ค่ำนี้บ้านเรือนริมถนนเต็มไปด้วยผางประทีบประดับประดาทว่าไม่มีใครสนใจความงดงามสองข้างทาง ชายหนุ่มขับรถด้วยความเร็วสีหน้าเคร่งเครียดจนคนนั่งมาด้วยกดดันนั่งไม่ติด รู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกมาตามฝ่ามือ หน้าผาก และลำคอ
ไม่กี่นาทีต่อมารถคันหรูก็มาจอดนิ่งหน้าโรงเรียนของสามสาว ‘นาฏช่างฟ้อน’ เป็นชื่อที่ทั้งสามคนช่วยกันคิด พิมพ์ปรางชอบชื่อนี้มาก เธอคิดว่าลงตัวเข้ากับที่นี่และพวกเธอที่มาจากกรุงเทพฯ ดี ในขณะเดียวกันหญิงสาวก็เป็นคนที่อยู่ที่นี่ตลอดเวลาแตกต่างจากเพื่อนสองคนที่ไปกลับบ้านในวันหยุด แต่โดยรวมแล้วทั้งสามสาวมักอยู่โยงที่โรงเรียนเสียมากกว่า
“ฉันลงไปได้หรือยังคะ”
“ลงสิ”
คนตอบตอบเสียงดุ
พิมพ์ปรางลงไปจากรถช้าๆ แล้วเดินไปยังหน้าประตูโดยมีอีกฝ่ายตามลงมา เธอเหลือบมองเขาด้วยความไม่สบายใจ ขณะที่กิตติกรพยักพเยิดให้ไขกุญแจ
หญิงสาวค่อยๆ ยื่นมือถือคืนให้อีกฝ่ายราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ชายหนุ่มจึงรับไปแล้วใช้สายตาบังคับให้เธอไขกุญแจอีกครั้ง พิมพ์ปรางจึงต้องเปิดประตูอย่างจำใจ และเมื่อเห็นว่าเธอดันเหล็กที่ปิดอยู่ได้ช้า เขาก็เป็นคนจัดการเอง
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
เสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้น แต่ร่างสูงกว่ายังยืนนิ่งไม่ได้ถอยออกไป
“กุญแจ”
มือหนายื่นมาด้านหน้าแทนราวกับตัดรำคาญ หญิงสาวก้าวถอยหลังไม่อยากให้เขา แต่ถูกดึงมือเอาไว้แล้วแย่งกุญแจไปแทน ในที่สุดกิตติกรก็เปิดประตูกระจก รั้งให้ร่างบางตามเข้ามาด้านใน
“คุณกลาง”
พิมพ์ปรางตาโตเมื่อเห็นอีกฝ่ายล็อกประตู
กิตติกรไม่สนใจอะไรนอกจากลากร่างเล็กกว่าพาขึ้นบันไดไป ไฟจากภายในถูกกดเปิดจากมือของชายหนุ่มทำให้คนถูกลากไม่สะดุดขั้นบันไดหกล้ม ชายหนุ่มจำได้ว่าห้องนอนอีกฝ่ายอยู่ชั้นสาม เพราะเคยขึ้นมาด้านบนในวันที่มาตามหาน้องสาวแล้วบังเอิญเจอพิมพ์ปรางอยู่ในห้อง
หญิงสาวฝืนตัวเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าห้อง กิตติกรหันมามองสีหน้าแววตาเข้มกรุ่นไปด้วยอารมณ์ดุดันน่ากลัว เฉยชากับสายตาเว้าวอนขอร้องด้วยความหวาดหวั่นของอีกฝ่าย
ใบหน้าเล็กส่ายไปมาโดยไร้คำพูด แต่ชายหนุ่มก็ยังดึงรั้งให้เธอเข้าไปในห้องพร้อมกับเขา
“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ทำไมจะไม่ได้”
เสียงของเขาเบาแต่เข้มดุ
“คุณกลาง ฉันขอร้องนะคะ”
พิมพ์ปรางเสียงเครือ ทว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเขาผลักเธอเข้าไปแล้วปิดประตูดังโครมจนหญิงสาวสะดุ้ง
“เธอมันอวดดี”
“ฉันไม่ได้ทำอะไร...”
“ไม่เห็นหัวฉัน พูดจาอี๋อ๋อกับไอ้หมอนั่นแบบหน้าด้านๆ”
“ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น”
“ต่อหน้าฉันยังทำขนาดนี้ แล้วลับหลังฉันมันจะไปถึงขนาดไหน หา!”
กิตติกรตวาดเสียงลั่น ไม่สนใจคำแก้ตัวของหญิงสาว
ความรู้สึกถูกกดดันทางจิตใจและโดนกล่าวหาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดทำให้พิมพ์ปรางหมดความอดทน
“แล้วไงคะ จะไปถึงไหนมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับคุณสักหน่อย”
หญิงสาวกัดฟันเชิดหน้าขึ้นท้าทาย เธอสุดที่จะทนแล้วในเมื่อไม่มีทางหนี และกิตติกรก็ไล่บี้โดยไม่มีเหตุผล ไม่เหลือพื้นที่ให้เธอถอยหนีได้ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดทำให้พิมพ์ปรางเลือกที่จะโต้กลับ
“ว่าไงนะ!”
ชายหนุ่มถามกลับอย่างดุดัน
“นี่เธอกล้าพูดกับฉันแบบนี้เหรอ”
“ทำไมคะ ในเมื่อคุณกับฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เรื่องของฉันไม่ใช่เรื่องของคุณ ฉันจะทำอะไรไปกับใครที่ไหนไม่จำเป็นต้องรายงานคุณนี่คะ”
“นี่หมายความว่าไปกับไอ้หมอนั่นมาแล้วงั้นเหรอ นอนกับมันแล้วใช่ไหม!”
