เข้าสู่ระบบเรามาถึงร้านตอนสองทุ่มครึ่ง ยัยคะนิ้งก็สั่งเครื่องดื่มมาเต็มโต๊ะจนฉันสงสัย สรุปคือนัดผู้ชายมาอีกแล้ว ฉันอยากจะบ้า
และผู้ชายคนนั้นก็คงหนีไม่พ้นพี่คิวเพราะช่วงนี้ยัยนิ้งมันคลั่งผู้ชายคนนี้เหลือเกิน
“ได้ยินว่าพี่เขามีแก๊งที่สนิทกันสี่คน แต่พวกผู้หญิงที่คุยกับเขาไม่เคยมีใครได้ไปเจอ เพราะพี่เขาจะไม่พาไป” ยัยนั่นยิ้มกรุ้มกริ่ม ไม่รู้เพ้อฝันอะไรอยู่ “ฉันว่าถ้าเป็นคนสำคัญกับพี่เขาต้องพาไปแน่”
“...” ฉันนั่งฟังยัยนั่นพูดไป ตั้งแต่เข้าร้านมาก็พูดถึงแต่เรื่องผู้ชาย นี่ละยัยคะนิ้ง
“แกว่าพี่เขาเป็นไง”
“เจ้าชู้ นิสัยไม่ดี” ฉันตอบเสียงเรียบแล้วเล่นมือถืออย่างไม่ใส่ใจ
“ฉันว่าเขาไม่ได้เจ้าชู้นะ เหมือนยังไม่เจอคนที่ถูกใจมากกว่า” นั่นละเหตุผลของคนเจ้าชู้ มันหนักกว่าคนนอกใจเป็นล้านเท่าเพราะทำคนเสียใจมากกว่าหนึ่ง “แล้วเขานิสัยไม่ดีตรงไหน แกอคติกับเขาทำไมเนี่ย”
“ถามจริง ทำไมคนนี้แกจริงจังวะ แค่เล่น ๆ ไม่ใช่เหรอ” เอาจริง ๆ ฉันไม่อยากให้มันจริงจังกับคนนี้เลย ดูเขาไม่แคร์ใครสักคนนอกจากตนเอง
“เอาจริงนะ ถ้าพี่เขายอมคบฉัน ฉันจะเลิกกับน้องบอล” คำตอบของคะนิ้งทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมามองมันทันที
“แต่น้องบอลไม่เคยทำให้แกเสียใจเลยนะ ตั้งสติหน่อย แกจะเลือกคนแบบพี่คิวแล้วทิ้งคนที่เขารักเดียวใจเดียวเหรอ” ฉันถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ เชื่อมโยงหลายเรื่องเข้าหากันจนรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่หัวไปหมด
“ฉันชอบความท้าทาย แต่บอลดูจืดชืดว่ะ ไม่มีปัญหามาให้ตื่นเต้นเลย อีกอย่างก็อยู่ไกลกันอะ ฉันเหงา”
เหตุผลของพี่ดรีมก็คงเป็นแบบนี้ใช่ไหม เพราะฉันมันจืดชืดและไม่น่าตื่นเต้น ฉันดูเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวสำหรับเขา
เพราะแบบนี้ไงฉันถึงเปลี่ยนตนเองมาเป็นพวกชอบแต่งตัวแต่งหน้าหลังจากที่เราเลิกกัน แต่ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนเพื่อตนเองเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็กลับมาหากันไม่ได้อีกแล้ว
หรือต่อให้เขากลับมา ตอนนี้ฉันก็คงไม่คิดจะคบเขาอีก
“...” ฉันได้แต่เงียบ ไม่อยากพูดต่อ
สักพักพี่คิวก็มานั่งกับเรา มากับเพื่อนอีกคนชื่อวิล เพื่อนไม่ซ้ำหน้าเลย ผู้หญิงก็คงเช่นกัน
ฉันยกมือไหว้ตามมารยาทแล้วก้มเล่นมือถือเงียบ ๆ คนเดียวอยู่อย่างนั้น ยัยคะนิ้งก็ชวนพี่สองคนคุยไปอย่างอารมณ์ดี
“น้องเตยนี่ติดมือถือเหรอ” เสียงของพี่คิวที่พูดถึงฉันทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาก็ยิ้มแบบทุกครั้งส่งมาให้
“เปล่าค่ะ แค่ไม่มีอะไรทำ” ฉันตอบเสียงเรียบแล้วก้มเล่นมือถือต่อ
