LOGINมีคนเคยเล่าว่าวาฬตัวหนึ่งสื่อสารกับวาฬตัวอื่นด้วยความถี่ 52 Hz เพราะความถี่ที่สูงกว่าปกติเลยทำให้วาฬตัวอื่นไม่ได้ยิน มันก็คงเหมือนกับฉัน... ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้มากเกินกว่า 2 ประโยค
View Moreเพลง ‘Whalien 52’ ถูกคนตัวเล็กที่อยู่ในชุดนักศึกษาประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังของกรุงเทพฯเปิดขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะเสียบสายหูฟังเข้ากับโทรศัพท์มือถือของตัวเอง และยัดมันเข้าหูเพื่อปิดกั้นเสียงรบกวนทั้งหมดในขณะที่อธิการบดีกำลังพูดเกี่ยวกับการเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัย
เสียงรบกวนทั้งหมดถูกเสียงเพลง ‘Whalien 52’ กลบหมด มีเพียงความดังจากเสียงเพลงเท่านั้นที่เป็นเสียงดังเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ของเธอ
สมองของหญิงสาวหวนนึกถึงเรื่องราวที่อ่านผ่านตามาจากอินเตอร์เน็ต เป็นเรื่องเล่าของวาฬตัวหนึ่งที่สื่อสารกับวาฬตัวอื่น ๆ ด้วยความถี่ห้าสิบสองเฮิรตซ์ ซึ่งมันเป็นความถี่ที่สูงกว่าปกติที่วาฬทั่วไปจะสื่อสารกัน ทำให้ไม่มีวาฬตัวไหนสามารถสื่อสารกับวาฬตัวดังกล่าวได้ มันเลยกลายเป็นวาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดบนท้องทะเล
ก็คงเหมือนกับ ‘ปลาวาฬ’ หญิงสาววัยสิบเก้าปี ที่พูดกับคนทั่วไปไม่เกินสองประโยค...
************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************
“กูเนี่ยแม่งสมัครเข้ามา เห็นว่าเท่ไง ได้เป็นพี่ระเบียบ แม่งเอ๊ย... ไม่คิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้” “หึ...” ผมแค่นยิ้มให้กับความคิดของมัน หารู้ไม่ว่าพี่ระเบียบนี่แหละเหนื่อยที่สุดของการเป็นนักศึกษาแล้ว “มึงมีเพื่อนสมัครเข้ามาด้วยไหม” “มี” ผมบอก ก่อนจะสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนของตัวเองที่ปะปนอยู่ในขบวนวิ่ง และก็เจอพวกมันสองคนที่กำลังวิ่งกันไปพลางคุยกันไปพลาง “นั่นไง สองคน” ก่อนจะชี้นิ้วไปยังเพื่อนทั้งสองคนของผมให้ไอ้ทีดู “ดีว่ะ กูนี่สมัครมาเดี่ยว ๆ เลย เพื่อนกูไม่มีใครอยากเป็นสักคน” ‘เพราะเพื่อนมึงรู้ไงว่ามันเหนื่อยแค่ไหน’ ผมได้แต่คิดในใจ และแค่นยิ้มให้กับบุคคลใสซื่อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เกี่ยวกับการเป็นพี่ระเบียบที่กำลังวิ่งอย่างอ่อนแรงอยู่ด้านข้าง “…” “เราต้องฝึกแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนวะ” ไอ้ทีถาม “คงจนกว่าจะรู้จักกันหมดมั้ง” ผมคิดว่าผมรู้จุดประสงค์ของการเข้าฝึกการเป็นพี่ระเบียบนี้ดี เป็นเพราะการเป็นพี่ระเบียบจะต้องทำงานกันเป็นกลุ่มใหญ่ ต้องช่วยกัน
“SOTUSเป็นระบบที่เรายึดและปฏิบัติกันมาตั้งแต่รุ่นพี่รุ่นแรก ๆ ของพวกเรา พวกมึงมีหน้าที่สืบต่อ! ซึ่งSOTUSเกิดจากการนำอักษรตัวแรกของคำห้าคำมาเรียงต่อกัน! คำแรก... Seniority คือ การเคารพผู้อาวุโส หรือการสำนึกในความเป็นน้องซึ่งเยาว์กว่าทั้งความรู้และประสบการณ์!” “…” “คำที่สอง... Order คือ การปฏิบัติตามระเบียบวินัย สังคมประกอบไปด้วยคนจำนวนมาก เมื่อจะทำงานใหญ่ต้องแบ่งหน้าที่กันทำ ต้องมีผู้นำและผู้ตาม การพาคนหมู่มากไปสู่ความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีระเบียบและรักษาวินัย” “…” “คำที่สาม... Tradition