Masukในวันที่ข้าถูกประหาร ข้ายังคงรอเขาจนลมหายใจสุดท้าย…จนกระทั่งได้ย้อนกลับมา..ชาตินี้ข้าจึงมีเพียงสองสิ่ง..ที่ต้องทำ…คือ..เปลี่ยนชะตาความตายของตนเอง และเปิดโปงความจริงของคนที่ส่งข้าขึ้นลานประหาร ท่ามกลางเกล็ดหิมะอันเหน็บหนาวและรอยเลือดในอดีตชาติ สวรรค์มอบโอกาสให้ข้าได้ย้อนกลับมาแก้ไขโชคชะตาอีกครั้ง ข้าละทิ้งความรักโง่เขลา ปล่อยวางความแค้น และเลือกเดินบนเส้นทางใหม่ จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิหวนคืน ดอกท้อผลิบานสะพรั่ง ข้าถึงได้รู้ว่า... ภายใต้ร่มเงาอันอบอุ่นนี้ มีบุรุษผู้หนึ่งที่เฝ้ารอคอยจะกุมมือข้าไว้ ไม่ใช่ในฐานะนักทลายทรราช แต่ในฐานะคนที่จะอยู่เคียงข้างกัน... ไม่ว่ากี่ปี หรือไม่ว่ากี่ชาติภพก็ตาม
Lihat lebih banyakเสียงกลองประหารรัวกระหน่ำดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานพิพากษา เสียงของมันทุ้มหนัก ราวกับฝีเท้าของมัจจุราชที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาปลิดวิญญาณ
ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยถากถางและเกลียดชังนับร้อยนับพันคู่ ข้าคุกเข่าอยู่บนแท่นประหารอันเย็นเยียบ ร่างกายซูบผอมจนแทบเหลือแต่กระดูกซ่อนอยู่ภายใต้ชุดนักโทษสีขาวหยาบกระด้างที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและรอยดินโคลนโสโครก
ลมหนาวปลายเหมันต์บาดลึกเข้าไปในบาดแผลทั่วร่างจากการถูกทรมานในคุกหลวง ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้น ยังเทียบไม่ได้เลยแม้เศษเสี้ยวของความสูญเสียในใจ
ครั้งหนึ่ง... ข้าเคยเป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลซู เป็นแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรใต้หล้า เป็นคู่หมั้นของอ๋องฉิน บุรุษผู้สูงศักดิ์และสง่างามที่สุดในบรรดาองค์ชาย
แต่บัดนี้… ทุกสิ่งกลับกลายเป็นเพียงอดีตที่หลุดลอย ข้าเหลือเพียงสถานะนักโทษประหารโฉดชั่ว สตรีแพศยาผู้ถูกคนทั้งแผ่นดินตราหน้าและสาปแช่งว่าเป็น... “นางร้าย”
“ซูหว่านหนิง เจตนาวางยาพิษปลงพระชนม์องค์รัชทายาท หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ความผิดมหันต์ มิอาจละเว้น โทษคือประหารชีวิต!”
เสียงเจ้าหน้าที่ผู้คุมกฎประกาศกร้าว ดั่งสายฟ้าฟาดลงมากลางลาน
สิ้นคำประกาศ ฝูงชนรอบด้านพลันส่งเสียงโห่ร้องยินดีด้วยความสะใจ ระลอกเสียงด่าทอดังระงมจนแผ่นดินสะเทือน ผักเน่า ไข่เยี่ยวม้า และก้อนหินแหลมคมถูกขว้างปาเข้าใส่ร่างของข้าอย่างไม่มีชิ้นดี ก้อนหินก้อนหนึ่งปลิวมากระทบหน้าผากมนจนแตก ยามโลหิตสีแดงฉานไหลซึมผ่านหางตา ลาดผ่านแก้มซีดเซียว ข้ากลับไม่ได้หลบเลี่ยง หรือแม้แต่จะกะพริบตา
หากเป็นเมื่อก่อน... ด้วยนิสัยหยิ่งทนงและปากร้ายไม่ยอมคน ข้าคงจะลุกขึ้นสู้ โต้เถียง และด่าทอกลับไปให้สาสม
ทว่าวันนี้... ข้าเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนแทบไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ
ดวงตาคู่สวยที่เคยส่องประกายระยิบระยับ บัดนี้หม่นแสงลงจนดูว่างเปล่า ข้าพยายามพยุงร่างกายที่บอบช้ำ ทอดสายตามองข้ามผ่านฝูงชนอันบ้าคลั่ง มองตรงไปยังถนนสายหลักเบื้องหน้า... มองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างดื้อรั้นและโง่งม
หัวใจที่แหลกสลายยังคงกระตุกค้าง ราวกับกำลังเฝ้ารอ... ปาฏิหาริย์จากใครบางคน
“อ๋องฉิน...”