“มันอกหักค่ะพี่คิว วันนี้ไปเจอแฟนเก่ามากับเมียใหม่ เขาจะแต่งงานกันเดือนหน้า”
“คะนิ้ง” ฉันเรียกชื่อเพื่อนเพื่อเตือนสติ “เรื่องส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเล่าให้คนนอกฟังหรือเปล่า”
“คนนอก...” ได้ยินเสียงพี่คิวหัวเราะออกมาในลำคอ ฉันจึงหันไปมอง เขาก็กอดอกอมยิ้มโดยที่มองลงไปยังแก้วของตนเองเหมือนคิดว่าฉันเป็นตัวตลก
“คบกันนานเหรอ” พี่วิลถามและหันมาสนใจฉัน จากที่ตอนแรกสนใจดูถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่
“ห้าปีค่ะ” ยัยคะนิ้งตอบแทนฉัน
“แล้วเลิกกันทำไม ขอโทษนะที่ถามเยอะ พี่จะได้ปลอบใจถูกวิธี” พี่วิลพูดแล้วหัวเราะออกมา
“เขานอกใจค่ะ” อันนี้ฉันตอบเองแล้วยิ้มออกมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทั้งที่เมื่อกลางวันยังแอบร้องไห้อยู่เลย
“เออ พี่ก็ว่าแปลกนะ ทำไมคนเราถึงชอบทิ้งคนที่คบกันมานานแล้วเลือกคนที่แอบคุยกันไม่กี่เดือน บางทีก็คุยกันไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ” ฉันก็สงสัยอย่างที่พี่วิลสงสัยเหมือนกัน
แต่เหตุผลมันก็คงเหมือนกับยัยคะนิ้งตอนนี้
“คนเก่ามันไม่น่าตื่นเต้นมั้งคะ”
“แอบกินกันมันตื่นเต้นกว่าไง” คำพูดนี้ดังมาจากปากของพี่คิว เขาพูดแล้วปรายตามามองฉันพร้อมกับเหยียดยิ้มออกมา
เรื่องนี้มันก็กระทบทุกคนละ แต่ฉันกลับอยากเอาขวดเหล้าตรงหน้าทุบหัวเขาสักที พูดแบบนี้ต้องการจะสื่อถึงเรื่องฉันกับเขาอยู่หรือเปล่าเพราะสายตาและรอยยิ้มมันสื่อแบบนั้น
“พี่คิวคงชอบ แต่เตยไม่ชอบ” ฉันตอบเสียงเรียบแล้วเบือนหน้าหนี ก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอเหมือนเดิม
“ไม่ชอบจริง ?”
“...” ฉันจ้องหน้าเขาแล้วก็หลบสายตาเจ้าเล่ห์นั่นกลับมา ถ้ามองกันนานกว่านี้ยัยคะนิ้งคงได้สงสัยแน่
“เพราะอย่างนี้ไงแกถึงโดนทิ้ง หัดทำตัวให้มันน่าตื่นเต้นบ้างดิ” ยัยคะนิ้งพูดแล้วยิ้มออกมาพร้อมกับมองพี่คิว
“...” ฉันพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะยกแก้วตนเองขึ้นดื่มจนหมด “ฉันอยากกลับแล้ว แกอยู่กับพี่เขาได้ใช่ไหม”
“เอ้า ! เออ ๆ ตามใจแก กลับเองนะ” ยัยนั่นตอบแบบไม่ต้องคิด ฉันจึงลุกขึ้นแล้วหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กของตนเองขึ้นมาถือไว้
“ลาค่ะ” ฉันบอกพวกพี่ ๆ แล้วยกมือไหว้ก่อนจะหมุนตัวกลับมา
ฉันไม่น่าออกมากับมันเลย มาเสียความรู้สึกเปล่า ๆ
พอออกมานอกร้านได้ฉันก็เรียกรถแต่คงไม่กลับหอ หงุดหงิดแบบนี้ไปนั่งร้านเหล้าคนเดียวคงสบายใจกว่า
คิดได้ดังนั้นฉันก็นั่งรถมาอีกร้าน สั่งเครื่องดื่มเบา ๆ มานั่งดื่มคนเดียว ร้านนี้อยู่ห่างจากร้านเมื่อกี้ไม่ไกลนัก บรรยากาศสบาย ๆ คนก็ไม่ได้เยอะเท่าไร เพลงก็เป็นแนวช้า ๆ เหมาะกับคนกำลังอกหัก
