LOGINต๊อก ต๊อก
“ขออนุญาตอีกครั้งค่ะนายหญิง”
หญิงสาวคนเดิมเดินกลับมายังห้องทานอาหารระหว่างที่พวกเรากำลังทานข้าวเช้ากันอยู่ ในมือของเธอถือซองจดหมายเล็กๆ ไว้หนึ่งฉบับ รอบนี้เธอเดินตรงไปหาแม่ของบลูพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับนั้นให้อย่างทะนุถนอม
...
ครั่งสีแดงที่ประทับอยู่บริเวณกลางซองจดหมายปิดผนึกมีอักษร” AC” ประทับไว้ เมื่อเฮร่าได้เห็น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ในทางไม่ดี หญิงแก่อมยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นจนบลูที่เห็นเอียงคอสงสัยเล็กน้อย
“อะไรหรอคะ?”
กึบ!
เธอแกะซองจดหมายออกอย่างช้าๆ พร้อมกับหยิบกระดาษที่มีเนื้อหาภายในออกมาอ่านอย่างตั้งใจ
“บัตรเชิญจากเพื่อนเก่าแม่น่ะลูก”
“...?”
หญิงแก่อ่านเนื้อหาภายในอย่างจดจ่อก่อนจะยิ้มให้เนื้อหาตรงหน้า แต่ต่อมาพอสายตาของเธอเลื่อนต่ำลง รอยยิ้มที่เคยกรุ้มกริ่มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหนักใจอ่อนๆ
“คุณแม่...?”
“มีอะไรหรอที่รัก?”
ทุกสายตารวมถึงเมดสาวที่ยังไม่ได้เดินออกจากห้องเองก็อยากรู้ว่าเนื้อหานั้นมีอะไรกันแน่
“บลู ...ลองอ่านดูสิ”
...
...ฉันหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้เข้ามาอ่านอย่างช้าๆ
“ถึงเฮร่าเพื่อนเก่า เราไม่ค่อยได้ส่งจดหมายหากันเลยนะช่วงนี้ น่าจะหนึ่งปีแล้วรึเปล่า เธอเป็นยังไงบ้าง คงทำตัวสบายๆ เหมือนเดิมแหละเนอะ ส่วนฉันที่วุ่นวายอยู่กับการรับเด็กเข้าใหม่ตอนนี้หัวจะปวดมากๆ อิจฉาเธอสุดๆ ไปเลย หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ ฉันคิดถึงเธอกับโยดินมากๆ เลย เกริ่นมายาวแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยละกัน ลูกสาวของเราอายุเท่ากันสินะ งั้นตอนนี้เธอน่าจะกำลังวุ่นอยู่กับการหาโรงเรียนให้ลูกเรียนต่อใช่ไหม ถ้าเป็นที่” อคาเดม” ล่ะ ฉันพร้อมดูแลลูกสาวของเธอให้เหมือนกับเป็นลูกของตัวเองนะ อีกอย่างลูกสาวฉันก็อยากเจอบลูด้วย ช่วงนี้แกพูดถึงบลูตลอดเลย ยังไงถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ติดต่อกลับมานะ
ด้วยรักและคิดถึง จากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ดอริส ดิแอนเจโล่”
...ทำไมถึงดูเป็นจดหมายที่เขียนเล่นๆ แบบนี้กันนะ? มันน่าเชื่อถือแน่ใช่มั้ย ...ชื่อโรงเรียนคุ้นหูจัง
ถึงฉันจะตั้งคำถามกับตัวเองหลังอ่านจดหมาย แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่าข้อความหนึ่งที่ติดใจฉันมาตั้งแต่เมื่อครู่
“แม่คะ คนในจดหมายคือใครหรอคะ?”
“เพื่อนเก่าแม่กับพ่อตอนสมัยเป็นนักเรียนน่ะ”
“ไม่ใช่ค่ะๆ เด็กคนนั้น ...ลูกสาวของเขา”
“อ๋อๆ หนูแกรดไง”
...แกรดไหน?
