Masuk
บทที่ 1 : คำสาป
ฉันชื่อบลู ความหมายของชื่อมิได้แปลว่าสีน้ำเงินที่สื่อถึงความสงบหรือความมั่นคงตามที่พ่อกับแม่หวังไว้แต่ประการใด หากแต่ในความคิดของฉัน ...ความหมายของมันคือความเศร้า ...หม่นหมอง
ชีวิตของฉันจมอยู่กับความทรมานและโดดเดี่ยวดั่งชื่อเล่นนั้น แม้ทางบ้านจะมีฐานะร่ำรวยและมากด้วยชื่อเสียงบารมีเงินเพียงใด ทั้งพ่อและแม่รักต่างตามใจฉันในหลายๆ เรื่อง แต่เพราะเวทมนตร์ซึ่งยากจะประเมินพลังและมันดันเป็นเวทสายมืด เวท ...ที่ไม่ได้เน้นใช้ป้องกันหรือโจมตีเพื่อขัดขวางอีกฝ่าย มันมีเพื่อปลิดชีพผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรู เป้าหมาย ใครก็ตาม
...พลังอันใหญ่ยิ่ง ทว่าไม่มีใครคิดว่ามันยิ่งใหญ่ ผู้คนรวมถึงฉันกลับมองมันเป็นเพียง ....คำสาป
ฟูวววว
เสียงของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามายังห้องนอนบนชั้นที่สี่ของบ้านหลังใหญ่
....
....เฮ้อ
เสียงถอนหายใจที่เกิดขึ้นในทุกวันที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาแสดงถึงความรู้สึกของการมีชีวิต ...ฉันรับรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่
ห้องนอนอันกว้างใหญ่ในบ้านอันกว้างขวาง
บนโลกที่เวทมนตร์อยู่เหนือทุกสิ่ง อยู่ในทุกการกระทำของชีวิต ตระกูลของฉันเมื่อครั้งอดีตกาลคือหนึ่งในตระกูล ...เป็นเพียงตระกูลเดียวที่ช่วยเหลือประเทศแห่งนี้ให้รอดพ้นจากสงครามกับอีกหลายประเทศทั้งจากรอบๆ หรือจากทวีปอันห่างไกล
ทรัพยากร ธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศแห่งนี้เป็นที่หมายปองของทุกคนที่แสวงหาในอำนาจและความมั่งคั่ง
แต่เพียงไม่นานที่บรรพบุรุษของฉันปรากฏตัว ทุกคนที่เคยคิดจะบุกโจมตีประเทศแห่งนี้ก็ต้องหยุดความคิดลมๆ แล้งๆ นั้นทันที บ้างก็ยอมแพ้แต่โดยดี หรือบ้างก็เลือกที่จะสู้กับเราต่อ ...ผลของการต่อสู้เป็นไปเหมือนดั่งทุกครั้ง พวกเขาดันทุรังสู้ทั้งที่รู้ว่าชะตากรรมจะออกมาเป็นแบบไหน ทุกคนที่ดาหน้ากันเข้ามาเหลือกลับไปเพียงแค่ชื่อเปล่า ใครก็ตามที่เป็นศัตรู ผู้ใดก็ตามที่กล้าหันคทาเวทใส่ชายในชุดคลุมสีดำ ...เพียงไม่กี่อึดใจร่างเหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีละเอียด
...