ซึ่งจะรวมฉันเข้าไปด้วยอีกคนก็คงไม่ผิด
“หวัดดี” ขณะที่กำลังนั่งมองนักร้องร้องเพลงเพลิน ๆ เสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา ฉันจึงหันไปมองแล้วยิ้มให้ตามมารยาท
“ค่ะ”
“มาคนเดียวเหรอครับ” เขาถามแล้วหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามฉัน “ขอนั่งชนแก้วด้วยได้ไหม”
“อ๋อ ได้ค่ะ” ฉันตอบแล้วยิ้มให้ ก่อนจะยื่นแก้วไปชนกับเขา
เราคุยกันไปสักพักก็ได้รู้ว่าเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน อยู่ปีสามคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ชื่อ ซัน หน้าตาดีมากเหมือนกัน เขามากับเพื่อนซึ่งนั่งอยู่โต๊ะห่างจากฉันไม่กี่โต๊ะ
“แล้วเตยมายังไง”
ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้วฉันจึงขอตัวกลับ คิดเงินแล้วออกมาจากตรงนั้น
“เราเรียกรถมา”
“ให้ไปส่งไหม” เขาเดินตามออกมาแล้วถามขึ้น ตอนนี้เพื่อน ๆ ของเขาก็แซวกันใหญ่
“ไม่เป็นไร เรากลับเองได้” ฉันบอกแล้วส่งยิ้มให้อีกเช่นเคย
“ไม่ได้เมาใช่ไหม” คำถามเหมือนเป็นห่วง แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่คิดไม่ดีก็ถามแบบนี้เหมือนกัน
“ไม่เมา” ที่จริงก็มึนนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับไม่ไหว
“งั้นเราขอไลน์ได้ป้ะ”
ฉันพยักหน้าให้แล้วจึงรับมือถือของเขามากดไอดีตนเอง กดแอดเพื่อนแล้วส่งกลับไป
“เราไปก่อนนะ” ฉันหันไปบอกเพราะรถที่เรียกมารับมาถึงพอดี
“โอเค ถึงหอบอกด้วยนะ”
จะว่าไปแล้วเขาก็ดูเป็นคนดีนะ ไม่ได้ดูเจ้าชู้อะไร ออกจะเป็นคนใจดีมาก ๆ ด้วย
“เตย !” ไม่ทันที่จะเดินไปถึงรถเขาก็เรียกชื่อฉันอีกครั้ง
“ว่า”
“โสดใช่ไหม”
ฉันไม่ได้ตอบออกไปแต่พยักหน้าให้เขาแล้วยิ้มออกมาก่อนจะเดินขึ้นรถกลับหอตนเอง
พอมาถึงหอก็เห็นรถของใครบางคนที่คุ้น ๆ ตาจอดอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะใช่คนที่ฉันคิดไว้หรือเปล่า เพราะฉันดันจำป้ายทะเบียนรถเขาไม่ได้นี่สิ
ถ้าใช่เขาก็คงจะมาเอาของที่ลืมไว้ละมั้ง แต่ขอภาวนาให้ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้แล้วกัน เพราะฉันเพิ่งจะบอกกับตนเองไปว่าจะพยายามไม่เจอเขาแบบนี้อีก
แต่สุดท้ายก็ต้องเจออยู่ดีเพราะโลกตั้งใจเหวี่ยงผู้ชายคนนี้มาให้ฉันสินะ หรือไม่เขาก็เหวี่ยงตนเองเข้ามาหาฉัน
“นั่งรถกลับหอนานจัง” นี่คือคำทักทายของเขาและรอยยิ้มกวน ๆ แบบเดิม
“...” ฉันไม่ตอบ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“คนขับเขาคงขับรถวนรอบเมืองเลยมั้ง” พี่คิวยังคงพูดต่อแล้วเดินตามฉันมาจนถึงหน้าห้อง
“แล้วพี่ยุ่งอะไร”
“เมียทั้งคนก็ต้องห่วงหรือเปล่า”
