ต๊อก ต๊อก
“ขออนุญาตอีกครั้งค่ะนายหญิง”
หญิงสาวคนเดิมเดินกลับมายังห้องทานอาหารระหว่างที่พวกเรากำลังทานข้าวเช้ากันอยู่ ในมือของเธอถือซองจดหมายเล็กๆ ไว้หนึ่งฉบับ รอบนี้เธอเดินตรงไปหาแม่ของบลูพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับนั้นให้อย่างทะนุถนอม
...
ครั่งสีแดงที่ประทับอยู่บริเวณกลางซองจดหมายปิดผนึกมีอักษร” AC” ประทับไว้ เมื่อเฮร่าได้เห็น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ในทางไม่ดี หญิงแก่อมยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นจนบลูที่เห็นเอียงคอสงสัยเล็กน้อย
“อะไรหรอคะ?”
กึบ!
เธอแกะซองจดหมายออกอย่างช้าๆ พร้อมกับหยิบกระดาษที่มีเนื้อหาภายในออกมาอ่านอย่างตั้งใจ
“บัตรเชิญจากเพื่อนเก่าแม่น่ะลูก”
“...?”
หญิงแก่อ่านเนื้อหาภายในอย่างจดจ่อก่อนจะยิ้มให้เนื้อหาตรงหน้า แต่ต่อมาพอสายตาของเธอเลื่อนต่ำลง รอยยิ้มที่เคยกรุ้มกริ่มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหนักใจอ่อนๆ
“คุณแม่...?”
“มีอะไรหรอที่รัก?”
ทุกสายตารวมถึงเมดสาวที่ยังไม่ได้เดินออกจากห้องเองก็อยากรู้ว่าเนื้อหานั้นมีอะไรกันแน่
“บลู ...ลองอ่านดูสิ”
...
...ฉันหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้เข้ามาอ่านอย่างช้าๆ
“ถึงเฮร่าเพื่อนเก่า เราไม่ค่อยได้ส่งจดหมายหากันเลยนะช่วงนี้ น่าจะหนึ่งปีแล้วรึเปล่า เธอเป็นยังไงบ้าง คงทำตัวสบายๆ เหมือนเดิมแหละเนอะ ส่วนฉันที่วุ่นวายอยู่กับการรับเด็กเข้าใหม่ตอนนี้หัวจะปวดมากๆ อิจฉาเธอสุดๆ ไปเลย หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ ฉันคิดถึงเธอกับโยดินมากๆ เลย เกริ่นมายาวแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยละกัน ลูกสาวของเราอายุเท่ากันสินะ งั้นตอนนี้เธอน่าจะกำลังวุ่นอยู่กับการหาโรงเรียนให้ลูกเรียนต่อใช่ไหม ถ้าเป็นที่” อคาเดม” ล่ะ ฉันพร้อมดูแลลูกสาวของเธอให้เหมือนกับเป็นลูกของตัวเองนะ อีกอย่างลูกสาวฉันก็อยากเจอบลูด้วย ช่วงนี้แกพูดถึงบลูตลอดเลย ยังไงถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ติดต่อกลับมานะ
ด้วยรักและคิดถึง จากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ดอริส ดิแอนเจโล่”
...ทำไมถึงดูเป็นจดหมายที่เขียนเล่นๆ แบบนี้กันนะ? มันน่าเชื่อถือแน่ใช่มั้ย ...ชื่อโรงเรียนคุ้นหูจัง
ถึงฉันจะตั้งคำถามกับตัวเองหลังอ่านจดหมาย แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่าข้อความหนึ่งที่ติดใจฉันมาตั้งแต่เมื่อครู่
“แม่คะ คนในจดหมายคือใครหรอคะ?”
“เพื่อนเก่าแม่กับพ่อตอนสมัยเป็นนักเรียนน่ะ”
“ไม่ใช่ค่ะๆ เด็กคนนั้น ...ลูกสาวของเขา”
“อ๋อๆ หนูแกรดไง”
...แกรดไหน?