ฉันคือ “บูล เชอร์โนบ็อก” ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลอันยิ่งใหญ่ซึ่งมีอำนาจทัดเทียมกับกษัตริย์ของประเทศหรืออาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่กษัตริย์ของที่นี่ถูกผู้คนนับถือจากวีรกรรมอันกล้าหาญและความคิดต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
...ต่างจากเชอร์โนบ็อก ผู้คนนับถือเราเพียงพบสบตาเผชิญหน้า ลับหลังหาใช่จะเป็นแบบนั้นไม่ แน่นอนว่าคำพูดของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยการนินทาว่าร้ายใส่เรา
...เวทมนตร์แห่งความมืด มันไม่มีชื่อเรียกที่ชัดเจน บ้างก็ถูกเรียกว่าเวททำลายล้างหรือความว่างเปล่า
พลังของตระกูลนี้มีมากจนเกินไป มากจนหนึ่งในผู้นำตระกูลจากยุคอดีตต้องคิดค้นสิ่งที่จะใช้ควบคุมพลังเวทไม่ให้ถูกใช้มากจนเกินไป จนผู้ใช้ควบคุมไม่ได้
...ใช่ เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ครั้งหนึ่งในช่วงสงครามอันยิ่งใหญ่ การต่อสู้ช่วงสุดท้าย หนึ่งในผู้นำตระกูลของเราดันเผลอปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อทำลายฝ่ายศัตรู ความโกรธแค้นที่คนรักถูกอีกฝ่ายฆ่าในการต่อสู้ทำให้เขาหมดอาลัยตายอยาก ชายคนนั้นขาดสติและระเบิดพลังอันน่าหวาดกลัวออกมา
พรึบ!
เสมือนมีเสียงเพลงอันน่าหดหู่บรรเลงออกมาพร้อมๆ กับรอบข้างที่กลายเป็นสีดำทมิฬ
รอบๆ ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรถูกความมืดเข้าโจมตี ใจกลางพลังคือชายที่หัวใจแตกสลาย ต้นไม้ใบหญ้า ศัตรูหรือฝ่ายเดียวกัน ทุกคนที่ถูกพลังนี้สัมผัสกลายเป็นผุยผงเพียงเวลาไม่นาน
พื้นที่แห่งนั้นไม่เหลืออะไรเลยในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ทุกอย่างมันจบลง การต่อสู้ที่อีกฝ่ายรู้ว่าผลแพ้ชนะนั้นตายตัวอยู่แล้ว หากแต่เมื่อได้เห็นพลังนี้ด้วยตาตัวเอก ผู้คนที่รอดมาได้ก็ยิ่งไม่กล้าหืออือมากเข้าไปอีก
...ทั้งหมดคือเหตุผลที่คทา “เมเจียร์” ถูกสร้างขึ้น ด้ามจับสีดำทำจากแร่เวทมนตร์หายากสลักขึ้นรูปทั้งด้าม ส่วนบนมีลูกแก้วสีชมพูอ่อนตั้งไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางช่วยในการควบคุมพลังและกิ่งไม้หนาที่คอยประคองลูกแก้วเอาไว้ หากผู้ใช้ยิ่งปล่อยพลังออกมามากเพียงใด สีของมันจะยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยจนกลายเป็นสีดำและบังคับร่างของผู้ใช้ให้หยุด
แม่มด พ่อมด นักเวททุกคนจะต้องมีคทาเพื่อใช้ร่ายเวท เมเจียร์เองก็คือคทาตามที่ว่ามา หากแต่ไม้ทั่วๆ ไปไม่สามารถรับความหนักของลูกแก้วกลมวงนี้ได้ การสร้างด้ามจับที่เหมาะสมจนกลายมาเป็นแท่งแร่ขนาดใหญ่จึงเป็นเหตุผลให้ตัวคทานี้ใหญ่กว่าคทาทั่วๆ ไป
หากเทียบราคาของคทานี้ มันคือหนึ่งในสมบัติชิ้นสำคัญของประเทศ แต่เพราะระบบป้องกันตัวเองเมื่อถูกจับโดยผู้ที่ประสงค์ร้าย คทาจะแผ่ความรู้สึกด้านลบออกมาจนคร่าชีวิตผู้ที่คิดร้ายลงตรงนั้นเลยก็มี
ตระกูลของฉันคือความมั่นคงของประเทศ ไม่แปลกที่เราจะร่ำรวยและมากด้วยอำนาจจากเงินของราชวงศ์ที่มอบให้ทุกปี
คฤหาสน์ขนาดใหญ่พร้อมสวนดอกไม้และทะเลสาบหลังบ้าน ทั้งหมดล้วนบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของเชอร์โนบ็อก
ต๊อก ต๊อก ต๊อก
เด็กสาวค่อยๆ ยกร่างของตัวเองให้ลุกออกจากเตียงก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปยังห้องน้ำที่ถูกสร้างไว้ในห้องนอน เธอมองตรงไปยังกระจกเงาบานใหญ่เบื้องหน้า
ผมสีเทาคล้ายสีของขี้เถ้า ดวงตาสีดำทมิฬที่มองกลับมายังตนเองด้วยความเบื่อหน่าย
ร่างของเด็กสาวที่ดันเกิดมาในครอบครัวต้องสาป เธอค่อยๆ วักน้ำขึ้นมาล้างหน้าเพื่อทำให้ตัวเองสดชื่นก่อนจะเดินออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ไม่เพียงแค่ห้องน้ำในตัวที่กว้างใหญ่ ของใช้อย่างเสื้อผ้าหรือรองเท้าเองก็มีให้เลือกใช้ไม่ซ้ำวันเช่นกัน เด็กสาวชอบสีโทนดำซึ่งอิงจากเสื้อและกระโปรงที่มีในตู้ แม้แต่ชั้นในเองก็เป็นสีดำหรือสีเทาเรียบ
...