แม้จะโกรธจนหน้าร้อนผ่าวกับคำกล่าวหาของอีกฝ่ายแต่พิมพ์ปรางเลือกที่จะเปิดโหมดพร้อมสู้แทน ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ฝ่ายเดียว
“นั่นมันเรื่องของฉันค่ะ”
“เธออยากลองดีกับฉันใช่ไหมพิมพ์ปราง”
กิตติกรเข่นเขี้ยวจ้องหน้ามนเนียนใสไม่วางตา ขณะที่หญิงสาวเองก็ไม่ได้หลบสายตาเช่นกัน
“ฉันก็แค่พูดความจริง คุณเองต่างหากจะมาสนใจอะไรอดีตเด็กในบ้านอย่างฉันคะ ในเมื่อต่างคนต่างอยู่ตั้งนานแล้ว ฉันไม่ใช่เด็กในบ้านของคุณแล้ว ไม่ใช่คนที่คุณจะบังคับควบคุมให้ทำอะไรก็ได้ตามใจอีกต่อไปแล้ว ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งหรือมีสิทธิ์ในชีวิตของฉันเอง”
หญิงสาวร่ายยาวอย่างอัดอั้นตันใจ แต่ละคำพูดเน้นย้ำให้แสดงความเด็ดเดี่ยวออกมาให้มากที่สุด ทว่าไม่ใช่การตะโกน มันคือการเค้นเสียงจนแหบพร่าไปหมดอย่างน่าสงสาร หากก็ไม่ทำให้ผู้ชายตรงหน้านำพา มีแต่จะสร้างความโกรธจนพลุ่งพล่านให้กิตติกรเพิ่มมากยิ่งขึ้น
“ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ”
คำถามที่ออกจากปากของชายหนุ่มให้ความรู้สึกน่าขนลุกอย่างประหลาดสำหรับพิมพ์ปราง
“งั้นมาลองดูกันสักตั้งไหมว่าฉันไม่มีสิทธิ์ในตัวเธอจริงหรือเปล่า”
พร้อมคำพูดมือหนาก็คว้าเอวบางเข้าหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวถลาเข้าไปหาอ้อมอกแกร่ง ใบหน้าคมเคลื่อนลงมาใกล้เธอก็รีบเอียงหลบ
“ไม่นะคะคุณกลาง”
น้ำเสียงพิมพ์ปรางหวาดหวั่นสั่นไหวอย่างชัดเจนแต่นั่นกลับทำให้ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก
“หึ เก่งนักไม่ใช่เหรอ จะกลัวทำไม”
คนตัวเล็กเริ่มสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดแต่กิตติกรไม่สนใจ เธอยั่วโมโหเขาเอง เพราะฉะนั้นต้องรับกรรมในสิ่งที่ทำลงไป ชายหนุ่มอุ้มร่างบางขึ้นแล้วพาไปยังเตียงนอน
“อย่านะคะ ไม่ ปล่อยฉัน”
แม้จะดิ้นรนแต่ก็ไม่สามารถหลุดจากอ้อมกอดที่รัดแน่นของอีกฝ่ายได้
“มาขอร้องตอนนี้มันก็สายไปแล้วปราง”
เขาบอกพร้อมวางหญิงสาวลงบนเตียงแล้วตามลงมาทาบทับ ใบหน้าคมหล่อดูไร้ความปรานี ชั่ววูบในความรู้สึกพิมพ์ปรางหวนนึกถึงวันที่แสนเจ็บปวด วันแห่งฝันร้ายในความทรงจำที่เธออยากลืมแต่ไม่เคยลืมมันได้เลย
และกิตติกรก็เป็นคนตอกย้ำฝันร้ายของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
=====
ใบหน้าคมที่แนบลงมาหาพร้อมสัดส่วนแข็งแกร่งเบียดเสียดกับร่างกายเธอทำให้พิมพ์ปรางขนลุกชัน หญิงสาวหลับตาลงเอียงหน้าหลบไม่อยากรับรู้อะไรอีกแม้สัมผัสที่แนบลงมาข้างแก้มแล้วเคลื่อนมาบนริมฝีปากจะไม่ได้รุนแรงทว่าก็หนักหน่วงเอาแต่ใจ ความรู้สึกเดิมๆ วนกลับมาอีกครั้ง กิตติกรมักจะแตะต้องเธอในแบบนี้ เขาไม่เคยทำร้ายร่างกายเธอแต่บีบบังคับเธอด้วยการเรียกร้องให้ตัวเองได้ในสิ่งที่อยากได้เธอไม่เคยเจ็บปวดทางร่างกายเพราะเขา แต่จิตใจแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดีกิตติกรผละออกมามองอีกฝ่ายใกล้ๆ ปลายนิ้วโป้งยกขึ้นไล้กลีบปากสีสวยมองนิ่งอยู่อย่างนั้นการกระทำของชายหนุ่มทำให้พิมพ์ปรางต้องลืมตาขึ้นมามอง แล้วก็เห็นว่าตาคมจ้องอยู่ที่ปากเธอ กระแสบางอย่างวิ่งแปลบปลาบไปทั่วทั้งร่างจนหญิงสาวหวาดหวั่น แล้วอยู่ๆ เขาก็เหลือบขึ้นมาทั้งคู่จึงได้สบสายตากันในระยะประชิด ดวงตาคมวูบวาบน่ากลัวก่อนเขาจะเอ่ยขึ้น“เธอ...”เสียงทุ้มเต็มไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ“กล้าให้คนอื่นทำแบบที่ฉันทำจริงๆ เหรอ”“ถ้าเขาไม่บังคับฉันก็ยินดี”ขณะพูดพิมพ์ปรางรู้ว่าแววตากับน้ำเสียงของเธอไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด แต่เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มรู้ว่าเธอก็ยังเป็นคน