ใบหน้าฉงนของบลูทำให้ผู้เป็นพ่อหัวเราะออกมาก่อนจะเล่าประวัติคร่าวๆ ของดอริสให้บลูฟัง
“ดอริสเป็นเพื่อนเก่าพวกพ่อ เธอเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเวทมนตร์อคาเดมอยู่ที่เมืองหลวง “เซอร์เมีย” โรงเรียนเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศน่ะ ลูกสาวเธอชื่อแกรด อายุเท่าๆ กับลูก ตอนเด็กๆ ที่พวกพ่อไปเมืองหลวงแล้วลูกไปด้วย พวกลูกก็ได้เจอกันอยู่นะ เด็กคนนั้นก็มักจะเข้ามาหาลูกตลอดเลยนะ”
“... อ๋อ”
เมื่อลองทบทวนเรื่องในอดีตฉันก็พอจำความได้รางๆ เด็กสาวผมเปียสีชมพูท่าทางร่าเริงเต็มไปด้วยพลังงานตลอดทั้งวันคนนั้นเอง
...
...ครั้งสุดท้ายก่อนที่ฉันจะกลับบ้าน ในตอนนั้น เราสัญญาอะไรกันไว้นะ
คำพูดที่เลือนรางด้วยเนื้อหา มีเพียงสายตาแห่งความหวังและปากที่ขยับไปมาเท่านั้นที่ฉันยังพอจะจำได้
เรื่องของคนที่ชื่อแกรดนั่นเอาไว้ก่อนละกัน ตอนนี้ที่ต้องให้ความสนใจคือเรื่องของบัตรเชิญในจดหมาย
“โรงเรียนนั้นเป็นที่แบบไหนหรอคะ?”
...ฉันถามผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัยเพราะไหนๆ เธอที่เป็นศิษย์เก่าของที่นั่นน่าจะพอบอกอะไรเราได้บ้าง
“เป็นโรงเรียนชั้นนำของประเทศเลยล่ะลูก ทุกอย่างดีหมดเลย เพียงแต่...”
....
“...อย่างที่ดอริสบอกไว้ในจดหมาย โรงเรียน ...มันตั้งอยู่ที่เมืองหลวง”
คำพูดนั้นทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ ความรู้สึกผิดหวังเริ่มก่อขึ้นอย่างช้าๆ
...ทำไมกัน ทำไมฉันถึงรู้สึกเสียดายโรงเรียนนั่นขนาดนั้น หรืออะไรกันแน่ที่ฉันอยากเจอที่โรงเรียนนั้น
“...หนู ...อยากลองไป...”
“บลู แน่ใจหรอ?”
ผู้เป็นพ่อรีบพูดขัดด้วยความตกอกตกใจ เหตุผลที่โรงเรียนอันดับหนึ่งของประเทศไม่อยู่ในรายชื่อที่พวกเขาแนะนำกับเด็กสาว นั่นเพราะสถานที่ตั้งที่อยู่ทางใต้สุดของประเทศเมื่อเทียบกับบ้านที่อยู่เหนือสุดของประเทศ การเดินทางไปมานั้นแสนจะยาวนาน อีกทั้ง พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าลูกสาวของตนนั้นมีปัญหากับการเข้าสังคม
“ลูซิลล่า” เมืองที่ฉันอาศัยอยู่ในตอนนี้ ส่วน “เซอร์เมีย” คือชื่อของเมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางใต้สุดของประเทศ
...ระยะทางนั้นอาจไม่สำคัญเท่าเหตุผลจริงๆ ที่คนทั้งสองพยายามคัดค้านฉัน
“ที่นั่นคนเยอะนะลูก”
“...”