ใบหน้าฉงนของบลูทำให้ผู้เป็นพ่อหัวเราะออกมาก่อนจะเล่าประวัติคร่าวๆ ของดอริสให้บลูฟัง
“ดอริสเป็นเพื่อนเก่าพวกพ่อ เธอเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเวทมนตร์อคาเดมอยู่ที่เมืองหลวง “เซอร์เมีย” โรงเรียนเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศน่ะ ลูกสาวเธอชื่อแกรด อายุเท่าๆ กับลูก ตอนเด็กๆ ที่พวกพ่อไปเมืองหลวงแล้วลูกไปด้วย พวกลูกก็ได้เจอกันอยู่นะ เด็กคนนั้นก็มักจะเข้ามาหาลูกตลอดเลยนะ”
“... อ๋อ”
เมื่อลองทบทวนเรื่องในอดีตฉันก็พอจำความได้รางๆ เด็กสาวผมเปียสีชมพูท่าทางร่าเริงเต็มไปด้วยพลังงานตลอดทั้งวันคนนั้นเอง
...
...ครั้งสุดท้ายก่อนที่ฉันจะกลับบ้าน ในตอนนั้น เราสัญญาอะไรกันไว้นะ
คำพูดที่เลือนรางด้วยเนื้อหา มีเพียงสายตาแห่งความหวังและปากที่ขยับไปมาเท่านั้นที่ฉันยังพอจะจำได้
เรื่องของคนที่ชื่อแกรดนั่นเอาไว้ก่อนละกัน ตอนนี้ที่ต้องให้ความสนใจคือเรื่องของบัตรเชิญในจดหมาย
“โรงเรียนนั้นเป็นที่แบบไหนหรอคะ?”
...ฉันถามผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัยเพราะไหนๆ เธอที่เป็นศิษย์เก่าของที่นั่นน่าจะพอบอกอะไรเราได้บ้าง
“เป็นโรงเรียนชั้นนำของประเทศเลยล่ะลูก ทุกอย่างดีหมดเลย เพียงแต่...”
....
“...อย่างที่ดอริสบอกไว้ในจดหมาย โรงเรียน ...มันตั้งอยู่ที่เมืองหลวง”
คำพูดนั้นทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ ความรู้สึกผิดหวังเริ่มก่อขึ้นอย่างช้าๆ
...ทำไมกัน ทำไมฉันถึงรู้สึกเสียดายโรงเรียนนั่นขนาดนั้น หรืออะไรกันแน่ที่ฉันอยากเจอที่โรงเรียนนั้น
“...หนู ...อยากลองไป...”
“บลู แน่ใจหรอ?”
ผู้เป็นพ่อรีบพูดขัดด้วยความตกอกตกใจ เหตุผลที่โรงเรียนอันดับหนึ่งของประเทศไม่อยู่ในรายชื่อที่พวกเขาแนะนำกับเด็กสาว นั่นเพราะสถานที่ตั้งที่อยู่ทางใต้สุดของประเทศเมื่อเทียบกับบ้านที่อยู่เหนือสุดของประเทศ การเดินทางไปมานั้นแสนจะยาวนาน อีกทั้ง พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าลูกสาวของตนนั้นมีปัญหากับการเข้าสังคม
“ลูซิลล่า” เมืองที่ฉันอาศัยอยู่ในตอนนี้ ส่วน “เซอร์เมีย” คือชื่อของเมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางใต้สุดของประเทศ
...ระยะทางนั้นอาจไม่สำคัญเท่าเหตุผลจริงๆ ที่คนทั้งสองพยายามคัดค้านฉัน
“ที่นั่นคนเยอะนะลูก”
“...”
...มันคือเหตุผลที่พวกเขาเป็นห่วงฉัน นิสัยที่แท้จริงของฉัน คือเกลียดการเข้าสังคม ทุกแววตาที่คนรอบข้างมองมาที่ฉันล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่ว่าจะไปที่ใดในเมืองไหน สายตาทั้งหมดล้วนเป็นไปตามที่กล่าวมา พวกเขากลัวการเผชิญหน้ากับตระกูลนี้แม้เราจะไม่ได้ทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจเลยก็ตาม
“เก็บไว้คิดอีกทีเนอะลูก แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่”
“แล้วถ้าหนูยังยืนยันคำเดิมล่ะคะ?”
ฉันถามชายแก่ด้วยแววตาอันมุ่งมั่น
“ถ้างั้นพวกพ่อก็คงไม่ขัดลูกหรอก”
ฟึบ ฟึบ
บลูออกมายืนรับลมหนาวอยู่ในสวนหลังบ้าน เบื้องหน้าของฉันคือทะเลสาบอันกว้างใหญ่ น้ำสีฟ้าครามและเหล่าปลาน้อยใหญ่ที่ดำผุดดำว่ายไปมาใกล้ขอบสระที่ฉันยืนเหมือนเป็นสัญญาณว่าพวกมันกำลังรอบางอย่างจากฉัน
...
