Masukบทที่ 5 ลูกรักของแม่ (3)
จ้าวเฟยเฟยกอดลูกสาวแน่นขึ้น สายตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแบบใหม่ "ฉู่อี้… เราจะใจร้ายกับเด็กคนนี้ไม่ได้แล้วนะ เพราะเด็กคนนี้คือดาวนำโชคดวงน้อยของเรา แล้วอีกอย่างอันเจียหลินคือเครื่องผลิตความงามของฉัน! ถ้ามีลูกอยู่ด้วยทั้งคน… ฉันก็ไม่ต้องกลัวหน้าแก่หน้าเหี่ยวอีกต่อไป!"
เพ้ย! อันฉู่อี้ไม่ได้สนใจเรื่องความงาม แต่สนใจเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของตัวเขาเอง สมองอันชาญฉลาดและเห็นแก่ตัวของเขาเริ่มประมวลผลในทันที
‘เด็กนี่ทำให้น้ำธรรมดา กลายเป็นน้ำวิเศษที่รักษาแผลภายนอกและบำรุงผิวพรรณได้ แล้วถ้าดื่มเข้าไปล่ะ? มันอาจช่วยรักษาแผลภายในร่างกาย และมันอาจจะช่วยรักษาโรคอื่นได้ด้วย? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ลอบเอาน้ำวิเศษนี่ไปขาย คงจะทำเงินได้ไม่น้อย... หึหึ’
ความคิดเรื่องเงินทองและอำนาจแล่นปราดเข้ามาในหัว เขาแสยะยิ้มมุมปาก เค้นเสียงหัวเราะ ‘หึหึ’ อย่างผู้ร้าย ชายหนุ่มผู้เคยเย็นชาเดินเข้าไปใกล้ร่างกลม ๆ ของลูกสาว แล้วใช้นิ้วมือสาก ๆ จิ้มแก้มยุ้ย ๆ ของลูกสาวหนึ่งที
"ดาวนำโชคดวงน้อยงั้นเหรอ… ดี ๆ เลี้ยงมันไว้ ใช้งานให้คุ้ม" อันฉู่อี้กล่าวเสียงเรียบ "แต่ตอนนี้ปัญหาคือปากท้อง น้ำวิเศษของแกมันช่วยให้อิ่มท้องไม่ได้ ต่อให้นังเด็กนี่จะวิเศษวิโสแค่ไหน แต่เราก็ยังไม่มีข้าวกินอยู่ดี เราต้องหาทางออก"
จ้าวเฟยเฟยชะงักกึก จ้องมองหน้าลูกสาวไม่วางตา ดวงตาของจ้าวเฟยเฟยเต็มไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง
“ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรกินเลย อันเจียหลินน้อยเป็นลูกของเรา คงจะไม่ปล่อยให้พวกเราอดตายหรอกใช่ไหม?” จ้าวเฟยเฟยเอ่ยถามลูกสาวตัวน้อยที่นอนนิ่งตาแป๋วอยู่ในอ้อมอก
“นั่นสิ!” อันฉู่อี้เอ่ยเสริมคำพูดของภรรยา พลางก้มหน้าจ้องมองใบหน้าเล็ก ๆ ของลูกสาวอย่างคาดหวังในคำตอบ
[พ่อจ๋าในโพรงดินใต้โคนต้นไม้หลังเนินเขาลูกที่สอง มีโพรงกระรอกซ่อนอยู่ ในนั้นมีไข่ไก่ป่ากับหัวมันเทศที่กระรอกสะสมไว้ รีบไปเอาเถอะก่อนที่ฝูงหมาป่าจะออกมาลาดตระเวน]
เสียงเล็ก ๆ เสียงเดิมดังขึ้นในหัวของทั้งสองคนพร้อมกัน เสียงนี้มันชัดเจน แม่นยำ และระบุพิกัดเสบียงไว้อย่างละเอียด อันฉู่อี้ตาเบิกโพลง เขาหันมองหน้าภรรยาทำท่าอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะหันกลับไปมองทางประตูบ้านที่ปิดสนิท
"ใต้ต้นไม้… หลังเนินเขาลูกที่สอง… โพรงกระรอก…" เขาพึมพำทวนคำพูดของลูกสาวที่ดังก้องอยู่ในหัว "ถ้าจริงอย่างที่มันบอก… ก็เท่ากับว่า… ฉันจะไม่อดตายแล้ว"
"มัวพูดเพ้ออยู่ได้ รีบไปสิ!" จ้าวเฟยเฟยเอ่ยเร่งเร้า "เจียหลินบอกทางแล้ว แกยังจะยืนบื้ออยู่อีกเหรอ! ไอ้งั่ง จะรอให้คนอื่นไปค้นเจอก่อนหรือไง! หรือจะรอให้พวกฝูงหมาป่าลงมาลาดตระเวนซะก่อน"
