เฮียทำหน้าขรึมเหมือนกำลังหงุดหงิดอยู่จริงๆ "ช่วงแรก ๆก็พอรับได้นะ เฮียคิดว่าเป็นเด็กปีหนึ่งเลยต้องช่วยเหลือ แต่หลังๆมามันไม่ใช่แล้วไง เพื่อนก็มีแต่ยังมารบกวนเราอีก""ก็เด็กมันชอบไง" ฉันพูดแล้วยิ้มกวนๆส่งให้เฮียเต้ ที่หันมามองกันอย่างไม่ชอบใจ "ไม่หึงหน่อยเหรอ" "หึงทำไม ก็เฮียทำให้ชาไว้ใจแล้วนี่" พูดไปอย่างนั้นแหละทั้งที่แทบจะลงไปตบกับยัยแตมที่หน้าห้องน้ำร้านกาแฟแล้ว ต่อให้ไว้ใจแค่ไหนถ้าผู้หญิงมันให้ท่าก็ต้องจัดการ "แต่เห็นว่าชาไว้ใจเฮียก็อย่าทำให้ผิดหวัง ไม่อย่างนั้นชาจะเอาอีโต้มาฟันของเฮียแล้วสับให้เละ!""โหดจัง เปลี่ยนจากอีโต้เป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม""ไม่คุยด้วยดีกว่า หิวข้าวจะแย่แล้วนะ" ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เข้าทางเฮีย เอะอะหยอดเข้าหาเรื่องบนเตียงตลอด หลังจากเราไปทานข้าวกันเสร็จเฮียก็พากลับคอนโด เพราะต้องอ่านทบทวนเพื่อสอบวันพรุ่งนี้ต่อ ช่วงนี้ฉันเลยถูกหิ้วไปมาอย่างกับตุ๊
EP.43หลายวันต่อมาเพราะช่วงนี้เป็นช่วงสอบ ฉันที่เพิ่งกลับมาจึงต้องอยู่ห้องรอเฮียกลับทุกวัน จะมีบางวันที่เพื่อนมันไม่มีสอบก็จะพาฉันมานั่งเล่นร้านกาแฟที่พวกมันไปนั่งอ่านหนังสือด้วย อย่างเช่นวันนี้"แก! นังเด็กนั่นไงที่ไปกับผัวแก" ปาล์มมี่กระซิบตอนที่ฉันกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆ มันบุ้ยปากไปทางผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเห็นผ่านรูปถ่าย เป็นคนที่เฮียบอกว่าแม่ของนางฝากดูแลแต่เฮียก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่เด็กคนนี้ชอบก้าวก่ายชีวิตหลายอย่างและเอาแต่ใจเหมือนลูกคุณหนู"เป็นอะไรยัยแตม" ฉันและเพื่อนต่างเงียบฟังบทสนทนาของโต๊ะนั้นอย่างเสียมารยาท เพราะอยากรู้นิสัยใจคอของยัยนี่ว่าที่จริงแล้วเป็นคนยังไงกันแน่"ผู้ชายไม่รับโทรศัพท์""พี่ฮ่องเต้เหรอ กูได้ข่าวว่าเขามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ" "แล้วไง" ยัยแตมนั่นพูดแล้วแสยะยิ้มนิดหน่อยอย่างหน้าหมั่นไส้ "อยู่ไกลกันขนาดนั้น ไม่เห็นรอดสักคู่"ฉันอยากจะทึ้งหัวยัยนั่นตอนนี้เหลือเกินแต่การอยู่เงียบๆรอเชือดนิ่มๆน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า"พี่เขาไปเรียนปีเดียวไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็กลับมาหรือเปล่า""อืม แต่ฉันว่าตอนนี้พี่ฮ่องเต้ก็คงเริ่มเบื่อๆแล้วหรือเปล่าวะ ผู้ชายยังไงก็คือ
EP.42"มาถึงก็จะกินเลยเหรอ" ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างเขินเมื่อพูดคำนั้นออกไป "อืม โทษฐานที่ทำให้ต้องนอนคนเดียวมาหนึ่งปีเต็ม แล้วยังจะมาแกล้งกันวันนี้อีก" เสียงเข้มเอ่ยอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันนิ่ง แต่ฉันแอบเห็นความปรารถนาในแววตาคู่นั้นจนทำให้หัวใจของฉันวูบไหว"งั้นก็..." คำพูดของฉันถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อถูกริมฝีปากหยักปิดปากบางของฉันแบบไม่รีรอ ก่อนจะบดขยี้รุนแรงเอาแต่ใจ ราวกับจะลงโทษที่ฉันหลอกให้เฮียกังวลมาทั้งคืนเรียวลิ้นที่ช่ำชองไล่กวาดเอาความหวานภายในโพรงปากจนฉันแทบหายใจไม่ทัน เมื่อพยายามจะปิดริมฝีปากหนีเพื่อหยุดการกระทำนั้นและเรียกหาอากาศหายใจ กลับถูกฟันคมขบเม้มลงมาที่ริมฝีปากล่างอย่างจงใจ"อื้อ!""คิดถึงมากเลยรู้ไหม" เฮียเต้ยอมขยับริมฝีปากออก ฉันรีบสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วมองค้อนแต่ก็ต้องเม้มปากเข้าหากันอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแหบพร่าและนัยน์ตาสีเข้มที่ส่งความปรารถนาร้อนแรงอย่างกับเปลวไฟที่ลุกโชน"ชาก็คิดถึงเฮียค่ะ" ฉันตอบเสียงนุ่มแผ่วเบา ตวัดแขนโอบรอบลำคอแกร่งและส่งสายตาหวานๆให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่เฝ้าคิดถึงมานานแรมปีได้ยินเสียงหัวเราะใน