ปิ้ง!
ในมือของเด็กสาวถือถุงอาหารปลาห่อใหญ่อยู่ห่อหนึ่ง
...รอแป๊บนึงนะ
เธอค่อยๆ แกะซองอาหารออกอย่างละเมียดละไมก่อนจะโปรยอาหารให้กระจายออกไปรอบๆ สระ
จ๊อบ แจ๊บ จ๊อบ แจ๊บ
โดยที่ฝูงปลามากมายกรูกันเข้ามากินอาหารที่ถูกโยนให้ เด็กสาวยืนมองพวกมันอย่างมีความสุขพลางปัดมือสองสามทีเพื่อสลัดเศษอาหารบนมือออก
...ถ้าฉันไม่อยู่พวกแกคงต้องให้คนอื่นมาป้อนให้ก่อนนะ
...
...อคาเดม?
...แกรด?
...สองชื่อนี้กลายเป็นสิ่งที่หมกมุ่นอยู่ในหัวฉันทั้งวัน
...ถ้าต้องไปที่นั่นจะต้องอยู่คนเดียวสินะ แล้วฉันจะพอหาเพื่อนได้บ้างมั้ยนะ คนที่ชื่อแกรดอะไรนั่น ...ถ้าถึงตอนที่เราได้เจอกันจริงๆ เธอดันเกลียดฉันขึ้นมา เราคงต้องหาเพื่อนใหม่อีกสินะ
...เห้ออออ
ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหม่นหมอง ความไม่แน่นอนของอนาคตสั่งให้มือของฉันขยับขึ้นมาลูบท้ายทอยทีหนึ่งพลางขมวดคิ้วตามองจ้องหมู่ปลาที่กำลังแย่งกันกินหัวอาหารด้วยความชุลมุน
ฉันทิ้งตัวลงบนผืนหญ้านั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวพลางมองออกไปข้างหน้าสุดขอบทะเลสาบอีกฟากฝั่ง หนึ่งเดือนต่อจากนี้คือตัวกำหนดอนาคตของฉันและความเป็นไปทั้งหมดของตระกูลเชอร์โนบ็อก
...บางที
“...ถ้าฉันสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลในทางที่ดี ถ้าฉันเปลี่ยนมันได้ ...ทุกคนอาจจะมองเราในแง่ที่ต่างไป มั้ย?”
...แบบนั้นจะดีต่อเรากว่านี้รึเปล่านะ
พลังเวทที่เอ่อล้นของเด็กสาวถูกส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น ส่วนในเรื่องของผลการเรียนก่อนหน้าก็อยู่ในระดับสูงทีเดียว การเรียนรู้เนื้อหาในตำราจึงไม่ใช่อะไรที่บลูจะต้องกังวลมากนัก ที่ต้องกังวล คงมีแค่เรื่องการเข้าสังคมนี่แหละ
จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ
“พ่อคะ! แม่คะ! ...หนูอยากรู้ข้อมูลของโรงเรียนอคาเดมเพิ่ม”
...
หลังจากคำขอเกริ่นในคำตอบของบลูถูกส่งไปยังคนทั้งสอง สองคู่สามีภรรยามองตรงมายังแววตาอันเด็ดเดี่ยวของบลูก่อนจะหันกลับมามองหน้ากันเพื่อปรึกษา
...
สายตาพินิจพิเคราะห์สองคู่มองจ้องกันอย่างเงียบๆ อยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนในท้ายที่สุดผู้เป็นพ่อจะหันหน้ากลับมาหาลูกสาวของตน
“ก็ได้...”
รอยยิ้มอย่างยอมรับผุดออกมาจากแก้มซ้ายขวาของผู้เป็นพ่อ ชายแก่ลุกขึ้นยืนพลางชวนบลูและภรรยาของตนให้เดินออกไปด้วยกัน
“ตามมาสิ”
ณ หอสมุดประจำบ้าน ห้องที่ตั้งไว้ห่างจากห้องอาหารเพียงสองช่วง
แอ๊ดดด...
