ログインห้องประชุมของมหาวิทยาลัยนี้ ฉันเคยมาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่มานั่งฟังอธิการบดีพูดเกี่ยวกับการเข้าศึกษาที่นี่ ตอนนั้นจำได้ว่าฉันเบื่อมาก ก็เลยนั่งฟังเพลงจากหูฟังในระหว่างที่อธิการบดีพูด แล้วพออธิการบดีพูดจบ ฉันถึงได้เอาหูฟังออกจากหู เลยกลายเป็นว่าวันนั้นฉันไม่ได้ฟังที่อธิการบดีพูดเลยสักประโยคเดียว
“เธอๆ ชื่ออะไรอ่ะ” ระหว่างที่กำลังเดินเข้าไปต่อแถว จู่ๆ ก็มีมือของใครบางคนสะกิดลงบนไหล่ฉันเบาๆ พร้อมกับน้ำเสียงสดใสที่เอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นกันเอง
“ปลาวาฬ...” ฉันหันไปมองคนด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงราบเรียบ
“เราชื่อกระถินนะ มาจากอุบลอ่ะ” ผู้หญิงตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มแนะนำตัวเอง พร้อมกับฉีกยิ้มร่าให้ฉัน
ฉันพยายามจะยิ้มกลับไป แต่ทว่าบนใบหน้ามันกลับตึงไปหมดจนยิ้มไม่ออกเลยจริงๆ “ยินดีที่ได้รู้จัก”
“อื้ม... เธออยู่สาขาอะไรเหรอ” คนตรงหน้ายังคงดึงดันถามต่อ
“การบินและอวกาศ”
“แล้วเธอมาจากไหนเหรอ” ทำไมคนคนนี้ถึงได้ถามอะไรเยอะแยะแบบนี้นะ ฉันเมื่อยปากจนไม่อยากตอบแล้ว
“กรุงเทพ”
“แล้วทำไมเธอถึงเลือกสาขานี้อ่ะ ชอบเหรอ” กระถินเอียงคอถามเล็กน้อย ในขณะที่แถวก็ยังคงเดินไม่หยุด
“…” ฉันไม่ตอบคำถามของเธออีก ได้แต่หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมากดพิมพ์อีเมลลงไปแล้วยื่นส่งให้เธอแทน พร้อมกับบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “อีเมลวาฬ อยากถามอะไรก็พิมพ์ส่งเมลมาแล้วกัน”
กระถิน “…”
เวลาผ่านไปประมาณสามสิบนาทีกว่าๆ เห็นจะได้ บรรดาปีหนึ่งทุกคนก็ทยอยมากันเยอะแล้ว พี่ๆ ก็เริ่มทำกิจกรรมกัน ทั้งให้เราร้องเพลงและออกไปแข่งกันเต้น แต่โชคดีหน่อยที่ไม่มีพี่คนไหนเรียกฉันออกไปสักคน ดีแล้วล่ะ ปล่อยให้ฉันนั่งสงบจิตสงบใจอยู่ตรงนี้เถอะ แค่นี้ก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบจะถล่มลงมาอยู่แล้ว ทั้งเสียงตีกลอง ทั้งเสียงร้องเพลง ฉันไม่ชอบเสียงดังแบบนี้เลยจริงๆ
ในระหว่างที่ร้องรำทำเพลงกันไปตามปกติ จู่ๆ รุ่นพี่ก็หยุดทำกิจกรรมกันไปดื้อๆ ทั้งห้องประชุมเกิดความเงียบขึ้นโดยฉับพลัน
“ปีหนึ่งลุกขึ้น!” เสียงตะโกนกร้าวจากใครบางคนดังขึ้นมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังสลับกันไปมาราวกับมีกองทัพพลทหารกำลังฝึกซ้อมกันอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ก็ดังขึ้นมาด้วย
พี่ๆ ที่พาทำกิจกรรมกันก่อนหน้านี้ก็หลบออกไปยืนอยู่ข้างๆ แทน ฉันปรายตาไปมองผู้คนจำนวนหลายสิบคนที่เดินหน้านิ่งเข้ามา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อสายตาปะทะกับคนคนหนึ่งที่คุ้นตาเข้า
ผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว...
“ที่สั่งอยู่นี่ไม่ได้ยินเหรอวะ!” เมื่อไม่มีใครลุกขึ้น ผู้ชายคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาอีกรอบราวกับเกรี้ยวกราดอะไรมา
เมื่อถูกตะโกนใส่แบบนั้น ทุกคนก็พากันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว รวมทั้งฉันที่กำลังขมวดคิ้วจ้องผู้ชายคนนั้นอยู่ก็ลุกขึ้นตามไปด้วย
“ก้มหน้าลงไป!” คำสั่งต่อมาก็คือพวกเราต้องก้มหน้า ห้ามมอง ห้ามสบตากับพวกนั้น
ฉันเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองบรรดากลุ่มคนที่ใส่เสื้อสีดำกางเกงยีนส์สีซีดนั้นนิ่งๆ ในสมองก็คิดย้อนกลับไปถึงกระทู้ที่ตั้งกันในเว็บต่างๆ ที่เคยอ่านมา รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยนี้... จะขึ้นชื่อเรื่องการว้ากน้องสินะ
Pleum Talks.