...มันคือเหตุผลที่พวกเขาเป็นห่วงฉัน นิสัยที่แท้จริงของฉัน คือเกลียดการเข้าสังคม ทุกแววตาที่คนรอบข้างมองมาที่ฉันล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่ว่าจะไปที่ใดในเมืองไหน สายตาทั้งหมดล้วนเป็นไปตามที่กล่าวมา พวกเขากลัวการเผชิญหน้ากับตระกูลนี้แม้เราจะไม่ได้ทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจเลยก็ตาม
“เก็บไว้คิดอีกทีเนอะลูก แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่”
“แล้วถ้าหนูยังยืนยันคำเดิมล่ะคะ?”
ฉันถามชายแก่ด้วยแววตาอันมุ่งมั่น
“ถ้างั้นพวกพ่อก็คงไม่ขัดลูกหรอก”
ฟึบ ฟึบ
บลูออกมายืนรับลมหนาวอยู่ในสวนหลังบ้าน เบื้องหน้าของฉันคือทะเลสาบอันกว้างใหญ่ น้ำสีฟ้าครามและเหล่าปลาน้อยใหญ่ที่ดำผุดดำว่ายไปมาใกล้ขอบสระที่ฉันยืนเหมือนเป็นสัญญาณว่าพวกมันกำลังรอบางอย่างจากฉัน
...
ปิ้ง!
ในมือของเด็กสาวถือถุงอาหารปลาห่อใหญ่อยู่ห่อหนึ่ง
...รอแป๊บนึงนะ
เธอค่อยๆ แกะซองอาหารออกอย่างละเมียดละไมก่อนจะโปรยอาหารให้กระจายออกไปรอบๆ สระ
จ๊อบ แจ๊บ จ๊อบ แจ๊บ
โดยที่ฝูงปลามากมายกรูกันเข้ามากินอาหารที่ถูกโยนให้ เด็กสาวยืนมองพวกมันอย่างมีความสุขพลางปัดมือสองสามทีเพื่อสลัดเศษอาหารบนมือออก
...ถ้าฉันไม่อยู่พวกแกคงต้องให้คนอื่นมาป้อนให้ก่อนนะ
...
...อคาเดม?
...แกรด?
...สองชื่อนี้กลายเป็นสิ่งที่หมกมุ่นอยู่ในหัวฉันทั้งวัน
...ถ้าต้องไปที่นั่นจะต้องอยู่คนเดียวสินะ แล้วฉันจะพอหาเพื่อนได้บ้างมั้ยนะ คนที่ชื่อแกรดอะไรนั่น ...ถ้าถึงตอนที่เราได้เจอกันจริงๆ เธอดันเกลียดฉันขึ้นมา เราคงต้องหาเพื่อนใหม่อีกสินะ
...เห้ออออ
ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหม่นหมอง ความไม่แน่นอนของอนาคตสั่งให้มือของฉันขยับขึ้นมาลูบท้ายทอยทีหนึ่งพลางขมวดคิ้วตามองจ้องหมู่ปลาที่กำลังแย่งกันกินหัวอาหารด้วยความชุลมุน
ฉันทิ้งตัวลงบนผืนหญ้านั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวพลางมองออกไปข้างหน้าสุดขอบทะเลสาบอีกฟากฝั่ง หนึ่งเดือนต่อจากนี้คือตัวกำหนดอนาคตของฉันและความเป็นไปทั้งหมดของตระกูลเชอร์โนบ็อก
...บางที
“...ถ้าฉันสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลในทางที่ดี ถ้าฉันเปลี่ยนมันได้ ...ทุกคนอาจจะมองเราในแง่ที่ต่างไป มั้ย?”
...แบบนั้นจะดีต่อเรากว่านี้รึเปล่านะ
พลังเวทที่เอ่อล้นของเด็กสาวถูกส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น ส่วนในเรื่องของผลการเรียนก่อนหน้าก็อยู่ในระดับสูงทีเดียว การเรียนรู้เนื้อหาในตำราจึงไม่ใช่อะไรที่บลูจะต้องกังวลมากนัก ที่ต้องกังวล คงมีแค่เรื่องการเข้าสังคมนี่แหละ
จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ
“พ่อคะ! แม่คะ! ...หนูอยากรู้ข้อมูลของโรงเรียนอคาเดมเพิ่ม”
...