ฉันเรียกที่นี่ว่าห้องสมุดประจำบ้าน สถานที่อีกแห่งซึ่งให้ความสงบและเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้นอกห้องเรียนของฉัน ห้องสี่เหลี่ยมขนาดสูงใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยชั้นหนังสือเรียงรายหลายพันเล่ม แสงแดดรำไรลอดผ่านกระจกหน้าต่างบริเวณกลางห้อง รอบขอบข้างห้องมีระเบียงชั้นสองให้ขึ้นไปยืนเล่นนั่งเล่นเพื่ออ่านหรือหาหนังสือจากชั้นบนได้อย่างสะดวก บริเวณกลางห้องถูกโต๊ะขนาดใหญ่วางขวางไว้พร้อมกับกองหนังสืออีกสองสามเล่มที่ฉันไม่ได้เก็บในครั้งล่าสุดที่อ่านวางกระจัดกระจายไว้อยู่เลย
...ทั้งเจ็ดพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ด้านล่างนอกหอพักหรือตามระเบียงห้องต่างๆ ต่างเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาดูบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าสาม สอง หนึ่งนาฬิกาจากปากของผู้คนจากทั่วโรงเรียนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทั้งหมดนับถอยหลังเพื่อรอบางอย่างที่กำลังจะมาถึงปิ้วววววว~ดอกไม้ ...เปรียบดั่งความสวยงามและเป็นตัวแทนของสีสันบนโลกไฟ ...คือแสงอันร้อนแรงที่ส่องสว่างชี้ทางให้บรรดาชีวิตเมื่อสิ่งอันสวยงามและความมีอำนาจทั้งสองรวมกันเลยเกิดภาพดั่งที่ทุกคนกำลังเงยหน้ามองตุ้ม! ตุ้ม!เสียงดังสนั่นพร้อมๆ กับเสียงโห่ร้องยินดีจากผู้คนตามมา ทั้งหมดมองลูกไฟลูกเล็กๆ ลอยขึ้นสู่น่านฟ้าลูกแล้วลูกเล่าก่อนพวกมันจะแตกตัวออกกลายเป็นแสงไฟรูปร่างต่างๆ อย่างสวยงาม แสงไฟหลากสีตัดกับแสงสีดำของท้องฟ้าสร้างความตระการตาให้ผู้พบเห็นมากขึ้นไปอีก“ว้าววว”เมเจียร์ดูจะให้ความสนใจดอกไม้ไฟที่ถูกจุดเหล่านั้นเป็นพิเศษอคาเดม ที่แห่งนี้มีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง ดอกไม้ไฟจะถูกจุดโดยอาจารย์ท่านต่างๆ ก่อนเพื่อแสดงถึงแสงสว่างส่องทางให้เหล่าศิษย์ ก่อนจะตามด้วยเหล่านักเรียนที่ขานรับความตั้งใจของพวกเขาฟีววววว ตุ้ม! ตุ้
ต๊อก ต๊อก ต๊อกณ ห้องทำงานอันหรูหรา ชายแก่ผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเซ็นเอกสารต่างๆ จนหน้าดำคร่ำเครียดสร้างความเป็นห่วงให้ดยุคแห่งมิชก้าพอสมควร“ฝ่าบาท”ชายวัยกลางคนทักกษัตริย์ของเขาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย“หืม...?”“การโหมทำงานหนักมันช่วยให้ลืมได้จริงหรอครับ”“ไม่ได้ช่วยขนาดนั้น...”แม้น้ำเสียงจะออกมาอย่างอ้อยอิ่งแต่มือยังคงจับปากกาเขียนกระดาษตรงหน้าต่อไปอย่างขะมักเขม้น“ถึงจะเป็นการเสียมารยาทไปเสียหน่อยแต่ผมคิดว่าท่านควรพักบ้างนะครับ”“เสร็จนี่ก็พอแล้ว”กษัตริย์แห่งเมิร์คหันไปมองเอกสารกองหนาข้างโต๊ะพลางยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน“วันนี้วันสิ้นปีนะครับ ท่าน...”ก๊อก ก๊อก ก๊อก“ฝ่าบาทครับ ผมมาขอเข้าเฝ้าครับ”“ชาเซหรอ? เข้ามาเลยๆ”แอ๊ดดดชายหนุ่มในชุดสุภาพเดินเข้ามาหากษัตริย์ของตนก่อนจะก้มหัวลงทำความเคารพ“ท่านครับ ...ทรงงานหนักอีกแล้วหรอครับ”“แม้แต่นายก็ด้วยหรอ?”เซฟอนหันไปมองดยุคลูวิคแห่งมิชก้าที่กำลังแอบหัวเราะคิกคักใส่ตน“ลูวิค ออกไปก่อนไป ฉันไม่อยากโดนรุมเหน็บจากเด็กแบบพวกนาย”“ครับท่าน”พอถูกสะบัดมือไล่เจ้าตัวก็เดินออกไปอย่างเต็มใจกษัตริย์เบนความสนใจกลับมายังชายหนุ่มตรงหน้าก่อ