ริมฝีปากแห้งผากจนแตกละแหงขยับเอ่ยชื่อเขาแผ่วเบาจนกลืนหายไปกับสายลม
แม้จะถูกคุมขังในคุกใต้ดินที่มืดมิดและชื้นแฉะนานนับเดือน แม้จะถูกแส้เฆี่ยนตีถูกเหล็กเผาไฟนาบลงบนผิวเนื้อเพื่อบังคับให้ลงนามรับสารภาพ แม้บิดาจะถูกปลด ตระกูลซูถูกยึดทรัพย์ และคนทั้งแผ่นดินจะหันหลังให้ข้า...
ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ ข้าก็ยังคงหลงเหลือความหวังอันริบหรี่ ข้าเชื่อ... เชื่อว่าบุรุษที่ข้ารักสุดหัวใจจะมา เชื่อว่าเขาต้องรีบควบม้ามาประกาศความบริสุทธิ์และกระชากข้าออกไปจากแท่นประหารแห่งนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อเขาโดยไม่คิดชีวิต!
ยามที่เขาไร้อำนาจและถูกโดดเดี่ยว ข้าใช้บารมีและชื่อเสียงของตระกูลซูเป็นบันไดให้เขาเหยียบย่างขึ้นสู่ที่สูง ยามที่เขาขาดแคลนกำลังพล พี่ชายร่วมอุทรของข้าก็ยอมจับดาบนำทัพออกศึกบุกน้ำลุยไฟแทนเขา จนต้องทิ้งร่างเป็นศพเฝ้าชายแดน ยามที่เขาถูกโจมตีและใส่ร้ายจากราชสำนัก ข้าก็ยอมสวมหน้ากากเป็นคนชั่วร้าย ออกหน้าอาละวาดปกป้องเขาจนคนทั้งเมืองหลวงพากันเกลียดชัง
แม้กระทั่งคำว่า “นางร้าย” ที่ผู้คนยัดเยียดให้ ข้าก็ยังยืดอกยอมรับมันด้วยความเต็มใจ... เพียงเพื่อให้เส้นทางสู่อำนาจของเขาไร้ขวากหนาม
แล้วเหตุใดกัน... เหตุใดในนาทีสุดท้ายของชีวิตเขาจึงไม่มา?
หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศและเจ็บปวดไหลรินลงมาอาบแก้ม ผสมปนเปไปกับสายโลหิตสีแดงฉาน ข้าแค่นยิ้มให้ความโง่เขลาของตัวเอง รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชและเวทนา
“ข้าโง่นัก... ซูหว่านหนิง เจ้ามันโง่จริง ๆ”
หากย้อนเวลากลับไปได้ ข้าจะไม่มีวันวิ่งตามหลังแผ่นหลังอันเย็นชาของบุรุษผู้นั้นอีก จะไม่ยอมเสียท่านแม่ที่ตรอมใจตาย จะไม่ยอมเสียพี่ชายในสนามรบ และจะไม่ยอมทำลายล้างตระกูลอันยิ่งใหญ่เพื่อเศษเสี้ยวความรักจอมปลอม!
กุบกับ กุบกับ!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างบ้าคลั่งดังแว่วมาจากปลายถนน ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หัวใจที่เคยดับสูญของข้าพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ข้าเงยหน้าขึ้นขวับ ประกายความหวังสุดท้ายจุดประกายขึ้นในดวงตาอิดโรย
“อ๋องฉิน... ท่านมาแล้วใช่หรือไม่...”
ทว่า... บุรุษที่ควบม้าฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยความเร็วราวกับพายุคลั่งกลับไม่ใช่เขา
ไม่ใช่ชายคนรักที่ข้ายอมสละชีวิตให้... แต่เป็นแม่ทัพหนุ่มในชุดเกราะสีดำทมิฬ ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักที่เคยสุขุมเยือกเย็นอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับตื่นตระหนกและซีดเผือด ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและเจ็บปวดอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน
เยี่ยนอวี้เฉิน! แม่ทัพหยกแห่งกองทัพเหนือ!