ผมกวาดตามองบรรดานักศึกษารุ่นน้องหลายคนที่ยืนก้มหน้าอยู่นิ่งๆ เมื่อกี้ผมสั่งให้ไอ้ชินกับไอ้เซียนบอกให้น้องลุกขึ้นมา แต่ผมก็ไม่นึกว่ามันจะเล่นสมบทบาทจนน้องๆ พากันกลัวขนาดนี้ ผมเดินออกไปด้านหน้าเพื่อแสดงตัวว่าตัวเองในขณะนี้คือหัวหน้าระเบียบปีสาม
“สวัสดี ผมชื่อปลื้ม เป็นพี่ที่จะมาคุมระเบียบของพวกคุณ” ผมเอ่ยเสียงเรียบท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบของการรับน้องในวันแรก
“ไอ้เหี้ย... เชี่ยปลื้มแม่งลืมใส่ถ่านปะวะ เอื่อยเชียว...” ก่อนที่เสียงของไอ้ชินจะซุบซิบนินทาระยะเผาขนผมขึ้นที่ด้านหลัง
“เออ กูก็ว่าอยู่ นิวเจนเฮดว้ากมั้ยล่ะมึง” ไอ้เซียนเสริม
“เงยหน้าขึ้นมาทำไม! ก้มหน้าลงไปดิวะ!” ผมตะเบ็งเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมเมื่อรัศมีสายตาปะทะกับดวงตาหลายคู่จากน้องปีหนึ่งที่เงยหน้าขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต
“ไอ้สัส... กลัวแล่วววว...”
“…” ผมส่ายหน้าให้กับไอ้เซียนและไอ้ชินที่ซุบซิบกันอยู่ด้านหลัง ก่อนจะพูดต่อไปเมื่อปีหนึ่งทุกคนก้มหน้าลงไปแล้ว “ก่อนอื่น... ผมขอแสดงความดีใจด้วยที่พวกคุณสามารถสอบเข้ามาเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ ผมเชื่อว่าพวกคุณทุกคนมีความสามารถมากพอ แต่...”
“…”
“ผมยังมองไม่เห็นความสามารถของพวกคุณเลย! กะอีแค่จัดแถวให้ตรงกัน พวกคุณยังทำกันไม่ได้! ต่อไปพวกคุณจะมีน้ำยาทำอะไรได้!”
“ขออนุญาตครับพี่” ในระหว่างที่ผมกำลังจะทำการจัดระเบียบน้อง แต่จังหวะนั้นกลับมีน้องผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา พร้อมกับยกมือขออนุญาตผม “ผมขอเข้าไปในแถวได้มั้ยครับ”
“ผมนัดคุณกี่โมง” ผมเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางยกมือข้างซ้ายของตัวเองที่มีนาฬิกาข้อมือสวมอยู่ขึ้นมาดูเวลาด้วย
“เก้าโมงครับ” เด็กรุ่นน้องเอ่ยตอบ พร้อมกับก้มหน้าลงหลบสายตาที่ผมจ้อง
“คุณดูเวลาดิ นี่มันกี่โมงแล้ว”
“…” เมื่อถูกผมสั่ง คนตรงหน้าก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลา ก่อนจะตอบผมเสียงดังฟังชัด “เก้าโมงตรงครับ”
“โทษทีว่ะ นาฬิกาผมมันเก้าโมงสองนาทีแล้ว”
“…”
“ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของพวกคุณหรอก! แต่พวกคุณจะรู้ได้ยังไงว่าถ้าหลังจากเรียนจบแล้วไปทำงาน คุณมาทำงานตรงเวลา แต่เจ้านายของคุณตั้งนาฬิกาเร็วกว่าคุณหนึ่งนาที และแผนงานของคุณจำเป็นต้องทำงานให้มันตรงเวลา ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความเสียหายต่องานที่คุณทำได้ ถ้าเสียเวลาไปหนึ่งนาที บริษัทที่คุณทำงานอยู่อาจจะเสียหายจากการมาสายของพวกคุณก็ได้ เพราะฉะนั้นการมาก่อนเวลา ผมถือว่ามันเป็นมารยาทอย่างหนึ่งของการทำงาน ในเมื่อคุณมาสายสองนาที ก็ไปวิ่งรอบสนามสองรอบซะ!”
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