EP.47พอกลับมาถึงห้องเฮียก็ได้รับสายจากแม่ของยัยแตมทันที คงเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงถึงหูแล้วอย่างแน่นอน เฮียเต้วางโทรศัพท์มือถือเครื่องราคาแพงลงกับโต๊ะกินข้าวเลื่อนนิ้วเรียวไปเปิดลำโพงให้ดังจนฉันได้ยินด้วยอีกคน การกระทำของเฮียทำให้ฉันรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย เพราะเหมือนเขาตั้งใจจะเปิดเผยทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาให้ฉันได้รับรู้ด้วยทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คำพูดหวานๆเพียงอย่างเดียว"ครับ"(ฮ่องเต้ สะดวกคุยไหมเอ่ย) เสียงของผู้หญิงที่ดูมีอายุพูดขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนคนที่กำลังสงวนท่าทีตัวเองอยู่"มีอะไรหรือเปล่าครับ" เฮียเงยหน้าสบตากับฉันที่เงียบฟังแล้วพิงหลังกับเก้าอี้กอดอกรอฟังยัยป้าคนนั้นพูด(ป้าได้ยินมาว่าน้องโดนทำร้ายร่างกาย แล้วก็โดนเพื่อนต่อว่า)"..." ฉันได้ยินเฮียถอนหายใจออกมาอย่างนึกรำคาญ จากนั้นก็พูดแบบไม่มีช่องว่างให้ป้าคนนั้นได้แทรกเลย "ใช่ครับแตมโดนตบเพราะแตมไปทำร้ายแฟนผมก่อน แฟนผมโดนแตมขังไว้ในห้องน้ำ ถ้าไม่มีใครรู้คงได้อยู่แบบนั้นถึงเช้าแน่ เรื่องนี้ผมเอาไปแจ้งความได้เลยนะครับจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะภาพจากกล้องคงเห็นทุกอย่าง"(ออ งั้นก็ขอโทษแทนยัยแตมด้วยนะ แล้วเรื่
EP.46 หลายสัปดาห์ต่อมาเพราะตอนนี้เป็นช่วงเปิดเทอมภาคเรียนที่สองแล้วทำให้กิจกรรมรับน้องไม่ได้มีเยอะเหมือนในเทอมแรก จะมีแค่บางคณะที่ยังรับน้องยาวมาถึงช่วงต้นเทอมสองอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์คณะของเฮีย"พี่ใบชา!" เสียงของญานินรุ่นน้องต่างคณะที่เป็นแฟนสาวของพี่ทศกัณฐ์ เฮ้ดว้ากของคณะนี้โบกมือเรียกฉันทันทีที่เห็น ตอนนี้ฉันเข้ามาในคณะของเฮียเต้เพราะต้องมารอเฮียจัดกิจกรรมรับน้อง วันนี้มีกิจกรรมสำคัญของคณะเฮียบอกว่าจะเลิกดึกจึงให้ฉันมารอที่นี่กับน้องญานินแทน"พวกเฮียไปรับน้องแล้วเหรอ""ใช่ค่ะ เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เอง พี่กินผลไม้ไหม นินซื้อมาเผื่อเยอะเลย" สาวรุ่นน้องยื่นผลไม้มาวางตรงหน้า ฉันจึงยิ้มขอบคุณแล้วนั่งคุยเล่นกับเธอ ตั้งแต่วันที่ไปเที่ยวด้วยกันสองวันเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นรอจนถึงสามทุ่มพวกเฮียก็ยังไม่เลิก แต่ได้ยินเสียงเอะอะจากกิจกรรมรับน้องตรงลานกิจกรรมหรือที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยจะเรียกมันว่าลานเกียร์ของคณะนี้ "ทำไมเลิกช้าขนาดนี้ล่ะ ทีแรกพวกรุ่นพี่บอกว่าสองทุ่มครึ่งไม่ใช่เหรอ" "พี่ทศกัณฐ์บอกว่ามีรุ่นน้องสาขาอุตส่าห์การคนหนึ่งทำตัวมีปัญหาค่ะเลยต้องเพิ่มบททดสอบ"ฉันพยักหน้าเข้าใจแล้วเด