“ถ้าเธอไม่ถอดฉันจะทำให้มันขาดให้หมดเลย”พิมพ์ปรางกัดริมฝีปากตนเอง แม้ไม่อยากยอมจำนนแต่ชุดรำที่เธอใส่อยู่เป็นชุดเช่า ถ้าเกิดความเสียหายอย่างน้อยเพื่อนของเธอสองคนก็ต้องสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่มือบางสั่นเทาค่อยๆ ปลดกระดุมที่เหลืออย่างจำใจ เชื่องช้าจนสายตาคมที่มองตามรู้สึกลุ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ แม้อยากให้อีกฝ่ายทำเร็วขึ้นแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอใจกับการรอคอยอยู่ลึกๆ เมื่อกระดุมถูกปลดออกหมดชายหนุ่มก็ไม่รอช้าแหวกเสื้อออกให้เผยสัดส่วนสล้างต่อสายตาในทันที ถึงจะยังมีเสื้อชั้นในอยู่แต่ความอวบอิ่มชวนมองก็ไม่อาจปกปิดได้ใบหน้าคมลดลงมายังอกคู่สวย พร้อมมือหนาก็ปัดเสื้อหญิงสาวออกจากไหล่มนและแขน แถมยังดันร่างบางขึ้นเพื่อปลดตะขอเสื้อชั้นในของคนตัวเล็กได้อย่างง่าย ปลายจมูกกับปากที่ฝังอยู่บนความอวบอิ่มก็ทำหน้าที่ไล้เลียและเล็มไม่ยอมห่าง เมื่อผ้าลูกไม้ถูกรั้งออกไปปากได้รูปก็ครอบครองยอดอกสีสวยในทันทีเสียงหอบหายใจดังจากร่างบางยิ่งพาให้ชายหนุ่มดูดกลืนอกอวบแรงขึ้น“อืม”กิตติกรครางในลำคออย่างพึงพอใจ รับรู้ว่ามือบางที่ผลักไหล่เขาเริ่มอ่อนแรงเป็นเกาะเกี่ยว มือหนาข้างหนึ่งก็ขยับเคล้นคลึงความนุ่มแน่น
‘นี่มันขืนใจชัดๆ’พิมพ์ปรางบอกตัวเองแต่ไม่กล้าพอที่จะพูดออกไป เขาทำกับเธอขนาดนี้ได้ยังไง ครั้งหนึ่งเธอคิดว่ากิตติกรดูเป็นผู้ใหญ่ ภูมิฐาน มีความคิดและเหตุผลมากกว่าเมื่อก่อน แต่มันไม่ใช่เลย ตอนนี้ชายหนุ่มกลับแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ“บอกมา เธอยอมให้ไอ้หมอนั่นแตะต้องแล้วจริงๆ หรือแค่ประชดฉัน”กิตติกรเอ่ยถามขึ้น ขณะนอนเอามือรองศีรษะมองเพดาน หญิงสาวที่หันหลังให้เขาเงียบกริบไม่ตอบ“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้หลับ ตอบมา”“นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉันนะคะ”หลังคำตอบไหล่มนก็ถูกคว้าให้หญิงสาวหันไปเผชิญหน้ากับเขา“ยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอ”“ทำไมจะพูดไม่ได้คะ”ดวงตาคู่สวยดูกร้าวขึ้นหากก็แฝงไปด้วยความเจ็บปวด ขณะที่ชายหนุ่มมองคนกล้าเถียงเขาอย่างกรุ่นโกรธ“อย่าให้มันแตะต้องอีก ไม่งั้นฉันไม่เอามันไว้แน่”กิตติกรขู่เสียงเข้ม ตาคมดุดัน ก่อนร่างสูงใหญ่จะขยับตัวลุกขึ้น มองหากางเกงตัวเองแล้วหยิบขึ้นมา“ผ้าขนหนูเธออยู่ไหน”เมื่อหญิงสาวเงียบเขาก็หันไปดุ และเห็นว่าเธอไม่มองมาทางเขาที่กำลังโป๊อยู่“ปราง”“ในตู้ขวามือค่ะ”ชายหนุ่มเดินไปยังตู้เสื้อผ้าโดยไม่ได้แคร์เท่าไรนักว่าตนเองกำลังอยู่ในสภาพไหน เป็นหญิงสาวเองที่หลบเลี่ยงจะมอง
“เมื่อกี้พี่ต้องขอโทษปรางด้วยนะที่เข้าใจผิดว่าเป็นน้องก้อย”“ไม่เป็นไรคะ”พิมพ์ปรางตอบเสียงเบาแล้วก้มหน้า รู้สึกตัวเองหน้าร้อนผาว แม้จะไม่ได้คิดอะไรแต่เพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเข้าใกล้ขนาดนี้ แม้จะคุ้นเคยกับปัฐวิกรมาตั้งแต่เด็ก ทว่านับตั้งแต่เขาไปเรียนต่างประเทศทั้งคู่ก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกันเท่าไรนักแม้ชายหนุ่มจะกลับมาเยี่ยมบ้านปีละสองครั้งก็ตาม ความสนิทสนมเคยชินก็ไม่เท่ากับเมื่อก่อน แถมปัฐวิกรยังตัวโตสูงใหญ่ไหล่กว้างแตกต่างจากหลายปีก่อนมาก“พี่ปัฐมองผิดก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพื่อนๆ ยังทักผิดประจำเลย ก้อยกับปรางเลยถักเปียให้ต่างกันทุกวัน