บทที่ 2 : คำทักทาย
ฟูววว กลิ่นของสถานที่โดยรอบซึ่งเปลี่ยนไปตามความแออัดของผู้คนที่อยู่อาศัย เรือไม้ลำเล็กได้เดินทางมาจนถึงสถานีปลายทางเป็นที่เรียบร้อย ณ เมืองหลวงเซอร์เมีย พื้นที่โล่งกว้างราบเรียบถูกสร้างไว้เพื่อใช้เป็นท่าสำหรับลงจอดเรือโดยเฉพาะ ทั้งเรือโดยสารลำใหญ่ที่บรรทุกผู้คนมากมายหรือเรือขนส่งสินค้าข้ามประเทศ บ้างก็เป็นเรือส่วนตัวคล้ายกับเรือของฉัน “ “ยินดีต้อนรับครับ” ” ทันทีที่เราทั้งสามลงจากเรือ พนักงานสองสามคนก็เดินมาต้อนรับเราพลางถามถึงสถานที่ปลายทางที่ต้องการเดินทางไปต่อและพร้อมเตรียมรถม้าให้หากพวกเราต้องการ “พวกเราจะเดินทางไปอคาเดมค่ะ รบกวนจัดหายานพาหนะให้ด้วย” ผู้เป็นแม่กล่าวทักทายพนักงานชายกลุ่มนั้นพร้อมกับร้องขอสิ่งที่ต้องการทันที “รับทราบครับ อยากได้เป็นรถม้าแบบไหนหรอครับ?” “อา ...ขอแบบดีที่สุดค่ะ รบกวนด้วย” “รับทราบครับ ซักครู่นะครับ” บนโลกที่มีเพียงภาพวาดเพื่อระบุตัวบุคคล สำหรับประชาชนทั่วๆ ไป หากเราไม่ได้เอ่ยชื่อที่แท้จริงออกมาก็ยากที่คนเหล่านั้นจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง เพราะงั้นการเดินทางไปยังโรงเรียนจึงเป็นเรื่องง่ายและไม่สะดุดตาชาวเมือง กรึบ กรึบ “ถึงแล้วล่ะลูก” “....คะ?” ฉันยกสายตาแหงนมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ประตูรั้วเหล็กหนาดูหรูหราพร้อมตัวอักษรที่สลักชื่อของโรงเรียนไว้กลางป้ายเหนือประตู “Academ” ...ฉันมาถึงแล้ว หัวใจของฉันยังคงเต้นถามตัวเองเสมอว่าคิดถูกหรือไม่ที่มายังโรงเรียนแห่งนี้ กรึบ กรึบ ผู้คนเพียงประปรายเดินไปมาตามสองข้างทาง บ้างก็ชำเลืองตามองรถม้าที่พวกฉันขี่อยู่เป็นพักๆ หรือบ้างก็เมินใส่เหมือนเห็นเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าฉันก้มหน้านิ่งตลอดทั้งทาง ฉันกลัวสายตาที่คนพวกนี้มองมายังฉันและตั้งคำถามต่างๆ ในใจ รถม้าถูกลากไปตามเส้นทางที่ปูด้วยปูนและหินหนาอย่างอืดอาด ในจุดที่มั่นใจว่าไร้ซึ่งผู้คน ฉันยอมเงยหน้าขึ้นมองบรรยากาศโดยรอบ ความรู้สึกโล่งสบายคล้ายกับอยู่ที่บ้านแม้นจะต่างด้วยสิ่งแวดล้อมซึ่งแปลกเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง กลิ่นหอมจากดอกไม้หลายชนิดกลายเป็นเหมือนน้ำหอมธรรมชาติชั้นดี ใบไม้ที่หลุดร่วงลงมาจากต้นถูกสายลมอ่อนพัดปลิวไปมาตลอดทั้งทาง ... ไม่ช้ารถม้าก็หยุดอยู่ตรงหน้าประตูบานใหญ่ของอาคารแห่งหนึ่ง ตึกซึ่งถูกสร้างอย่างสวยงามตามแบบของตะวันตกยุคกลาง อาคารสูงหลายชั้นจนยากจะเชื่อว่ามันถูกสร้างด้วยฝีมือของมนุษย์ บัดนี้สิ่งปลูกสร้างที่กล่าวมาอยู่เบื้องหน้าของฉันแล้ว ไม่เพียงแค่ตึกนี้เพียงเท่านั้น ฉันกวาดตามองไปรอบๆ และได้พบว่าตึกสูงมากมายเช่นนี้ยังมีอยู่อีกมากรอบโรงเรียน “ที่นี่คือ...?” ฉันถามผู้เป็นแม่ด้วยความแปลกใจ “แม่ว่าจะไปทักทายเพื่อนเก่าน่ะ รวมถึงพาลูกไปเจอเขาด้วย” “...ค่ะ” ...ผู้อำนวยการคนนั้นน่ะหรอ? ดอริส ดิแอนเจโล่ ต๊อก ต๊อก ต๊อก ทั้งสองเดินนำหน้าฉันเข้าไปในตัวอาคาร พวกเขามุ่งตรงไปยังพนักงานต้อนรับพร้อมกับบอกความต้องการที่จะพบกับผู้อำนวยการอย่างสุภาพ ในทีแรกดูเหมือนพนักงานจะทำหน้าลำบากใจพอสมควรที่ถูกคะยั้นคะยอเรื่องขอเข้าพบ พวกเราไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้า จะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบก็คงไม่แปลกอะไร แต่พอพ่อของฉันแนะนำตัวพร้อมกับบอกว่าตนเป็นเพื่อนกับดอริส สีหน้าของหญิงสาวต้อนรับก็เปลี่ยนไป เธอมองเราทั้งสามเหมือนจะนึกบางอย่างออก ด้วยแววตาอันหวาดกลัว หญิงสาวเลิ่กลั่กรีบอนุญาตให้เราเข้าพบดอริสได้ทันที “อ๋อ อะ อา ...