ความหิวโหยและความโลภผลักดันให้อันฉู่อี้ลืมศักดิ์ศรีและเหตุผลทั้งปวง เขาคว้าจอบเก่า ๆ ที่วางอยู่มุมห้อง สวมหมวกขนสัตว์เพื่อกันลมหนาว แล้วพุ่งตัวออกจากบ้านไปทันที
จ้าวเฟยเฟยมองตามหลังสามี แล้วก้มลงหอมแก้มลูกสาวฟอดใหญ่
"ทำได้ดีมากเด็กดีของแม่" เธอกระซิบเสียงหวานหยดย้อยที่ฟังดูน่าขนลุก "หนูวิเศษจริง ๆ ผลิตเครื่องประทินโฉมให้แม่ไม่พอ ยังทำตัวเป็นเข็มทิศหาอาหารให้พ่อได้อีก ขอแค่มีลูกสาวอยู่ด้วยทั้งคน บ้านของเราก็จะไม่ลำบากอีกแล้ว หลินหลินลูกต้องอยู่กับแม่นะ ห้ามหนีไปไหนเด็ดขาด"
อันเจียหลินมองมารดาด้วยสายตาเรียบเฉย ในหัวของเด็กน้อยกำลังครุ่นคิดว่า ‘มนุษย์หนอมนุษย์ พอมีผลประโยชน์เข้าหน่อย ก็เปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือเชียวนะ’
อันเจียหลินหลับตาลง พักผ่อนเก็บแรง เกมแห่งการเอาตัวรอดและการดัดนิสัยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเธอคนนี้นี่แหละ คือกุนซือตัวน้อยผู้กุมชะตากรรมของคนในบ้านหลังนี้ ดังนั้นรับประกันได้ว่า พ่อแม่ตัวร้ายทั้งสองจะไม่ยอมทอดทิ้งเธอไปไหนอย่างแน่นอน
บทที่ 48 สิ้นสุดภารกิจสวรรค์ (2)หนึ่งปีต่อมาฤดูหนาว ปี ค.ศ. 1996หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาปกคลุมเมืองมู่ตานเจียงจนขาวโพลน เฉกเช่นเดียวกับวันที่อันเจียหลินถือกำเนิดขึ้นในบ้านดินซอมซ่อเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ทว่าครานี้ในวันนี้ ไม่มีลมหนาวที่เล็ดลอดเข้ามาทางรอยแตกของผนังบ้าน และไม่มีความหิวโหยที่กัดกินท้องไส้ณ คฤหาสน์ตระกูลอัน ภายในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ปูด้วยพรมเปอร์เซียสีแดงเลือดนก เตาผิงไฟหินอ่อนสไตล์ยุโรปส่งเปลวไฟลุกโชน มอบความอบอุ่นไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมของชาร้อนและขนมเค้กอบใหม่อบอวลอยู่ในอากาศ ที่โซฟาตัวยาวกลางห้อง อันฉู่อี้ และ จ้าวเฟยเฟย ในวัยตายาย กำลังนั่งแย่งกันอุ้มทารกน้อยฝาแฝดสองคน"นี่พี่! เบา ๆ หน่อยสิ! หลานเพิ่งกินนมมานะ เดี๋ยวก็แหวะหรอก!" จ้าวเฟยเฟยดุสามี พลางประคองทารกเพศหญิงแก้มยุ้ยไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม"ผมรู้น่า! ผมเคยเลี้ยงเจียหลินมานะ!" อันฉู่อี้เถียงกลับ แต่ตายิ้มจนเป็นสระอิ ขณะมองทารกเพศชายในมือที่กำลังคว้าปลายคางเขาเล่น "ดูสิ ๆ เจ้าตัวเล็กนี่แรงเยอะเหมือนตาไม่ม
บทที่ 48 สิ้นสุดภารกิจสวรรค์ (1)ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จู่ ๆ เสียงปรบมือของคนรอบข้างที่ดังเกรียวกราวเพื่อแสดงความยินดี และแสงแฟลชวูบวาบในห้องโถงขนาดใหญ่ก็ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของอันเจียหลินแล้วไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมา ก็คล้ายว่าเวลาหยุดหมุนลง...เหง่ง... เหง่ง...