เพื่อนเห็นข้างหลังจะได้เรียกถูกไงคะ”กัญญานันจับผมเปียสองข้างของตนข้างหนึ่งชูให้พี่ชายดู ส่วนพิมพ์ปรางนั้นรวบผมไปถักเอาไว้ด้านหลังทั้งหมดรูปร่างของสองสาวน้อยไม่ต่างกันแม้แต่น้อย ผมเองก็ยาวหนาสลวยเหมือนกัน เมื่อใส่ชุดนักเรียนเหมือนกันแบบนี้ต้องมองจากด้านหน้าจริงๆ ถึงจะแยกออก“อ้าว พี่ปัฐมาดักเจอน้องก้อยก่อนซะแล้ว ผมอุตส่าห์กำชับยายจันทร์ว่ายังไม่ต้องบอก กะว่าจะเซอร์ไพรส์สักหน่อย”ทั้งหมดมองไปตามเสียงแล้วชายหนุ่มที่รูปร่างสูงโปร่งดูบอบบางกว่าปัฐวิกรเล็กน้อยยื
คนตรงหน้าไม่พูดอะไรนอกจากจ้องหน้าเธอนิ่ง พิมพ์ปรางเองก็งุนงงว่าเขามาอยู่ตรงนี้ทำไม จึงนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรเช่นกันชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวเข้ามาทำให้พิมพ์ปรางต้องถอยเข้าไปด้านในโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด“เอ่อ...คุณ...กลาง”“ปิดประตู”“คะ?”ความสงสัยระคนมึนงงทำให้พิมพ์ปรางยังยืนนิ่ง ไม่ได้ทำตามที่อีกฝ่ายพูดแต่ถามกลับแทน“คุณมีอะไรจะให้ปรางทำเหรอคะ หรือว่ามาหายาย แต่ยายนอนแล้วนะคะ เพราะพรุ่งนี้ยายต้องไปวัด...”“บอกให้ปิดประตู”กิตติกรไม่ได้เสียงดัง เขาสั่งแบบราบเรียบแต่ก็ทำให้สาวน้อยอดหวาดหวั่นกับท่าทางแปลกๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้ หากก็ไม่กล้าขัดจึงก้าวผ่านร่างสูงโปร่งไปยังประตู ปิดแล้วล็อกลงในที่สุด และยังไม่ทันหันหลังกลับก็ถูกรวบจากด้านหลัง พิมพ์ปรางจะกรีดร้องแต่ปากเล็กถูกมือของคนข้างหลังปิดไว้ฉับพลัน“หยุด อย่าเสียงดังนะ”“อื้อๆ”พิมพ์ปรางส่ายหน้าไปมา ร่างเล็กถูกรวบเข้าไปหาร่างสูง เนื้อตัวแตกต่างกันที่ปะทะมาด้านหลังก่อปฏิกิริยาแปลกประหลาดทำให้สาวน้อยถึงกับกลั้นหายใจ ก่อนร่างเล็กจะพยายามดิ้นเพราะแรงรัดจากชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกกลัวกิตติกรกำลังตัดสินใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ตั้งแต่
เช้ามืดของวันใหม่ยายจันทร์ออกจากห้องของตัวเองเพื่อไปจัดเตรียมอาหาร ในเรือนครัวมีแม่ครัวกับผู้ช่วยอยู่แล้ว แต่ยายจันทร์คือคนจัดการและออกคำสั่งเป็นเหมือนแม่บ้านใหญ่อีกที เพราะความที่เป็นแม่นมของคุณชายพงศกรและเลี้ยงดูหม่อมหลวงกัญญานันทุกคนบ้านจึงให้เกียรติ แม้แต่คุณรุจีรัตน์ที่แต่งเข้ามาก็ยังเคารพและฟังความคิดเห็นของยายจันทร์หลังดูแลความเรียบร้อยในครัวเรียบร้อยยายจันทร์ก็กลับมาเตรียมตัว เวลานี้ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ขึ้นเรือนมาแล้วก็อดสังสัยไม่ได้เพราะมืดและเงียบผิดปกติ ทุกครั้งหากต้องไปวัดเวลานี้พิมพ์ปรางจะตื่นมาอาบน้ำแล้ว แต่คิดว่าให้นอนต่ออีกหน่อยก็น่าจะได้อยู่ ยายจึงไปเตรียมตัวเพื่อจะอาบน้ำก่อน พอออกจากห้องมาพร้อมเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนก็ต้องรีบถอยกลับเข้าห้องและปิดประตูเพราะเห็นใครคนหนึ่งออกจากห้องของหลานสาวใจยายจันทร์ร่วงลงไปอยู่ตาตุ่ม ไม่คิดว่าตัวเองจะมองผิดไป เพราะเพิ่งเปิดไฟตรงโถงนั่งเล่นเอาไว้เองทำให้เห็นรูปร่างกับโครงหน้าคนคนนั้นชัดเจน“คุณกลาง”ยายจันทร์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหน้ามืด ต้องรีบนั่งลงเอนหลังพิงประตู มือวางทาบอกใจสั่นไปหมด ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องแบบนี้เข้า หลานสาวตัวเองกับ