EP.45พอมาถึงที่ป่าสนซึ่งเป็นสถานที่ตั้งแคมป์ของพวกเรา ทุกคนก็พากันกางเต็นท์ของตัวเอง จะมีก็แต่คู่เราเนี่ยแหละที่งอนกันอยู่ เฮียมันก็แกล้งเงียบใส่ฉันอยู่ได้ถ้าทำแบบนี้ใครมันจะไปอยากอยู่ด้วยอึดอัดใจจะตายไป"สาวๆ พี่ขอนอนด้วยได้ไหม" ฉันเดินดุ่มๆไปหาสองสาวรุ่นน้องที่กำลังช่วยกันกางเต็นท์อยู่โดยไม่สนใจเฮียที่ทำหน้าขรึมกางเต็นท์อยู่คนเดียว"ได้สิคะพี่ใบชา" น้องใบเฟิร์นตอบแล้วส่งยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร"เป็นอะไรอีกเนี่ย มาคุยกันดีๆ" พอฉันเดินกลับที่กระเป๋าเพื่อที่จะหยิบมันมาที่เต็นท์ของเด็กๆเฮียเต้ก็พูดขึ้นจากด้านหลัง แล้วเข้ามาดึงแขนฉันให้เดินตามไปแต่ฉันก็สะบัดแขนตัวเองออกแล้วจ้องหน้าเฮียกลับด้วยความหงุดหงิด"ชาอยากนอนกับน้อง ๆค่ะ เป็นผู้หญิงเหมือนกัน""..." เฮียถอนหายใจออกมาแล้วเท้าเอวมองฉันนิ่งเหมือนคนกำลังพยายามใจเย็นแล้วน้ำเสียงก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "ใบชา""..." ฉันเบือนหน้าหนีก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองและเอื้อมมือไปหยิบแต่ไม่ทันคนที่มือไวกว่าคว้ากระเป๋าฉันไปถือไว้สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อย "อะไรของเฮียเนี่ย""จะเอาไปเก็บให้" ว่าแล้วเขาก็เดินไปที่เต็นท์แล้วโยน
พอโดนเฮียดุยัยนั่นก็หน้าซีดยอมไปกับเพื่อนเลย ทีฉันน่ะขนาดใช้กำลังแล้วยังไม่กลัว "ทำแบบนี้จะไม่ไปฟ้องแม่เหรอ""จะฟ้องก็ฟ้องเถอะ เฮียบอกแม่ไปแล้วด้วยว่าเด็กมันก้าวก่ายเกินไป แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแปลว่าเข้าใจ" เฮียทำหน้าขรึมเหมือนกำลังหงุดหงิดอยู่จริงๆ "ช่วงแรก ๆก็พอรับได้นะ เฮียคิดว่าเป็นเด็กปีหนึ่งเลยต้องช่วยเหลือ แต่หลังๆมามันไม่ใช่แล้วไง เพื่อนก็มีแต่ยังมารบกวนเราอีก""ก็เด็กมันชอบไง" ฉันพูดแล้วยิ้มกวนๆส่งให้เฮียเต้ ที่หันมามองกันอย่างไม่ชอบใจ "ไม่หึงหน่อยเหรอ" "หึงทำไม ก็เฮียทำให้ชาไว้ใจแล้วนี่" พูดไปอย่างนั้นแหละทั้งที่แทบจะลงไปตบกับยัยแตมที่หน้าห้องน้ำร้านกาแฟแล้ว ต่อให้ไว้ใจแค่ไหนถ้าผู้หญิงมันให้ท่าก็ต้องจัดการ "แต่เห็นว่าชาไว้ใจเฮียก็อย่าทำให้ผิดหวัง ไม่อย่างนั้นชาจะเอาอีโต้มาฟันของเฮียแล้วสับให้เละ!""โหดจัง เปลี่ยนจากอีโต้เป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม""ไม่คุยด้วยดีกว่า หิวข้าวจะแย่แล้วนะ" ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เข้าทางเฮีย เอะอะหยอดเข้าหาเรื่องบนเตียงตลอด หลังจากเราไปทานข้าวกันเสร็จเฮียก็พากลับคอนโด เพราะต้องอ่านทบทวนเพื่อสอบวันพรุ่งนี้ต่อ ช่วงนี้ฉันเลยถูกหิ้วไปมาอย่างกับตุ๊