หลังจากคำขอเกริ่นในคำตอบของบลูถูกส่งไปยังคนทั้งสอง สองคู่สามีภรรยามองตรงมายังแววตาอันเด็ดเดี่ยวของบลูก่อนจะหันกลับมามองหน้ากันเพื่อปรึกษา
...
สายตาพินิจพิเคราะห์สองคู่มองจ้องกันอย่างเงียบๆ อยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนในท้ายที่สุดผู้เป็นพ่อจะหันหน้ากลับมาหาลูกสาวของตน
“ก็ได้...”
รอยยิ้มอย่างยอมรับผุดออกมาจากแก้มซ้ายขวาของผู้เป็นพ่อ ชายแก่ลุกขึ้นยืนพลางชวนบลูและภรรยาของตนให้เดินออกไปด้วยกัน
“ตามมาสิ”
ณ หอสมุดประจำบ้าน ห้องที่ตั้งไว้ห่างจากห้องอาหารเพียงสองช่วง
แอ๊ดดด...
ฉันเรียกที่นี่ว่าห้องสมุดประจำบ้าน สถานที่อีกแห่งซึ่งให้ความสงบและเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้นอกห้องเรียนของฉัน ห้องสี่เหลี่ยมขนาดสูงใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยชั้นหนังสือเรียงรายหลายพันเล่ม แสงแดดรำไรลอดผ่านกระจกหน้าต่างบริเวณกลางห้อง รอบขอบข้างห้องมีระเบียงชั้นสองให้ขึ้นไปยืนเล่นนั่งเล่นเพื่ออ่านหรือหาหนังสือจากชั้นบนได้อย่างสะดวก บริเวณกลางห้องถูกโต๊ะขนาดใหญ่วางขวางไว้พร้อมกับกองหนังสืออีกสองสามเล่มที่ฉันไม่ได้เก็บในครั้งล่าสุดที่อ่านวางกระจัดกระจายไว้อยู่เลย
บทที่ 2 : คำทักทายฟูวววกลิ่นของสถานที่โดยรอบซึ่งเปลี่ยนไปตามความแออัดของผู้คนที่อยู่อาศัย เรือไม้ลำเล็กได้เดินทางมาจนถึงสถานีปลายทางเป็นที่เรียบร้อยณ เมืองหลวงเซอร์เมียพื้นที่โล่งกว้างราบเรียบถูกสร้างไว้เพื่อใช้เป็นท่าสำหรับลงจอดเรือโดยเฉพาะ ทั้งเรือโดยสารลำใหญ่ที่บรรทุกผู้คนมากมายหรือเรือขนส่งสินค้าข้ามประเทศ บ้างก็เป็นเรือส่วนตัวคล้ายกับเรือของฉัน“ “ยินดีต้อนรับครับ” ”ทันทีที่เราทั้งสามลงจากเรือ พนักงานสองสามคนก็เดินมาต้อนรับเราพลางถามถึงสถานที่ปลายทางที่ต้องการเดินทางไปต่อและพร้อมเตรียมรถม้าให้หากพวกเราต้องการ“พวกเราจะเดินทางไปอคาเดมค่ะ รบกวนจัดหายานพาหนะให้ด้วย” ผู้เป็นแม่กล่าวทักทายพนักงานชายกลุ่มนั้นพร้อมกับร้องขอสิ่งที่ต้องการทันที“รับทราบครับ อยากได้เป็นรถม้าแบบไหนหรอครับ?”“อา ...ขอแบบดีที่สุดค่ะ รบกวนด้วย”“รับทราบครับ ซักครู่นะครับ”บนโลกที่มีเพียงภาพวาดเพื่อระบุตัวบุคคล สำหรับประชาชนทั่วๆ ไป หากเราไม่ได้เอ่ยชื่อที่แท้จริงออกมาก็ยากที่คนเหล่านั้นจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จร