ฟรุบ!
ชุดเดรสแขนสั้นสีม่วงลากไปถึงกระโปรงยาวเกือบคลุมเข่า เธอจัดระเบียบทรงผมอีกทีก่อนจะยิ้มมุมปากให้ตัวเอง
...โอเค
ต๊อก ต๊อก
บลูก้าวขาออกมาจากห้องนอนตรงลงมาที่ชั้นสองของบ้าน มุ่งหน้าไปยังโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ในห้องที่ถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบหรูซึ่งพ่อและแม่ของเธอกำลังรออยู่
“รอกันนานรึเปล่าคะ?”
เด็กสาวเอ่ยถามคนทั้งสองด้วยความจืดเจื่อน ทว่าทั้งสองกลับยิ้มแล้วตอบกลับอย่างร่าเริง
“ไม่เลยๆ พ่อก็พึ่งมาเอง อีกอย่างอาหารก็ยังมาเสิร์ฟไม่ครบเลยด้วย”
“มาสิลูก วันนี้มานั่งข้างๆ แม่มั้ย?”
“ค่ะ! ฮิ ฮิ”
...แม้นี่จะเป็นตระกูลต้องสาปตามที่ผู้คนกล่าวหา แต่สำหรับฉัน อย่างน้อยความรู้สึกที่พ่อและแม่มีให้ มันคือครอบครัวแสนสุขครอบครัวหนึ่ง
ฟึบ..
เด็กสาวเลือกนั่งเก้าอี้ข้างแม่ของตนก่อนจะนั่งลงและโน้มตัวไปซบไหล่อีกฝ่ายอย่างประจบประแจงโดยมีชายแก่ร่างผอมสูงเส้นผมสั้นสีดำมองมาทางนี้พลางหัวเราะคิกคักให้
“โยดิน เชอร์โนบ็อก” ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันหรือพ่อของบลู
“เฮร่า เชอร์โนบ็อก” หญิงแก่ซึ่งมีผมสีขาวคล้ายกับเด็กสาวที่นั่งข้างๆ แม่ของบลู
...ครอบครัวของฉันถึงจะถูกสังคมภายนอกมองไปในทางไม่ดีซึ่งมันทำให้ฉันอึดอัดทุกครั้งที่ต้องออกไปนอกบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นพ่อของฉันก็เลือกจะมองข้ามและให้ความสำคัญกับความรู้สึกคนในครอบครัวเป็นหลัก
พวกเราทั้งสามมีกันและกัน คนรับใช้ที่ถูกจ้างมาเองก็ใช่ว่าจะมากมายอะไร พวกเขาล้วนเคยเป็นเด็กยากไร้ที่ถูกเราช่วยเหลือและมอบทั้งอาชีพและที่พักพิงให้ รายได้ของตระกูลมาจากเงินประจำตำแหน่งที่ทางอาณาจักรมอบให้และจากธุรกิจเหมืองแร่ของคุณพ่อ
แม้จะมีคนรับใช้หลายคนพยายามแก้ต่างตอนถูกคนรู้จักทักเรื่องความน่ากลัวของตระกูลเชอร์โนบ็อก แต่ใครจะเชื่อคำท้วงติงจากคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า ซ้ำร้ายคนพวกนั้นยังคิดว่าเราเป็นฝ่ายไปล้างสมองคนงานเสียเองอีก
...ในตอนที่ฉันเข้าใจความเป็นไปทุกอย่างของครอบครัว ฉันตั้งมั่นกับตัวเองสามข้อ
หนึ่งคือฉันจะศึกษาเวทมนตร์หลายๆ รูปแบบและเลี่ยงเวทสายมืดให้ถึงที่สุด สองคือฉันจะทำตัวดีและยิ้มให้ทุกคนแม้ต้องปั้นหน้าเพียงใดก็ตาม และสามคือการหาเพื่อนให้ได้
ในตอนนี้ฉันอายุสิบหกปีและอยู่ในช่วงที่ต้องเลือกโรงเรียนเพื่อเรียนต่อ
“บลู โรงเรียนที่แม่แนะนำไป มีที่ไหนที่ถูกใจลูกบ้างมั้ย?”