เหง่ง...เสียงระฆังทองคำดังกังวานก้องขึ้น ไม่ใช่จากหอนาฬิกาเมือง แต่ดังมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ดังมาจากฟากฟ้าเบื้องบนที่ไม่มีมนุษย์คนใดได้ยินนอกจากเธอแสงสว่างสีนวลตาปรากฏขึ้นที่กลางอากาศเหนือศีรษะ เป็นลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ทอดตัวลงมาประหนึ่งเป็นบันไดแก้วหวังเปาเป่า… เซียนบุปผาบรรพกาลเสียงทรงอำนาจของทูตสวรรค์ผู้เป็นตัวแทนของเง็กเซียนฮ่องเต้ดังก้องในห้วงจิตของอันเจียหลินโทษทัณฑ์แห่งสวรรค์สิ้นสุดแล้ว ภารกิจดัดนิสัยมนุษย์และช่วยเหลือตระกูลอันสำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ กระทั่งบัดนี้ ประตูนิติภาวะแห่งสวรรค์เปิดออกแล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เจ้ารีบกลับคืนสู่ชั้นฟ้า เพื่อรับตำแหน่งมหา
บทที่ 47 หนึ่งเดียวในสายตา (2)เถาไป๋เทียนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมา แขกเหรื่อต่างพากันกลั้นหายใจ หลายคนชะเง้อคอรอด้วยความอยากรู้อยากเห็น คิดว่าคงจะเป็นแหวนเพชรเม็ดโตเท่าไข่ห่านตามธรรมเนียมเศรษฐีใหม่แต่เมื่อเขากดเปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายใน กลับไม่ใช่เพชร นั่นก็คือ ‘แหวนเกลี้ยง’ ที่มีสีเงินยวงแปลกตา พื้นผิวเรียบลื่นและแวววาวเหมือนกับกระจกเงา ตรงกลางของแหวนฝังหยกชิ้นเล็ก ๆ ที่แกะสลักเป็นรูปหางจิ้งจอก ซึ่งเป็นเศษหยกที่เหลือจากการทำจี้สร้อยคอให้เจียหลินเมื่อสิบห้าปีก่อน"นี่ไม่ใช่ทองคำขาว และไม่ใช่แพลตตินัม" เถาไป๋เทียนเอ่ยขึ้น สายตาจับจ้องที่ดวงตาของเจียหลิน"แต่มันคือโลหะผสมไทเทเนียมชนิดพิเศษที่พี่สังเคราะห์ขึ้นในห้องแล็บ มันทนความร้อนได้สูงกว่าจุดหลอมเหลวของเหล็ก แข็งแกร่งกว่าเพชร และไม่มีวันเป็นสนิมหรือบุบสลาย"เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ท่ามกลางเสียงฮือฮาของฝูงชน “เพชรอาจจะแตกได้ ทองอาจจะหมองได้ แต่แหวนวงนี้จะคงอยู่ตลอดกาล เหมือนคำ
บทที่ 47 หนึ่งเดียวในสายตา (1)‘ป่านนี้เจ้าลูกหมาป่าของฉันจะเป็นยังไงบ้างนะ? สิบห้าปีมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่โผล่หัวมาอีก ถ้าไม่ลงเอยกับนายแล้วฉันจะทำภารกิจความรักสำเร็จได้ยังไงล่ะ หึ!’ ความคิดของเธอล่องลอยไปไกลไปสู่เมืองปักกิ่ง ตั้งแต่เถาไป๋เทียนจากไปเรียนต่อในปีนั้น ข่าวคราวของเขาก็เงียบหายไปดื้อ ๆ มีเพียงจดหมายสั้น ๆ ที่ส่งมาปีละครั้งบอกว่า ‘สบายดี ยังไม่ตาย’ และมีเงินจำนวนหนึ่งที่เขาส่งคืนมาให้พ่อแม่เธอเพื่อใช้หนี้บุญคุณ ซึ่งพ่อแม่ของเธอไม่ได้อยากได้มันคืนเลยสักนิดเถาไป๋เทียนเขาเงียบหายไปนานเกินไป จนบางครั้งเธอก็อดหวั่นใจไม่ได้ บางทีก็คิดไปเอง ว่าเขาอาจจะลืมสัญญาที่ให้ไว้กับเธอตรงริมแม่น้ำในวันนั้นแล้ว"เจียหลินลูกเป็นอะไรไป?" จ้าวเฟยเฟยสังเกตเห็นแววตาเหม่อลอยของลูกสาว จึงเอ่ยถาม "คิดถึงใครอยู่รึเปล่า?"อันเจียหลินสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบปรับสีหน้าให้กลับมาสดใสเหมือนอย่างเคย "เปล่าค่ะแม่ แค่หิวนิดหน่อย" เธอโกหกหน้าตาย "ขอเดินไปโซนอาหารนะคะ"ขณะที่เธอกำลังจะเดินเลี่