กิตติกรต้องเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า ชายหนุ่มต้องเตรียมหลายอย่างทำให้ค่อนข้างยุ่ง ทั้งเรื่องเอกสาร ที่พัก และของบางส่วนที่ส่งไปก่อนจนตอนนี้เรียบร้อยแล้วถึงมีเวลาพักไม่กี่วันก่อนเดินทาง จึงตัดสินใจมาหายายจันทร์เพื่อกราบลา อย่างน้อยท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมตตาและดูแลเขาอย่างดีรองจากพ่อแม่บ่ายแก่เป็นเวลาที่ยายจันทร์ดูแลเรื่องอาหารว่างเสร็จเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าเรือนหัวใจก็กระตุก แต่พยายามสงบจิตใจ ทำใจให้เย็นเข้าไว้ คิดเพียงว่าอีกไม่กี่วันคุณกิตติกรก็จะไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ไม่ต้องมาคอยระแวงหรือห่วงอะไรเกี่ยวกับหลานสาวอีก เพราะนับตั้งแต่เช้าวันนั้นกว่ายายจันทร์จะหลับก็เลยค่อนคืนไปแล้วทุกที ท่านคอยเงี่ยหูฟังว่าจะมีเสียงอะไรหรือมีใครมากลางดึกหรือไม่ แถมยังตื่นก่อนหลานสาวและไปแนบหูฟังหน้าประตูทุกวัน แต่ทุกอย่างก็เงียบเชียบไม่มีอะไร ยังดีที่ไม่มีเรื่องบัดสีเกิดขึ้นซ้ำ ทว่าคนเป็นยายได้แต่พยายามทำใจและเก็บความทุกข์ใจไว้เพียงลำพัง หาทางออกสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้“อ้าว คุณกลาง ใกล้เวลาอาหารว่างนะคะ ทำไมมานั่งอยู่หน้าเรือนยายล่ะคะ”ยายจันทร์ทักไปด้วยสีหน้าฝืนยิ้มให้เป็น
“ปราง ได้ยินไหม ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าเธอไม่มาเปิดประตู ฉันจะเคาะให้ยายเธอตื่นเลย”มือบางกำแน่นจนสั่น กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากตนเองไปเปิดประตูให้ชายหนุ่มก็กลัว กลัวว่าเขาจะทำเสียงดังจนยายได้ยินก็กลัว ทั้งที่ยังไม่รู้จะทำอย่างไรแต่พอได้ยินเสียงอีกฝ่ายนับหนึ่ง ร่างแบบบางก็รีบเปิดประตูห้องตัวเองออกไปอย่างแผ่วเบา“สอง...”สาวน้อยเหงื่อซึมไปทั่วทั้งตัว หวาดกลัวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ หากก็ไม่สามารถขัดคำสั่งชายหนุ่มได้“สาม”เสียงนับดังพร้อมกับประตูบ้านเปิดออก ก่อนคนตัวเล็กจะรีบถอยหนีทันทีเมื่อชายหนุ่มเข้ามาด้านใน“เชื่อฟังดี”เขาบอกแล้วเดินนำตรงไปทางห้องของเธอ พิมพ์ปรางเลิ่กลั่กหากก็รีบปิดประตู จำใจก้าวตามอีกฝ่าย ก้าวแต่ละก้าวหนักอึ้งเหลือเกินแต่จะยืนคุยข้างนอกก็กลัวว่าเสียงจะไปถึงในห้องยายหลังจากมาอยู่ในห้องกันทั้งคู่แล้วกิตติกรก็ก้าวเข้ามาใกล้ร่างเล็ก แต่พิมพ์ปรางรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ายกเมือไหว้เขาทันที“อย่าทำปรางเลยนะคะคุณกลาง”สิ่งที่เห็นทำให้กิตติกรถึงกับชะงัก ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะทำถึงขนาดนี้ ใบหน้าเล็กที่เงยมองเขามีหยาดน้ำตาค่อยๆ รินไหลโดยไม่ได้บีบน้ำตาแม้แต่น้อย มันไหลออกมา
เมื่อเย็นวานพิมพ์ปรางกับกัญญานันขอเป็นข้าวต้มมาทานในห้องพักแทนเพราะพิมพ์ปรางไข้ขึ้น ซึ่งกัญญานันก็บอกพี่ชายตัวเองไปแล้ว ทว่าทั้งที่รู้ว่าป่วยพิมพ์ปรางก็ยังถูกเรียกออกมากลางดึก แต่อาจจะเพราะไม่สบายชายหนุ่มจึงไม่ได้แตะต้องเธอ พอใกล้รุ่งสางยังปลุกให้สาวน้อยตื่นกลับห้องพัก แถมยังเดินมาเป็นเพื่อนเธอต่างจากวันแรกอีกด้วยทริปวันนี้เป็นพักผ่อนสบายๆ ชมวิว ไปเที่ยวจุดต่างๆ ได้ตามใจชอบ พิมพ์ปรางกับกัญญานันเลือกที่จะอยู่ที่พักในตอนเช้า เพื่อให้อาการพิมพ์ปรางดีขึ้นแล้วช่วงบ่ายแก่ก็ออกไปไหว้พระจากนั้นก็กลับมาเดินเล่นใกล้ๆ รอจนพระอาทิตย์ตกดินแล้วจึงเดินกลับมายังที่พัก กิตติกรกับเพื่อนๆ ของเขาเองก็กลับมาแล้วพร้อมอาหารและเริ่มจับกลุ่มดื่มกันตามประสากัญญานันเหนียวตัวขอไปอาบน้ำก่อนพิมพ์ปรางจึงนั่งเล่นอยู่ด้านนอกมองบรรยากาศไปเรื่อยๆ เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับแล้ว“มานั่งรอคิดเหรอ”คำถามเป็นภาษาอังกฤษทำให้พิมพ์ปรางหันไปมอง เธอเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไรแม้จะไม่เก่งภาษามากก็ตาม“เปล่า”สาวน้อยตอบสั้นๆ“เชอะ อย่ามาโกหกหน่อยเลย ฉันรู้นะเขาไปนอนกับเธอ”พิมพ์ปรางตาโต ตกใจหน้าซีด ทั้งที่พยายามจะปรับสีหน้าให้ปกติแต่แ