“...ยังเลยค่ะ”
หญิงแก่ผู้เป็นแม่เองก็ลำบากใจที่ลูกของตนถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนต่อ เฉกเช่นผู้ปกครองทุกคนเมื่อลูกของตัวเองถึงวัย เธอพยายามหาโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมายมาให้บลู ทั้งหมดคือโรงเรียนขึ้นชื่อระดับประเทศและมีที่ตั้งไม่ห่างจากบ้านมากนัก
“ฮืมมม ...ไม่เป็นไร เรายังมีเวลาอีกเป็นเดือนให้หาโรงเรียนที่ลูกชอบเนอะ”
“ค่ะ...”
พวกเราคุยสัพเพเหระกันจนอาหารเช้าถูกนำมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ เมนูบนจานนั้นมากมายและดูหรูหราแม้มื้อเช้ามันไม่ควรจะมากขนาดนี้ก็ตาม ขนาดของจุกจิกอย่างผักที่ถูกใช้ตกแต่งรอบจานเองก็ถูกสลักเป็นลวดลายประณีตสวยงาม
“นี่เป็นผลงานที่ฉันลองสลักเล่นดูน่ะค่ะ หวังว่าจะชอบนะคะ”
สาวเสิร์ฟชี้แจงถึงการตกแต่งอาหารให้พ่อของฉันพลางยิ้มหวานให้
“หรอๆ อืม สวยแหละแต่ทำแบบนี้ไม่เมื่อยแย่หรอ?”
“ไม่เลยค่าาา”
...
“ตาแก่ เธออายุห่างกับคุณสามสิบปีเลยนะ อีกอย่างภรรยาของคุณก็นั่งอยู่ตรงนี้นะ เบาได้เบาเนอะ”
“....? ผมเปล่านะๆ”
“ฉันล้อเล่นค่ะ ...ขอบคุณที่เอาอาหารมาให้นะ ไปพักเถอะ”
“ค่ะนายหญิง ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวอายุยี่สิบต้นๆ เดินจากไปพร้อมกับถาดกลมใส่อาหาร ชุดเมดสีดำแซมด้วยชายผ้าสีขาวคือสัญลักษณ์ของคนรับใช้ภายในบ้าน พวกเธอมีหน้าที่ดูแลเรื่องงานบ้านทั้งหมด นั่นเลยทำให้คนที่ใส่ชุดเมดจะมีจำนวนมากที่สุดในบ้าน รองลงมาคือชาวสวนที่คอยดูแลทั้งสนามหญ้า สวนดอกไม้และทะเลสาบรอบตัวบ้าน
เวทมนตร์คือตัวช่วยให้การทำงานต่างๆ ดูง่ายไปหมด ไม่แปลกที่หญ้าในสนามจะสูงพอดีกับความต้องการของเราตลอดเวลา
...ทั้งเจ็ดพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ด้านล่างนอกหอพักหรือตามระเบียงห้องต่างๆ ต่างเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาดูบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าสาม สอง หนึ่งนาฬิกาจากปากของผู้คนจากทั่วโรงเรียนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทั้งหมดนับถอยหลังเพื่อรอบางอย่างที่กำลังจะมาถึงปิ้วววววว~ดอกไม้ ...เปรียบดั่งความสวยงามและเป็นตัวแทนของสีสันบนโลกไฟ ...คือแสงอันร้อนแรงที่ส่องสว่างชี้ทางให้บรรดาชีวิตเมื่อสิ่งอันสวยงามและความมีอำนาจทั้งสองรวมกันเลยเกิดภาพดั่งที่ทุกคนกำลังเงยหน้ามองตุ้ม! ตุ้ม!