บทที่ 46 ท่ามกลางฝูงชน (2)อันเจียหลิน ในวัยสาวสะพรั่ง งดงามจนทำให้ลมหายใจของผู้พบเห็นต้องสะดุดกึกไปตาม ๆ กัน เธอสวมกี่เพ้าสีส้มสด สีประจำตัวที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมซาตินเข้ารูป อวดสัดส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ เรียวแขนสองข้างคล้องด้วยผ้าขนจิ้งจอกสีน้ำตาลไหม้ ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นหลวม ๆ ปักปิ่นหยกรูปสุนัขจิ้งจอกใบหน้าจิ้มลิ้มในวัยเด็กเติบโตขึ้นเป็นใบหน้าสวยคมที่ผสมผสานความไร้เดียงสาและความเย้ายวนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ดวงตากลมโตคู่เดิม ยังคงเป็นประกายซุกซน เฉลียวฉลาด และลึกลับยากจะหยั่งถึง‘โอ๊ะ! แสงแฟลชเยอะจัง มนุษย์พวกนี้ยังชอบเล่นกล่องแสงวูบวาบกันอยู่สินะ’ เสียงในใจของเธอบ่นพึมพำ แต่ใบหน้าภายนอกกลับส่งยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ให้สื่อมวลชนเธอเดินผ่านกองทัพนักข่าวที่พยายามยื่นไมค์เข้ามาจ่อสัมภาษณ์ราวกับเห็นพวกเขาเป็นแค่ฝูงมดงาน บอดี้การ์ดชุดดำประจำตระกูลรีบวิ่งเข้ามากันท่าให้คุณหนูเจียหลินอย่างรู้งาน หนุ่มบอดิการ์ดหน้าหล่อคนนี้แอบฝักใฝ่ในตัวของอันเจียหลิน แต่เขานั้นรู้ดีว่าเขาต่ำต้อยเกินไปที่จะคว้าเธอมาเป็นเจ้าของ
บทที่ 46 ท่ามกลางฝูงชน (1)ปี ค.ศ. 1995 ยุคสมัยแห่งทองคำและคอนกรีตได้มาถึงแผ่นดินจีนอย่างสมบูรณ์แบบ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พัดผ่านมาเมื่อทศวรรษก่อน ณ จุดนี้ได้กลายเป็นพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ ตึกระฟ้าผุดขึ้นราวดอกเห็ดเสียดแทงยอดเมฆในเมืองใหญ่ ป้ายไฟนีออนหลากสีสันสว่างไสวไม่ต่างจากฮ่องกงหรือโตเกียว เสียงเครื่องจักรทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผสานกับเสียงเพลงป๊อปจากไต้หวันที่ดังกระหึ่มตามร้านค้าณ ใจกลางย่านธุรกิจใหม่ของเมืองมู่ตานเจียง ตอนนี้ขยายตัวจนกลายเป็นมหานครเศรษฐกิจแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตึกสูงระฟ้า 20 ชั้น ตั้งตระหง่านโดดเด่นเป็นสง่า ตัวตึกกรุกระจกสีน้ำเงินเข้มสะท้อนแสงตะวัน ยอดตึกประดับตราสัญลักษณ์พยัคฆ์ติดปีกสีทองอร่ามที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของ ‘อันกรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งระบบโลจิสติกส์ระดับชาติ อสังหาริมทรัพย์เกรดเอ และห้างสรรพสินค้าครบวงจรภายในห้องรับรองระดับ VVIP ชั้นบนสุดอันฉู่อี้ ในวัย 54 ปี ยืนจัดเนกไทผ้าไหมอิตาลีอยู่หน้าก