บทที่ 17 : คำมั่นสัญญายามราตรีสีพิสุทธิ์หนึ่งสัปดาห์หลังเหตุลอบปลงพระชนม์ท้ายที่สุดความสงบสุขก็หวนกลับคืนสู่ประเทศอีกครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะถูกจดจำและกล่าวขานไปอีกตราบนานเท่านาน_ฉันและแกรด รวมถึงเมเจียร์ พวกเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระราชาอีกครั้ง การพูดคุยปรับความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดีความเกี่ยวพันระหว่างตระกูลทั้งสองกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้งหลังเกือบมีเรื่องให้เคืองแค้นแทนใจกัน_อดีตองค์ราชินี เอเรนอล ผลการลงโทษที่หญิงแก่ได้รับเป็นไปอย่างปรานีที่สุด เธอถูกเนรเทศให้ไปอยู่ยังชายแดนของเมืองไนมูเอล พื้นที่ห่างไกลผู้คน ภูมิประเทศยากจนข้นแค้นติดกับภูเขาอันแห้งแล้งสถานที่กักตัว ลักษณะเป็นบ้านหลังใหญ่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและทหารมากมายคอยดูแลความเรียบร้อยอาจฟังดูไม่เหมือนกับถูกทำโทษ หากแต่หญิงแก่จะไม่สามารถออกจากที่นั่นได้ตลอดชีวิต ซ้ำร้ายยังสามารถพบเจอครอบครัวได้เพียงปีละสองครั้งเท่านั้นคุกกลางหุบเขาจึงไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์เพียงใดนัก_หัวหน้ากลุ่มต่อต้านภัยพิบัตินำโดยดยุคแห่งมิชก้าและมาเชอร์เนสแห่งทัพเมทนีดล ทั้งสองได้เข้าเฝ้าพระราชาเป็นการส่วนตัว โดยกษัตริย์ทรงกล่าวขอโทษและข
ครึบ!ลานกว้างในเขตเมืองหลวงสถานการณ์ตรงนี้ไม่ใช่แค่ไม่ดี มันย่ำแย่เลยด้วยซ้ำแกรดกำลังนอนหมดสติบนตักของเด็กสาวอีกคนที่พยายามประคองร่างเธอเอาไว้บลูโอบร่างของแกรดเอาไว้แน่นเพื่อกันไม่ให้ทหารรอบๆ เขามาใกล้เธอเมเจียร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทำอะไรไม่ถูกเธอสัมผัสได้ถึงสายตาอันโกรธเคืองและมุ่งร้ายที่คนกว่าพันกำลังมีต่อเราทั้งสาม“พวกข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”“หุบปาก แกกล้าทำร้ายราชินีของพวกเราแล้วยังกล้าแก้ตัวแบบนั้นอีกเหรอ!?”นายทหารคนหนึ่งด่าทอเด็กสาวอย่างไม่ไว้หน้า“จับมันไปให้พระราชาตัดสิน!”“ “ครับ!” ”คลึบ..เมเจียร์กลายร่างกลับไปเป็นคทา บลูรีบคว้าไม้ของตนก่อนจะชูขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณเตือน!ทหารทั้งหมดหยุดนิ่ง“ฉันจะเดินไปเอง”พูดจบบลูก็อุ้มร่างของแกรดแบกขึ้นก่อนจะเดินไปตามทางโดยมีทหารนับพันจ่อคทาตามติดต๊อก ต๊อก ต๊อก......เธอถูกสั่งให้หยุดก้าวเท้าต่อทันทีที่ถึงหน้าทางเข้าพระราชวังบลูเงยหน้าขึ้นมองระเบียงบนอาคารหลังใหญ่“หนูมาเพื่อเจรจา!”บลูตะโกนสุดเสียงเพื่อเรียกให้คนที่ต้องการคุยด้วยโผล่หน้าออกมาฟรึบ...ในที่สุดชายแก่ก็โผล่หน้าออกมาจากระเบียงคลึบ...ไม้คทากลายร่างกลับเป็นเด็กสาวเพื่