เสียงดังสนั่นพร้อมๆ กับเสียงโห่ร้องยินดีจากผู้คนตามมา ทั้งหมดมองลูกไฟลูกเล็กๆ ลอยขึ้นสู่น่านฟ้าลูกแล้วลูกเล่าก่อนพวกมันจะแตกตัวออกกลายเป็นแสงไฟรูปร่างต่างๆ อย่างสวยงาม แสงไฟหลากสีตัดกับแสงสีดำของท้องฟ้าสร้างความตระการตาให้ผู้พบเห็นมากขึ้นไปอีก“ว้าววว”เมเจียร์ดูจะให้ความสนใจดอกไม้ไฟที่ถูกจุดเหล่านั้นเป็นพิเศษอคาเดม ที่แห่งนี้มีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง ดอกไม้ไฟจะถูกจุดโดยอาจารย์ท่านต่างๆ ก่อนเพื่อแสดงถึงแสงสว่างส่องทางให้เหล่าศิษย์ ก่อนจะตามด้วยเหล่านักเรียนที่ขานรับความตั้งใจของพวกเขาฟีววววว ตุ้ม! ตุ้
ต๊อก ต๊อก ต๊อกณ ห้องทำงานอันหรูหรา ชายแก่ผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเซ็นเอกสารต่างๆ จนหน้าดำคร่ำเครียดสร้างความเป็นห่วงให้ดยุคแห่งมิชก้าพอสมควร“ฝ่าบาท”ชายวัยกลางคนทักกษัตริย์ของเขาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย“หืม...?”“การโหมทำงานหนักมันช่วยให้ลืมได้จริงหรอครับ”“ไม่ได้ช่วยขนาดนั้น...”แม้น้ำเสียงจะออกมาอย่างอ้อยอิ่งแต่มือยังคงจับปากกาเขียนกระดาษตรงหน้าต่อไปอย่างขะมักเขม้น“ถึงจะเป็นการเสียมารยาทไปเสียหน่อยแต่ผมคิดว่าท่านควรพักบ้างนะครับ”“เสร็จนี่ก็พอแล้ว”กษัตริย์แห่งเมิร์คหันไปมองเอกสารกองหนาข้างโต๊ะพลางยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน“วันนี้วันสิ้นปีนะครับ ท่าน...”ก๊อก ก๊อก ก๊อก“ฝ่าบาทครับ ผมมาขอเข้าเฝ้าครับ”“ชาเซหรอ? เข้ามาเลยๆ”แอ๊ดดดชายหนุ่มในชุดสุภาพเดินเข้ามาหากษัตริย์ของตนก่อนจะก้มหัวลงทำความเคารพ“ท่านครับ ...ทรงงานหนักอีกแล้วหรอครับ”“แม้แต่นายก็ด้วยหรอ?”เซฟอนหันไปมองดยุคลูวิคแห่งมิชก้าที่กำลังแอบหัวเราะคิกคักใส่ตน“ลูวิค ออกไปก่อนไป ฉันไม่อยากโดนรุมเหน็บจากเด็กแบบพวกนาย”“ครับท่าน”พอถูกสะบัดมือไล่เจ้าตัวก็เดินออกไปอย่างเต็มใจกษัตริย์เบนความสนใจกลับมายังชายหนุ่มตรงหน้าก่อ
บทที่ 17 : คำมั่นสัญญายามราตรีสีพิสุทธิ์หนึ่งสัปดาห์หลังเหตุลอบปลงพระชนม์ท้ายที่สุดความสงบสุขก็หวนกลับคืนสู่ประเทศอีกครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะถูกจดจำและกล่าวขานไปอีกตราบนานเท่านาน_ฉันและแกรด รวมถึงเมเจียร์ พวกเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระราชาอีกครั้ง การพูดคุยปรับความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดีความเกี่ยวพันระหว่างตระกูลทั้งสองกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้งหลังเกือบมีเรื่องให้เคืองแค้นแทนใจกัน_อดีตองค์ราชินี