______________“บลู ชื่อของเธอนี่แปลกจัง”“...ชื่อ****เองก็แปลกเหมือนกันนั่นแหละ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ชื่อนี้แม่อุตส่าห์คิดให้เราตั้งนานเลยนะ”“....”“เงียบอีกแล้ว เราคุยคนเดียวเยอะๆ ก็เหนื่อยนะ”“...ก็ เธอพูดไม่หยุดเลยนี่”“... ฮ่า ฮ่า ฮ่า เธอนั่นแหละที่พูดน้อย ระวังโตไปจะไม่มีคนมาจีบนะ”“...........เรื่องของฉัน”______________...อึ อืม......ฝันหรอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอันเลือนราง ฉันกำลังต่อล้อต่อเถียงกับเด็กสาวช่างจ้ออีกคน ชื่อของเธอน่าจะนามว่า “แกรด” ใบหน้าของเธอนั้นฉันจำไม่ได้เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ที่พอจำได้อยู่บ้างคือเธอพูดไม่หยุดจนฉันหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง...ฉันไปรู้จักคนแบบนั้นตั้งแต่ตอนไหนกันนะ คงเป็นหลายครั้งที่ฉันเข้าเมืองพร้อมกับพ่อแม่รึเปล่าถึงอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกแปลกตรงกลางอก มันอบอุ่นและเจ็บปวดพร้อมๆ กันอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ...แต่ฉันเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกที่อธิบายด้วยหลักการไม่ได้นี้“กลับเข้าบ้านดีกว่า”นึกได้ดังนั้นเด็กสาวก็เอื้อมมือไปเก็บกล่องข้าวเปล่าใส่กระเป๋า ส่วนคทายาวก็ถูกเช็ดและทำความสะอาดอย่างผ่านๆ ก่อนจะวางใส่ลงบนกร
ต๊อก ต๊อก ...ผู้เป็นพ่อเดินไปหยิบสมุดปกหนามาหนึ่งเล่มพร้อมกับแผนที่ประเทศที่วางอยู่อีกฝั่งก่อนจะนำของทั้งสองชิ้นมาวางไว้ตรงโต๊ะกลางห้องฟึบ!ชายแก่เริ่มต้นด้วยการกางแผนที่ออกอย่างบรรจงก่อนจะใช้หนังสือที่วางอยู่แต่เดิมบนโต๊ะมาทับกระดาษแผนที่ตรึงไว้กับโต๊ะ“ตรงนี้คือบ้านของเรา ส่วนตรงนี้คือโรงเรียนอคาเดม แล้วตรงนี้ก็เป็นเมืองหลวง”ผู้เป็นพ่อเริ่มอธิบายสถานที่ตั้งของโรงเรียนให้บลูเข้าใจอย่างละเอียดโดยชี้นิ้วไปตามจุดสำคัญต่างๆทางเหนือสุดของประเทศ สถานที่ซึ่งเป็นพิกัดที่ตั้งของบ้านฉัน ถัดลงมาตามนิ้วที่ชี้ลากเป็นเส้นตรง ทางซ้ายมือคือเมืองเฮลเก้ ส่วนทางขวาคือไนมูเอล ถัดลงมาอีกทอดคือเมืองมาร์ตินและเมืองฟาร์ฮาน โดยใต้ของเมืองทั้งสองจะมีเมืองมิชก้ากับเมืองซิมรีกั้นเมืองเซอร์เมีย เมืองหลวงของประเทศเอาไว้ รอบๆ ประเทศแห่งนี้จะมีประเทศไอชาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศทาฮีร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือและอคาคิออส ประเทศที่อยู่ทางใต้ของเราซึ่งจะติดกับเมืองหลวง“ถ้าลูกจะไปที่นั่น ระยะทางจะห่างจากที่นี่สี่เมืองเลยนะ เราจะไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แล้ว เข้าใจที่พ่อพูดรึเปล่า?”น้ำเสียงที่ถูกเอ่ยถามอย่างกระอ้อมกระแอ้มจ