ชายหนุ่มกระชากสายบังเหียนอย่างแรงจนม้าศึกส่งเสียงร้องลั่น พลางชักกระบี่คู่กายออกมากวัดแกว่งเพื่อเปิดทาง ฝ่ากองกำลังทหารที่เข้ามารุมล้อมอย่างไม่กลัวตาย สายตาของเขาพุ่งตรงมาที่ข้า... ราวกับว่าในโลกใบนี้มีเพียงข้าคนเดียวที่เขามองเห็น
“หยุดมือเดี๋ยวนี้! หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!”
เสียงทุ้มก้องกังวานตะโกนสั่งสุดเสียงจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน โทนเสียงนั้นสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งสำคัญไป
ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ความสับสนแล่นริ้วเข้ามาในอก ข้าไม่เข้าใจ... ไม่เข้าใจเลยสักนิด เหตุใดแม่ทัพผู้สูงส่งที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับข้า ผู้อยู่ห่างไกลถึงชายแดนเหนือ จึงได้มายืนอยู่ตรงนี้? เหตุใดบุรุษที่ข้ารักสุดหัวใจถึงทอดทิ้งให้ข้าตาย แต่บุรุษแปลกหน้าที่ไม่เคยอยู่ในสายตา กลับยอมบุกเดี่ยวมาช่วยข้าในวันประหาร?
ทว่า... ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
เจ้าหน้าที่ผู้คุมกฎไม่รอช้า โยนป้ายประหารลงสู่พื้น เพชฌฆาตสูดหายใจลึก เงื้อดาบเล่มใหญ่ขึ้นสูงสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายปลาบข่มขวัญ
เสียงกลองรัวครั้งสุดท้ายดังขึ้น... พร้อมกับคมดาบที่ตกลงมา
ฉัวะ!
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่โลกทั้งใบของข้าจะพลันมืดดับลง ทว่าก่อนที่สติสัมปชัญญะสุดท้ายจะสูญสิ้นไปอย่างถาวร ข้ากลับได้ยินเสียงกรีดร้องตะโกนอย่างหัวใจสลายของบุรุษผู้หนึ่ง... เสียงของเยี่ยนอวี้เฉินที่เรียกชื่อข้าปานจะขาดใจ และนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่ข้ารู้สึกเสียใจจนล้นอก
ข้าไม่ได้เสียใจที่ต้องตาย... แต่ข้าเสียใจที่ชาติข้านี้เกิดมาตาบอด มอบหัวใจทั้งดวงและชีวิตของคนในครอบครัวให้แก่บุรุษชั่วช้าผิดคน!
หากสวรรค์มีตา... หากชาติหน้ามีจริง... ข้าจะไม่มีวันรักท่านอีก อ๋องฉิน! และข้า... จะลากพวกเจ้าทุกคนที่เหยียบย่ำข้า ลงนรกไปด้วยกัน!
หลังจากเดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนองค์หญิงใหญ่ ข้ากลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกาย ทว่ามันคือความหนักอึ้งและวุ่นวายใจที่กัดกินจิตวิญญาณของข้าจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใด ตลอดสองวันที่ผ่านมา... เงาร่างสูงใหญ่และนัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่ลึกล้ำของเยี่ยนอวี้เฉิน กลับปรากฏซ้อนขึ้นมาในความคิดของข้าบ่อยครั้งจนเกินไป มากเสียจนตัวข้าเองยังรู้สึกหวาดกลัวและตกใจในความสั่นไหวของตนเอง ทั้งที่ในชาติก่อน... ข้าแทบไม่เคยปรายสายตามองบุรุษผู้นั้นเลยสักครา ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่เคยแยแส และไม่เคยแม้แต่จะจดจำว่ามีเขาอยู่บนโลก ทว่าหลังจากที่ข้าย้อนเวลากลับมาจากขุมนรก ข้ากลับพบหลักฐานความจริงอันน่าตระหนก ว่าในเศษเสี้ยวความทรงจำหลายช่วงชีวิตที่ผ่านมา บุรุษเกราะดำผู้นั้นมักจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มข้าในยามวิกฤต... เพียงแต่วันเวลาเหล่านั้น ข้าเป็นคนโง่เขลาที่เลือกจะหันหลังให้เขาเอง ทว่า... ชาตินี้ข้าเพิ่งผ่านความตายมา หัวใจของข้าแหลกสลายจนเย็บซ่อมไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะกล้าเปิดใจยอมรับความอบอุ่นจากผู้ใดได้อีก? ความรักมันก็