เอเรนอล ผลการลงโทษที่หญิงแก่ได้รับเป็นไปอย่างปรานีที่สุด เธอถูกเนรเทศให้ไปอยู่ยังชายแดนของเมืองไนมูเอล พื้นที่ห่างไกลผู้คน ภูมิประเทศยากจนข้นแค้นติดกับภูเขาอันแห้งแล้งสถานที่กักตัว ลักษณะเป็นบ้านหลังใหญ่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและทหารมากมายคอยดูแลความเรียบร้อยอาจฟังดูไม่เหมือนกับถูกทำโทษ หากแต่หญิงแก่จะไม่สามารถออกจากที่นั่นได้ตลอดชีวิต ซ้ำร้ายยังสามารถพบเจอครอบครัวได้เพียงปีละสองครั้งเท่านั้นคุกกลางหุบเขาจึงไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์เพียงใดนัก_หัวหน้ากลุ่มต่อต้านภัยพิบัตินำโดยดยุคแห่งมิชก้าและมาเชอร์เนสแห่งทัพเมทนีดล ทั้งสองได้เข้าเฝ้าพระราชาเป็นการส่วนตัว โดยกษัตริย์ทรงกล่าวขอโทษและข
ครึบ!ลานกว้างในเขตเมืองหลวงสถานการณ์ตรงนี้ไม่ใช่แค่ไม่ดี มันย่ำแย่เลยด้วยซ้ำแกรดกำลังนอนหมดสติบนตักของเด็กสาวอีกคนที่พยายามประคองร่างเธอเอาไว้บลูโอบร่างของแกรดเอาไว้แน่นเพื่อกันไม่ให้ทหารรอบๆ เขามาใกล้เธอเมเจียร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทำอะไรไม่ถูกเธอสัมผัสได้ถึงสายตาอันโกรธเคืองและมุ่งร้ายที่คนกว่าพันกำลังมีต่อเราทั้งสาม“พวกข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”“หุบปาก แกกล้าทำร้ายราชินีของพวกเราแล้วยังกล้าแก้ตัวแบบนั้นอีกเหรอ!?”นายทหารคนหนึ่งด่าทอเด็กสาวอย่างไม่ไว้หน้า“จับมันไปให้พระราชาตัดสิน!”“ “ครับ!” ”คลึบ..เมเจียร์กลายร่างกลับไปเป็นคทา บลูรีบคว้าไม้ของตนก่อนจะชูขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณเตือน!ทหารทั้งหมดหยุดนิ่ง“ฉันจะเดินไปเอง”พูดจบบลูก็อุ้มร่างของแกรดแบกขึ้นก่อนจะเดินไปตามทางโดยมีทหารนับพันจ่อคทาตามติดต๊อก ต๊อก ต๊อก......เธอถูกสั่งให้หยุดก้าวเท้าต่อทันทีที่ถึงหน้าทางเข้าพระราชวังบลูเงยหน้าขึ้นมองระเบียงบนอาคารหลังใหญ่“หนูมาเพื่อเจรจา!”บลูตะโกนสุดเสียงเพื่อเรียกให้คนที่ต้องการคุยด้วยโผล่หน้าออกมาฟรึบ...ในที่สุดชายแก่ก็โผล่หน้าออกมาจากระเบียงคลึบ...ไม้คทากลายร่างกลับเป็นเด็กสาวเพื่