พิมพ์ปรางไม่เคยดำโผขึ้นลงอยู่ในน้ำเป็นเวลานานขนาดนี้ แม้จะเป็นครั้งแรกที่มาดำน้ำและเรียนรู้การดำน้ำตื้นแต่สาวน้อยก็สามารถทำได้ดี และโลกใต้ทะเลทำให้ตื่นตาตื่นใจแต่ก็เพียงชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น ปัญหาอยู่ที่คนที่สอนเธอดำน้ำทั้งยังอยู่ข้างๆ ตลอดเวลานั่นเองต่อเพื่อนของกิตติกรเกาะติดเธอจนสาวน้อยอดวิตกไม่ได้ รู้ตัวดีว่าถูกหม่อมหลวงหนุ่มจับตามองอยู่แม้จะไม่ได้หันไปมองอีกฝ่ายก็ตาม ไม่อยากนึกเลยว่าเธอต้องเจอกับอะไรสุดท้ายแล้วการดำผุดดำว่ายนานกว่าปกติโดยร่างกายยังไม่ชินเท่าไรนักก็ทำให้พิมพ์ปรางมึนหัวจนต้องขอขึ้นมาก่อน ทว่าต่อก็ยังตามมาดูแลอีกด้วย แม้จะรู้สึกขอบคุณแต่มันกลับทำให้เธอกดดันจนทำตัวไม่ถูก“ขอบคุณค่ะ”ชายหนุ่มพยุงร่างเล็กให้ขึ้นมาบนเรือและยังพามานั่งพัก“พักสักหน่อยนะ หรือว่าจะเอายาดมหรืออะไรไหม เดี๋ยวพี่หาให้”ต่อถามด้วยความหวังดีแต่พิมพ์ปรางยิ้มแหย ไม่อยากขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย หรือเป็นภาระของเขาไปมากกว่านี้เพราะคนที่จะเดือดร้อนก็คือเธอเอง“ปรางเป็นอะไร”กัญญานันรีบตามมาด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นเพื่อนมีชายหนุ่มพยุงขึ้นมา“มึนหัวนิดหน่อยน่ะค่ะ”“เหรอ งั้นเดี๋ยวก้อยหายาดมให้นะ”เมื
สาวน้อยเผชิญหน้ากับคนตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่ชายหนุ่มกวาดมองเธอด้วยสายตาไม่พอใจ“ทำไมมาช้า”“รอคุณก้อยหลับค่ะ”คำตอบแทบจะเป็นเสียงกระซิบ แต่กิตติกรก็พอใจ อย่างน้อยพิมพ์ปรางก็ยังฟังคำสั่งเขา ชายหนุ่มดึงอีกฝ่ายเข้ามาหาตัวแต่มือบางรีบดันอกเขาเอาไว้ ดวงหน้าเล็กซีดลงจนหน้าใจหาย“เอ่อ คุณกลางคะ”“เธอผิดสัญญา”“ไม่มีใครมายุ่งกับปราง...”สาวน้อยมีสีหน้าทั้งงงทั้งกลัวระคนกัน“ก็ไอ้ต่อไง”“เราแค่คุยกัน เขาเก็บของคุณก้อยได้ แล้วคิดว่าเป็นของปรางก็เลยเอามาคืน”เธอรีบอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ“อย่าบอกนะว่าเธอดูไม่ออกว่าไอ้ต่อมันคิดจะทำอะไร”คนตัวเล็กตรงหน้ามีสีหน้าไม่เข้าใจ และมันยิ่งทำให้กิตติกรหงุดหงิด“นี่ฟังนะ มันจะจีบเธอ ไม่งั้นมันไม่ชวนคุย ไม่ช่วยแกะกุ้งแกะปู ตักนั่นนี่ให้หรอก”พิมพ์ปรางอ้าปากค้าง คาดไม่ถึง เธอเข้าใจว่าเพื่อนของเขาเป็นคนใจดีมากกว่าจะมาสนใจเด็กอย่างเธอ“เพราะฉะนั้นฉันถึงต้องเตือนความจำเจอเธอไง”พอพูดจบกิตติกรก็โน้มหน้าลงมาหาแต่พิมพ์ปรางรีบหลบ อีกฝ่ายจึงเปลี่ยนไปหอมแก้มแล้วระเรื่อยลงไปยังลำคอแทน ร่างเล็กตัวสั่นเทาขึ้นมาทันที“อย่านะคะ อย่าทำแบบนี้ค่ะ”“ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าไ
ช่วงมื้อเย็นจัดเป็นสองโต๊ะ กัญญานันกับพิมพ์ปรางร่วมโต๊ะเดียวกันกับกิตติกรโดยมีเพื่อนที่ชื่อต่อของเขารวมด้วย นั่นทำให้พิมพ์ปรางมักจะตัวเกร็งเสมอเวลาที่ต่อหันมาคุยกับเธอ กระทั่งเลยสี่ทุ่มมาแล้วสองสาวน้อยจึงชวนกันกลับห้องพัก“ก้อยกับปรางกลับห้องก่อนนะคะพี่กลาง”“ครับ”ชายหนุ่มมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะตอบรับเมื่อสองสาวคล้อยหลัง กลุ่มหนุ่มสาวก็ยังนั่งดื่มนั่งคุยกันอย่างออกรสจนถึงเที่ยงคืนจึงค่อยๆ แยกย้ายไปทีละคนสองคนสักพักกิตติกรก็ลุกขึ้นเช่นกัน ทำให้สาวร่างอวบอิ่มลุกตามด้วย กระทั่งกำลังจะเข้าไปในบ้านพักชายหนุ่มจึงพูดขึ้น“แอนเดรียนอนที่นี่คนเดียวก็แล้วกันนะ”“ทำไม”แอนเดรียขยับตัวเข้ามาเบียดหน้าอกหน้าใจกับต้นแขนเขาแต่กิตติกรไม่มีอารมณ์ร่วมด้วย