EP.43หลายวันต่อมาเพราะช่วงนี้เป็นช่วงสอบ ฉันที่เพิ่งกลับมาจึงต้องอยู่ห้องรอเฮียกลับทุกวัน จะมีบางวันที่เพื่อนมันไม่มีสอบก็จะพาฉันมานั่งเล่นร้านกาแฟที่พวกมันไปนั่งอ่านหนังสือด้วย อย่างเช่นวันนี้"แก! นังเด็กนั่นไงที่ไปกับผัวแก" ปาล์มมี่กระซิบตอนที่ฉันกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆ มันบุ้ยปากไปทางผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเห็นผ่านรูปถ่าย เป็นคนที่เฮียบอกว่าแม่ของนางฝากดูแลแต่เฮียก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่เด็กคนนี้ชอบก้าวก่ายชีวิตหลายอย่างและเอาแต่ใจเหมือนลูกคุณหนู"เป็นอะไรยัยแตม" ฉันและเพื่อนต่างเงียบฟังบทสนทนาของโต๊ะนั้นอย่างเสียมารยาท เพราะอยากรู้นิสัยใจคอของยัยนี่ว่าที่จริงแล้วเป็นคนยังไงกันแน่"ผู้ชายไม่รับโทรศัพท์""พี่ฮ่องเต้เหรอ กูได้ข่าวว่าเขามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ" "แล้วไง" ยัยแตมนั่นพูดแล้วแสยะยิ้มนิดหน่อยอย่างหน้าหมั่นไส้ "อยู่ไกลกันขนาดนั้น ไม่เห็นรอดสักคู่"ฉันอยากจะทึ้งหัวยัยนั่นตอนนี้เหลือเกินแต่การอยู่เงียบๆรอเชือดนิ่มๆน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า"พี่เขาไปเรียนปีเดียวไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็กลับมาหรือเปล่า""อืม แต่ฉันว่าตอนนี้พี่ฮ่องเต้ก็คงเริ่มเบื่อๆแล้วหรือเปล่าวะ ผู้ชายยังไงก็คือ
EP.42"มาถึงก็จะกินเลยเหรอ" ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างเขินเมื่อพูดคำนั้นออกไป "อืม โทษฐานที่ทำให้ต้องนอนคนเดียวมาหนึ่งปีเต็ม แล้วยังจะมาแกล้งกันวันนี้อีก" เสียงเข้มเอ่ยอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันนิ่ง แต่ฉันแอบเห็นความปรารถนาในแววตาคู่นั้นจนทำให้หัวใจของฉันวูบไหว"งั้นก็..." คำพูดของฉันถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อถูกริมฝีปากหยักปิดปากบางของฉันแบบไม่รีรอ ก่อนจะบดขยี้รุนแรงเอาแต่ใจ ราวกับจะลงโทษที่ฉันหลอกให้เฮียกังวลมาทั้งคืนเรียวลิ้นที่ช่ำชองไล่กวาดเอาความหวานภายในโพรงปากจนฉันแทบหายใจไม่ทัน เมื่อพยายามจะปิดริมฝีปากหนีเพื่อหยุดการกระทำนั้นและเรียกหาอากาศหายใจ กลับถูกฟันคมขบเม้มลงมาที่ริมฝีปากล่างอย่างจงใจ"อื้อ!""คิดถึงมากเลยรู้ไหม" เฮียเต้ยอมขยับริมฝีปากออก ฉันรีบสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วมองค้อนแต่ก็ต้องเม้มปากเข้าหากันอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแหบพร่าและนัยน์ตาสีเข้มที่ส่งความปรารถนาร้อนแรงอย่างกับเปลวไฟที่ลุกโชน"ชาก็คิดถึงเฮียค่ะ" ฉันตอบเสียงนุ่มแผ่วเบา ตวัดแขนโอบรอบลำคอแกร่งและส่งสายตาหวานๆให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่เฝ้าคิดถึงมานานแรมปีได้ยินเสียงหัวเราะใน