“ “!?” ”คลืน คลืนนนน!“ออกไป ออกไป!”ลูวิคที่เห็นท่าไม่ดีรีบตะเบ็งเสียงสั่งให้ทุกคนอพยพออกจากโรงงานแห่งนี้เป็นการด่วนตู้มมมม!หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีอาคารใหญ่ก็ถูกพังถล่มลงเหลือเพียงเศษซาก“ทำลายหลักฐา-”คลึง!“ “!?” ”มีบางอย่างกำลังพยายามตะกุยตัวออกมาจากซากปรักหักพังตรงหน้าซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งเดิมของไฮดรา มีเสียงกระพือปีกหนักแน่นก่อนจะตามด้วยเสียงร้องคำรามดังสนั่นซึ่งมิได้มาจากงูยักษ์เก้าหัวพรึบ!“ชิxหาย วิ่ง!” ทั้งหมดแตกกระเจิงหนีกันไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิตไม่มีใครทันเห็นร่างเต็มๆ ของมัน มีเพียงส่วนปีกที่เผยออกมาก่อนจะตามด้วยไฟบรรลัยกัลป์โพยพุ่งไปทั่วสารทิศแอ๊กกกก!“มังกรหรอ!?”“เอกสารแผ่นนี้ ...คือเจ้าตัวนี้นี่เอง”พรึบ พรึบร่างของมันลอยอยู่เหนือหัวพวกเราทั้งหมดทั่วทั้งตัวที่ถูกปกคลุมด้วยผิวสีแดงดั่งรุธิระ ปีกหนาสยายกางออกซึ่งใหญ่เป็นสองเท่าของลำตัวที่มีโซ่หนาเส้นหนึ่งพันธนาการมันเอาไว้สัตว์ยักษ์โผล่ออกมาจากใต้ดินพร้อมดวงตาที่แดงก่ำขาดสติ เสมือนมันถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีลอย่างไม่เต็มใจมังกรไฟ ...สิ่งมีชีวิตที่อาจเรียกได้ว่ามีพลังทำลายล้างสูงที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีว
ณ กลางป่าลึกที่ไร้ซึ่งผู้คนอาศัยเรือทั้งหมดถูกจอดไว้ห่างจากที่ตั้งโรงงานพอสมควรเพื่อเลี่ยงการโจมตีที่ขวานผ่าซากทั้งหมดต้องเข้าใจภูมิศาสตร์และจำนวนศัตรูเสียก่อนเหล่าทหารจากองค์กรลับกว่าร้อยชีวิตกำลังซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อดูลาดเลา“...เป็นไงมั่ง”“ชาเซถามลูอาเพื่อฟังการประเมินจากเด็กสาว”ลูอาและอัสลินจะมีหน้าที่อีกอย่างเพื่อสนับสนุนผู้กล้าคือพวกเธอจะวิเคราะห์ความสามารถของศัตรูและแนวทางสู้ที่เหมาะสมครั้งนี้เองก็เช่นกันที่เห็นข้างนอกมีทหารอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน น นี่...”“ว่าไง”“ยินดี ...ที่ได้ทำงานร่วมกันอีกนะ”“หึ นั่นสิ” ทั้งสามชนหมัดเบาๆ เพื่อแสดงออกถึงมิตรภาพที่มีให้กัน“แต่ว่าที่นี่ใหญ่จริงๆ”“...ใช่ พื้นที่คงสักสองร้อยคูณสองร้อยเมตร”“...สนามหน้าอาคารเรียนสองผืนรวมกันเลยหรอ?”...ข้างในมีอะไรกันแน่อาคารสี่เหลี่ยมทรงสูงขนาดใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าลึกห่างไกลความเจริญบัดนี้ทั้งหน้าหลังซ้ายขวา รอบอาณาบริเวณถูกล้อมด้วยเหล่าทหารจากกลุ่มต่อต้านภัยพิบัติ โดยที่รอบตัวอาคารเองก็มีทหารหลายร้อยคนเดินไปมารอบๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยถึงจะไม่เห็นว่าภายในมีอะไร แต่พวกเราก็รับรู้ได้ถึ