หลังจบการแข่งขันยิงธนูหลวงที่ลานวัง ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูเหมือนจะหวนคืนสู่ความสงบราบเรียบอีกครา... อย่างน้อยก็ในสายตาของคนภายนอก ทว่า ภายในส่วนลึกของดวงจิต ข้ากลับต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ที่สับสนและวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เอนกายลงนอนและพยายามหลับตา ภาพเหตุการณ์ ณ ลานประหารในชาติก่อนจะยังคงฉายชัด ทะลุทะลวงเข้ามาในมโนสำนึกดั่งปีศาจร้ายที่คอยสูบกินจิตวิญญาณ เสียงคมดาบเล่มโตที่แหวกฝ่าสายลม เสียงรัวกลองประหารที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก และเสียงผู้คนนับแสนที่รุมสาปแช่งตราหน้าว่าข้าคือสตรีแพศยาแพะรับบาป และเหนือสิ่งอื่นใด... สิ่งที่กรีดลึกจนเป็นแผลเป็นในใจข้าที่สุด คือแววตาของอ๋องฉินในวันนั้น ดวงตาของเขาช่างเยียบเย็น ว่างเปล่า และไร้ซึ่งกระแสความรู้สึกใด ๆ ราวกับเขากำลังยืนมองคนแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ไม่มีความสลักสำคัญในชีวิต หาใช่สตรีที่ยอมทอดทิ้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และครอบครัว เพื่อคอยอยู่เคียงข้างและเป็นหมากให้เขาหลอกใช้มานานนับปีไม่ “คุณหนูเจ้าคะ...” เสียงของชุนเถาแผ่วเบาลงคล้ายระคนใจหาย สาวใช้ตัวน้อยขยับก้าวเข้ามาในห้องนอ
สามวันผันผ่านไปอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่เหตุการณ์โกลาหลกลางสวนหลวงหลวง ภายนอกนั้น ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูจะสงบราบเรียบกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต ข่าวลือเรื่องความกล้าหาญในการช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยทำให้ผู้คนลดทอนความเกลียดชังลงไปไม่น้อย ทว่า... มีเพียงตัวข้าเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายในอกนี้กลับไม่เคยพบเจอความสงบสุขเลยแม้เพียงราตรีเดียว ทุกครั้งที่ข้าเอนกายหลับตาลง ทัศนียภาพอันสยดสยองของลานประหารในชาติก่อนจะย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ ๆ ราวกับภาพหลอนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้นหิน เสียงกลองประหารที่รัวกระหน่ำจนแผ่นดินสะเทือน และคมดาบเล่มโตที่กำลังฟันฉับลงมาปลิดชีพ... รวมไปถึงเสียงตะโกนแหบพร่าอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของบุรุษผู้หนึ่ง “หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!” “เฮือก!” ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง ร่างกายกระตุกเกร็ง ลมหายใจสะดุดกึกคล้ายคนกำลังจะขาดใจ ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งและชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ชุนเถาที่นอนเฝ้ายามอยู่บนตั่งด้านนอกรีบจุดตะเกียงโคมไฟแล้วถลันกายเข้ามาหาข้าด้วย
“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยของเยี่ยนอวี้เฉินยังคงดังอยู่เหนือศีรษะ วงแขนแกร่งของเขายังคงประคองแผ่นหลังของข้าไว้หลวม ๆ ราวกับจะช่วยเป็นเกราะกำบังจากอันตรายทั้งปวง ข้านอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าคมคายนั้นชั่วขณะหนึ่ง ข้ากลับรู้สึกจุกในอกจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดตอบกลับไป คำถามสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ... แต่สำหรับข้ามันกลับหนักอึ้งและสั่นสะเทือนไปทั้งหัวใจ เพราะตั้งแต่ข้าจำความได้ในชีวิตอันแสนยาวนานและโดดเดี่ยว ไม่มีใครเคยเอ่ยถามคำถามนี้กับข้าเลยสักครั้ง ยามที่ข้าเอาตัวเข้าแลก ออกหน้าอาละวาดจนถูกคนทั้งเมืองหลวงรุมด่าทอสาปแช่ง... ไม่มีใครถามว่าข้าเจ็บปวดหรือไม่ ยามที่ข้านั่งร้องไห้เงียบ ๆ ท่ามกลางลมหนาวเพราะความเฉยชาของอ๋องฉิน... ก็ไม่มีใครถามว่าข้าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งตอนที่ข้าถูกโซ่ตรวนพันธนาการ ถูกทรมานเจียนตายในคุกหลวงอันมืดมิด... บุรุษที่ข้าเฝ้ารอคอยและรักสุดหัวใจ ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาถามไถ่ข้าเลยแม้แต่คำเดียว แต่บุรุษแปลกหน้าตรงผู้นี้... บุรุษที่ข้