ต๊อก ต๊อก“ขออนุญาตอีกครั้งค่ะนายหญิง”หญิงสาวคนเดิมเดินกลับมายังห้องทานอาหารระหว่างที่พวกเรากำลังทานข้าวเช้ากันอยู่ ในมือของเธอถือซองจดหมายเล็กๆ ไว้หนึ่งฉบับ รอบนี้เธอเดินตรงไปหาแม่ของบลูพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับนั้นให้อย่างทะนุถนอม...ครั่งสีแดงที่ประทับอยู่บริเวณกลางซองจดหมายปิดผนึกมีอักษร” AC” ประทับไว้ เมื่อเฮร่าได้เห็น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ในทางไม่ดี หญิงแก่อมยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นจนบลูที่เห็นเอียงคอสงสัยเล็กน้อย“อะไรหรอคะ?”กึบ!เธอแกะซองจดหมายออกอย่างช้าๆ พร้อมกับหยิบกระดาษที่มีเนื้อหาภายในออกมาอ่านอย่างตั้งใจ“บัตรเชิญจากเพื่อนเก่าแม่น่ะลูก”“...?”หญิงแก่อ่านเนื้อหาภายในอย่างจดจ่อก่อนจะยิ้มให้เนื้อหาตรงหน้า แต่ต่อมาพอสายตาของเธอเลื่อนต่ำลง รอยยิ้มที่เคยกรุ้มกริ่มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหนักใจอ่อนๆ“คุณแม่...?”“มีอะไรหรอที่รัก?”ทุกสายตารวมถึงเมดสาวที่ยังไม่ได้เดินออกจากห้องเองก็อยากรู้ว่าเนื้อหานั้นมีอะไรกันแน่“บลู ...ลองอ่านดูสิ”......ฉันหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้เข้ามาอ่านอย่างช้าๆ“ถึงเฮร่าเพื่อนเก่า เราไม่ค่อยได้ส่งจดหมายหากันเลยนะช่วงนี้ น่าจะหนึ่งปีแ
บทที่ 1 : คำสาปฉันชื่อบลู ความหมายของชื่อมิได้แปลว่าสีน้ำเงินที่สื่อถึงความสงบหรือความมั่นคงตามที่พ่อกับแม่หวังไว้แต่ประการใด หากแต่ในความคิดของฉัน ...ความหมายของมันคือความเศร้า ...หม่นหมองชีวิตของฉันจมอยู่กับความทรมานและโดดเดี่ยวดั่งชื่อเล่นนั้น แม้ทางบ้านจะมีฐานะร่ำรวยและมากด้วยชื่อเสียงบารมีเงินเพียงใด ทั้งพ่อและแม่รักต่างตามใจฉันในหลายๆ เรื่อง แต่เพราะเวทมนตร์ซึ่งยากจะประเมินพลังและมันดันเป็นเวทสายมืด เวท ...ที่ไม่ได้เน้นใช้ป้องกันหรือโจมตีเพื่อขัดขวางอีกฝ่าย มันมีเพื่อปลิดชีพผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรู เป้าหมาย ใครก็ตาม...พลังอันใหญ่ยิ่ง ทว่าไม่มีใครคิดว่ามันยิ่งใหญ่ ผู้คนรวมถึงฉันกลับมองมันเป็นเพียง ....คำสาปฟูววววเสียงของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามายังห้องนอนบนชั้นที่สี่ของบ้านหลังใหญ่........เฮ้อเสียงถอนหายใจที่เกิดขึ้นในทุกวันที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาแสดงถึงความรู้สึกของการมีชีวิต ...ฉันรับรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ห้องนอนอันกว้างใหญ่ในบ้านอันกว้างขวางบนโลกที่เวทมนตร์อยู่เหนือทุกสิ่ง อยู่ในทุกการกระทำของชีวิต ตระกูลของฉันเมื่อครั้งอดีตกาลคือหนึ่งในตระกูล ...เป็นเพ