“ “!?” ”คลืน คลืนนนน!“ออกไป ออกไป!”ลูวิคที่เห็นท่าไม่ดีรีบตะเบ็งเสียงสั่งให้ทุกคนอพยพออกจากโรงงานแห่งนี้เป็นการด่วนตู้มมมม!หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีอาคารใหญ่ก็ถูกพังถล่มลงเหลือเพียงเศษซาก“ทำลายหลักฐา-”คลึง!“ “!?” ”มีบางอย่างกำลังพยายามตะกุยตัวออกมาจากซากปรักหักพังตรงหน้าซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งเดิมของไฮดรา มีเสียงกระพือปีกหนักแน่นก่อนจะตามด้วยเสียงร้องคำรามดังสนั่นซึ่งมิได้มาจากงูยักษ์เก้าหัวพรึบ!“ชิxหาย วิ่ง!” ทั้งหมดแตกกระเจิงหนีกันไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิตไม่มีใครทันเห็นร่างเต็มๆ ของมัน มีเพียงส่วนปีกที่เผยออกมาก่อนจะตามด้วยไฟบรรลัยกัลป์โพยพุ่งไปทั่วสารทิศแอ๊กกกก!“มังกรหรอ!?”“เอกสารแผ่นนี้ ...คือเจ้าตัวนี้นี่เอง”พรึบ พรึบร่างของมันลอยอยู่เหนือหัวพวกเราทั้งหมดทั่วทั้งตัวที่ถูกปกคลุมด้วยผิวสีแดงดั่งรุธิระ ปีกหนาสยายกางออกซึ่งใหญ่เป็นสองเท่าของลำตัวที่มีโซ่หนาเส้นหนึ่งพันธนาการมันเอาไว้สัตว์ยักษ์โผล่ออกมาจากใต้ดินพร้อมดวงตาที่แดงก่ำขาดสติ เสมือนมันถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีลอย่างไม่เต็มใจมังกรไฟ ...สิ่งมีชีวิตที่อาจเรียกได้ว่ามีพลังทำลายล้างสูงที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีว
ณ กลางป่าลึกที่ไร้ซึ่งผู้คนอาศัยเรือทั้งหมดถูกจอดไว้ห่างจากที่ตั้งโรงงานพอสมควรเพื่อเลี่ยงการโจมตีที่ขวานผ่าซากทั้งหมดต้องเข้าใจภูมิศาสตร์และจำนวนศัตรูเสียก่อนเหล่าทหารจากองค์กรลับกว่าร้อยชีวิตกำลังซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อดูลาดเลา“...เป็นไงมั่ง”“ชาเซถามลูอาเพื่อฟังการประเมินจากเด็กสาว”ลูอาและอัสลินจะมีหน้าที่อีกอย่างเพื่อสนับสนุนผู้กล้าคือพวกเธอจะวิเคราะห์ความสามารถของศัตรูและแนวทางสู้ที่เหมาะสมครั้งนี้เองก็เช่นกันที่เห็นข้างนอกมีทหารอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน น นี่...”“ว่าไง”“ยินดี ...ที่ได้ทำงานร่วมกันอีกนะ”“หึ นั่นสิ” ทั้งสามชนหมัดเบาๆ เพื่อแสดงออกถึงมิตรภาพที่มีให้กัน“แต่ว่าที่นี่ใหญ่จริงๆ”“...ใช่ พื้นที่คงสักสองร้อยคูณสองร้อยเมตร”“...สนามหน้าอาคารเรียนสองผืนรวมกันเลยหรอ?”...ข้างในมีอะไรกันแน่อาคารสี่เหลี่ยมทรงสูงขนาดใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าลึกห่างไกลความเจริญบัดนี้ทั้งหน้าหลังซ้ายขวา รอบอาณาบริเวณถูกล้อมด้วยเหล่าทหารจากกลุ่มต่อต้านภัยพิบัติ โดยที่รอบตัวอาคารเองก็มีทหารหลายร้อยคนเดินไปมารอบๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยถึงจะไม่เห็นว่าภายในมีอะไร แต่พวกเราก็รับรู้ได้ถึ