วันนี้สาวสวยดื่มหนักเกินไป เขาไม่ชอบกลิ่นเบียร์จากปากผู้หญิงที่จูบ แม้กลิ่นจางๆ อาจจะดูเย้ายวนแต่พอดื่มจนเมาแล้วมันกลายเป็นคนละเรื่องสำหรับเขาไปเลย กิตติกรมักจะนอนไม่หลับถ้าได้กลิ่นฉุนแอลกอฮอล์เพราะนิสัยตัวเองก็ไม่ค่อยดื่มจนเมาหัวราน้ำ เขามีลิมิตในการดื่ม ถ้าตัวมีกลิ่นฉุนติดจมูกยังอาบน้ำก่อนนอนด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ คือไม่ชอบนอนกับคนเมา“วันนี้เหนื่อยน่ะ
พิมพ์ปรางถึงกับตัวแข็งเมื่อเห็นคนคนหนึ่งเดินตรงมาหาพร้อมกับลุงพลคนขับรถของบ้านอรรถพันธ์พงศ์“พี่กลาง”กัญญานันทักทายพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม สองสาวเก็บของเสร็จแล้วออกมาจากห้องแต่งตัวหลังจบการแสดงของตัวเองพร้อมกระเป๋าใบย่อม“มารอนานหรือยังคะ”“สักพักแล้วครับ พี่ได้ดูที่น้องก้อยแสดงด้วย ใครๆ ก็ชมว่าบุษบาสวยกันทั้งนั้น”“ปรางก็สวยค่ะ เนอะ”สาวน้อยบอกพี่ชายแล้วกระแทกไหล่บางของเพื่อนเบาๆ เพราะนางจินตะหราที่พิมพ์ปรางแสดงนั้นก็เป็นที่ชื่นชอบไม่น้อยเลย ถือว่าประสบความสำเร็จในการแสดงละครรำครั้งแรกของพวกเธอ แต่อีกฝ่ายไม่ตอบรับอะไร เพียงแค่ยกมือไหว้กิตติกรกับคนขับรถเท่านั้นกิตติกรเองก็ไม่แสดงสีหน้าใดๆ แม้จะนึกขุ่นเคืองกับคำชมแสนปลาบปลื้มนางจินตะหราที่เขาได้ยินจากบรรดานักเรียนวัยรุ่นที่นั่งใกล้ๆ ก็ตาม พอได้เห็นหน้าพิมพ์ปรางอาการหวงของของเขาก็กลับมาอีกครั้งแน่นอนว่าสาวน้อยใบหน้าผ่องใสในตอนนี้ขณะที่อยู่บนเวทีและแต่งหน้าจัดเต็มกลับกลายเป็นสาวสวยหมดจดตรึงตาตรึงใจจนใครๆ ก็ต้องจดจ้องไม่วางตา รวมทั้งเขาเองด้วย“ขึ้นรถเถอะ จะได้ไปรับเพื่อนๆ พี่ต่อ นัดพวกเขาเอาไว้บ่ายโมง”เมื่อชายหนุ่มบอก คนขับรถจึงเดินมาช่วย
“อะไรนะคะ ปรางจะออกไปอยู่หอที่โรงเรียนเหรอ”กัญญานันตกใจกับคำบอกของยายจันทร์ เพราะเห็นเพื่อนและยายช่วยกันถือกระเป๋าเสื้อผ้ามาสองใบด้วยความแปลกใจจึงถามแล้วก็ต้องตกใจกับคำตอบที่ได้“ใช่ค่ะ”เป็นยายจันทร์ที่เป็นคนตอบ ขณะเดียวกันก็หันไปกวักมือเรียกให้คนขับรถมาเอากระเป๋าของหลานสาวไปใส่ท้ายรถ“ทำไมอยู่ๆ ปรางก็จะไปอยู่หอล่ะ ไม่เห็นเคยบอกอะไรก้อยเลย”พิมพ์ปรางอึกอัก เธอไม่ใช่คนที่โกหกหรือพลิกแพลงเก่ง พอถูกถามกะทันหันก็ไม่รู้จะตอบคนที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งเจ้านายอย่างไร“ยายอยากให้ปรางมีเวลาอ่านหนังสือเยอะๆ น่ะค่ะคุณก้อย ตั้งแต่ขึ้นมอปลายก็ต้องซ้อมรำ ต้องออกงานบ่อยๆ ยายเห็นว่าพักที่หอของโรงเรียนน่าจะสะดวกกว่ากลับมาบ้านทุกวันแบบนี้”“ก้อยก็ทำเหมือนกัน ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรนี่นา ปรางไปกลับกับก้อยทุกวันสะดวกออกค่ะ”“โถ คุณก้อยฉลาด แต่ปรางน่ะต้องอ่านหลังสือตั้งหลายรอบกว่าจะเข้าหัว ยายไม่ห้ามถ้าอยากเรียนรำเรียนฟ้อน แต่ยายก็ไม่อยากให้เสียการเรียนเหมือนกัน มีวิชาติดตัวจะได้เอาตัวรอดได้”ยายจันทร์อธิบายเป็นเรื่องเป็นราวจนพิมพ์ปรางเองยังทึ่ง ตาแดงๆ หันมองยายตัวเองสลับกับกัญญานันไปมาอย่างทำตัวไม่ถูก พอเธอรั