คือ การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี มีความภาคภูมิใจในธรรมเนียมประเพณีที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา คุณงามความดีของธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ได้หล่อหลอมต่อเนื่องมาจากรุ่นก่อน ๆ สู่รุ่นน้อง และทำให้ทราบถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน” “…” “คำที่สี่... Unity คือ การเป็นหนึ่งเดียว หรือความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน มีใจมุ่งสู่เป้าหมายอันเดียวกัน” “…” “คำที่ห้า... คำสุดท้าย! Spirit คื
Pleum Talks. “เมื่อกี้คุยกับใครวะปลื้ม” เมื่อกลับมาถึงโต๊ะ พี่เอกก็เอ่ยถาม พลางชะเง้อคอมองผู้หญิงแปลกประหลาดที่เดินออกไป “ไม่มีไร” ผมบอกปัด ๆ ก่อนจะวางแก้วน้ำอัดลมให้พี่ ๆ ทั้งสองคน หางตาเหลือบไปมองเจ้าของร่างเล็กที่เดินดูดน้ำอัดลมออกไปด้วยสายตาเรียบเฉย “แล้วสรุปมึงจะเป็นเฮดว้ากให้กูไหมเนี่ย กูรอคำตอบอยู่นะเว้ย” ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับพี่เอก เงยหน้าสบตากับรุ่นพี่ที่ตัวเองเคารพนับถือนิ่ง ๆ “ถ้าผมเป็น...” “ดีมากไอ้น้องรัก” ยังไม่ทันได้พูดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยอมเป็นเฮดว้ากให้พี่เอกได้รับรู้ จู่ ๆ พี่แกก็ชิงตัดบทผมไปดื้อ ๆ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำโค้กของตัวเองไปดูดอย่างสบายอารมณ์ เสียงผิวปากอย่างมีความสุขของพี่เอกทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น อะไรจะดีใจขนาดนั้น (-_- ) “เดี๋ยวกูไปสั่งข้าวให้ดีกว่า มึงเอาไรไอ้เอก” พี่นายที่นั่งเงียบมาสักพักแล้วพูดขึ้น พลางหันไปถามพี่เอกที่นั่งอยู่ข้างตัวเอง “ข้าวกะเพราหมูสับก็ได้” พี่เอกว่า ก่อนจะหันมาถามผม “มึงเอาไร เดี๋ยวกูเล
เธอหันมามองผมเหมือนกัน เราจ้องตากันนิ่ง ๆ ไร้การสื่อสารใด ๆ แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าเหมือนคนตรงหน้ามีอะไรบางอย่างจะพูดกับผมนะ“เรา... เคยเจอกันมาก่อนไหม” ผมตัดสินใจถามคนตัวเล็กที่ยืนจ้องกันโดยไร้ปฏิกิริยาใด ๆ ออกไป“…”เงียบกริบ... หรือว่าเธอเป็นใบ้หรือเปล่าวะ“เอ่อ...” ผมครางออกไปแก้เก้อกับคำถามที่ไร้การตอบกลับของตัวเอง พลางยกมือขึ้นเกาหัวอย่างไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ดี“เคย” ในที่สุดเธอก็ยอมตอบออกมาผมถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าเธอเป็นใบ้ซะอีก ไม่งั้นเราคงได้สื่อสารกันยากกว่านี้แน่ ๆ“ที่ไหน” ผมถามต่อ เพราะผมรู้สึกคุ้นหน้าเธอเอามาก ๆ แต่มันนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อน โดยเฉพาะดวงตาสุกใสสกาวของเธอที่ไร้ความรู้สึกคู่นั้น ยิ่งผมมองผมก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย“…” เธอไม่ตอบ แต่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจ้องผมกลับแทน“เรา... เจอกันที่ไหน” ผมถามออกไปอีกครั้ง“น้องคะ ได้แล้วค่ะ” แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบจากปากคนตัวเล็กตรงหน้า พี่เจ้าของร้านก็เรียกผม ก่อนจะยื่นน้ำสามแก้วที่สั่งไปมาให้“…” ผมยื่นแบงก์ร้อยสามใบไปให้พี่เจ้าของร้าน ก่อนจะบอกพี่เจ้าของร้านว่า “ทอนแยกนะครับ”“นี่ค