“ออกไปจากบ้านนี้ซะ”พิมพ์ปรางตาโตหลังได้ยินประโยคนี้ก่อนจะทรุดลงกับพื้น เธอเปิดประตูออกมาเจอยายยืนอยู่หลังจากเตรียมตัวที่จะไปโรงเรียนเรียบร้อย และคำแรกที่ยายพูดก็ทำเอาหัวใจสาวน้อยสลาย“ยาย”“ไปจากที่นี่ซะ ยายทนให้แกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาคุณชายต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”เมื่อคืนยายจันทร์ออกมาเข้าห้องน้ำแล้วก็ได้ยินเสียงคุยกันในห้องหลานสาว ด้วยความที่กิตติกรเป็นลูกท่านทำให้ยายจันทร์ไม่กล้าหักหาญแตกหัก จึงได้แต่เดินกลับห้องน้ำตานองหน้า แล้วก็หลับไม่ลงทั้งคืนด้วยความปวดใจในสิ่งที่หลานสาวตัวเองทำ ก่อนจะตัดสินใจในที่สุดว่าต้องจัดการให้เด็ดขาด“ยายจ๋า”พิมพ์ปรางขยับเข้าไปจับมือยายอย่างขอร้อง เธอรู้สึกผิด กลัว รวมทั้งเจ็บปวดเสียใจในคราวเดียว น้ำตายายที่เอ่อคลอทำเอาคนเป็นหลานรู้สึกอกอัดแน่นหายใจแทบไม่ออก“แกมันอกตัญญูจริงๆ ที่ยายสอนไปไม่จำเลยหรือไง ทำไมยังทำอีก แบบนี้ยายจะมีหน้าที่ไหนไปมองคุณชายท่าน เรามันก็แค่ขี้ข้า แกทำแบบนี้ได้ยังไง”คนเป็นยายสะบัดมือหลานสาวทิ้ง อีกฝ่ายจึงรีบกอดขาทันที“ปรางขอโทษจ้ะยาย”น้ำตาสาวน้อยไหลพราก เธอพูดอะไรไม่ออก ถึงจะอธิบายยายก็คงไม่ฟัง เพราะยังไงเรื่องระหว่างเธอกับคุณ
“ปราง ได้ยินไหม ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าเธอไม่มาเปิดประตู ฉันจะเคาะให้ยายเธอตื่นเลย”มือบางกำแน่นจนสั่น กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากตนเองไปเปิดประตูให้ชายหนุ่มก็กลัว กลัวว่าเขาจะทำเสียงดังจนยายได้ยินก็กลัว ทั้งที่ยังไม่รู้จะทำอย่างไรแต่พอได้ยินเสียงอีกฝ่ายนับหนึ่ง ร่างแบบบางก็รีบเปิดประตูห้องตัวเองออกไปอย่างแผ่วเบา“สอง...”สาวน้อยเหงื่อซึมไปทั่วทั้งตัว หวาดกลัวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ หากก็ไม่สามารถขัดคำสั่งชายหนุ่มได้“สาม”เสียงนับดังพร้อมกับประตูบ้านเปิดออก ก่อนคนตัวเล็กจะรีบถอยหนีทันทีเมื่อชายหนุ่มเข้ามาด้านใน“เชื่อฟังดี”เขาบอกแล้วเดินนำตรงไปทางห้องของเธอ พิมพ์ปรางเลิ่กลั่กหากก็รีบปิดประตู จำใจก้าวตามอีกฝ่าย ก้าวแต่ละก้าวหนักอึ้งเหลือเกินแต่จะยืนคุยข้างนอกก็กลัวว่าเสียงจะไปถึงในห้องยายหลังจากมาอยู่ในห้องกันทั้งคู่แล้วกิตติกรก็ก้าวเข้ามาใกล้ร่างเล็ก แต่พิมพ์ปรางรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ายกเมือไหว้เขาทันที“อย่าทำปรางเลยนะคะคุณกลาง”สิ่งที่เห็นทำให้กิตติกรถึงกับชะงัก ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะทำถึงขนาดนี้ ใบหน้าเล็กที่เงยมองเขามีหยาดน้ำตาค่อยๆ รินไหลโดยไม่ได้บีบน้ำตาแม้แต่น้อย มันไหลออกมา
กิตติกรต้องเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า ชายหนุ่มต้องเตรียมหลายอย่างทำให้ค่อนข้างยุ่ง ทั้งเรื่องเอกสาร ที่พัก และของบางส่วนที่ส่งไปก่อนจนตอนนี้เรียบร้อยแล้วถึงมีเวลาพักไม่กี่วันก่อนเดินทาง จึงตัดสินใจมาหายายจันทร์เพื่อกราบลา อย่างน้อยท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมตตาและดูแลเขาอย่างดีรองจากพ่อแม่บ่ายแก่เป็นเวลาที่ยายจันทร์ดูแลเรื่องอาหารว่างเสร็จเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าเรือนหัวใจก็กระตุก แต่พยายามสงบจิตใจ ทำใจให้เย็นเข้าไว้ คิดเพียงว่าอีกไม่กี่วันคุณกิตติกรก็จะไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ไม่ต้องมาคอยระแวงหรือห่วงอะไรเกี่ยวกับหลานสาวอีก เพราะนับตั้งแต่เช้าวันนั้นกว่ายายจันทร์จะหลับก็เลยค่อนคืนไปแล้วทุกที ท่านคอยเงี่ยหูฟังว่าจะมีเสียงอะไรหรือมีใครมากลางดึกหรือไม่ แถมยังตื่นก่อนหลานสาวและไปแนบหูฟังหน้าประตูทุกวัน แต่ทุกอย่างก็เงียบเชียบไม่มีอะไร ยังดีที่ไม่มีเรื่องบัดสีเกิดขึ้นซ้ำ ทว่าคนเป็นยายได้แต่พยายามทำใจและเก็บความทุกข์ใจไว้เพียงลำพัง หาทางออกสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้“อ้าว คุณกลาง ใกล้เวลาอาหารว่างนะคะ ทำไมมานั่งอยู่หน้าเรือนยายล่ะคะ”ยายจันทร์ทักไปด้วยสีหน้าฝืนยิ้มให้เป็น