ผู้อำนวยการ จะ แจ้งไว้แล้วค่ะว่าจะมีแขก มะ มาเยี่ยม อะ อา ชะ เชิญค่ะ” เธอผายมือไปทางบันไดใหญ่ก่อนจะชี้แจงตำแหน่งห้องของอาจารย์ใหญ่ ณ ชั้นบนสุดของตัวตึกหรู ....ต๊อก ต๊อก ...? ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อกก๊อก ก๊อก จังหวะการเคาะที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้รอยยิ้มจากหญิงแก่คนหนึ่งที่นั่งเขียนเอกสารอยู่ภายในบานออกเล็กน้อย ... “เข้ามาได้” เสียงของหญิงดูมีอายุคนหนึ่งกล่าวออกมาจากหลังประตูบานใหญ่ แอ๊ดดดดด “...มาแล้วหรอ?” โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งกลางห้องทำงาน รอบข้างเต็มไปด้วยภาพวาดของบุคคลปริศนาเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบและชั้นหนังสือเก่าหลายเล่มซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่ง ศูนย์กลางของห้องถูกตกแต่งด้วยโซฟารอบโต๊ะทรงเตี้ย “สวัสดีเพื่อนเก่า...” เสียงอันราบเรียบที่แม่ของฉันเอื้อนเอ่ยไปยังหญิงสาวที่รออยู่กลางห้อง ทั้งสองมองหน้าจ้องสบตากันอยู่ครู่สั้นๆ ก่อนที่หญิงเจ้าของสถานที่จะลุกขึ้นแล้วเดินมาทางฉัน “ได้เจอกันตัวเป็นๆ เสียที” “อืม ...เธอดูไม่แก่ขึ้นเลย” “พวกเธอก็เหมือนกัน... .....?” หญิงแก่เจ้าของห้องเหลือบตามองมาที่ฉันซึ่งกำลังยืนก้มหน้าอยู่เงียบๆ เด็กสาวเพียงหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เข้ามาทักทายตน “หนูคือบลูใช่มั้ย?” ความหวังนั้นพังทลายลง แน่ล่ะ “...........ค่ะ สวัสดีค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยเสียงกระซิบจนแทบจะไม่ใช่การโต้ตอบพร้อมกับสายตาที่ยังคงก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองอยู่อย่างนั้น “...อืม เด็กขี้อาย ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ฮุ ฮุ” “นั่นคือปัญหาที่เราไม่อยากให้บลูอยู่ห่างจากพวกเราน่ะ” “เข้าใจๆ ....” หญิงแก่ก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อขอดูใบหน้าของเด็กสาวชัดๆ พลางดันแว่นของตนขึ้นเพื่อเพิ่มความกระจ่างของภาพ “...” “...” “อะๆ ไม่อยากทำให้เธอลำบากใจด้วยสิ ก่อนอื่นก็เอาของไปเก็บก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันนำทางไปให้” ส่วนหลังของอาคารหลักโรงเรียน ตึกแห่งหนึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอพักนักเรียน โรงเรียนสหศึกษาที่นักเรียนทุกคนจะถูกดูแลอย่างดี ความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกถูกเตรียมไว้ให้ภายในหอพักอย่างครบครัน มีการแบ่งหอพักชายหญิงอย่างชัดเจนและถูกตั้งไว้ห่างกันจนแทบจะอยู่กันคนละฝั่งของตัวโรงเรียน “แล้วบลูจะได้อยู่ห้องแบบไหนหรอ เธอมีรูมเมทด้วยรึเปล่า?” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล “มีสิ” หญิงแก่ตอบกลับอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบอธิบายเพิ่มเติม “ห้องของบลูจะอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร เป็นห้องที่ใหญ่และดีที่สุดในหอแห่งนี้แล้วล่ะ” “...?” “ไม่เห็นต้องเตรียมให้ลูกสาวฉันขนาดนี้เลยก็ได้นี่” โยดินออกความเห็นด้วยน้ำเสียงสุดจะเกรงใจ “ไม่ใช่หรอก ลูกสาวฉันเป็นคนขอเองแหละ เธออยากเจอบลูสุดๆ ไปเลย ถึงขั้นจองห้องนี้ไว้เพื่อเตรียมให้ลูกของเธอโดยเฉพาะเลยนะ” “....” “หนูแกรดหรอ?” “ใช่แล้วๆ” ....คนที่ชื่อแกรด ผ่านมาสิบปี ...ตอนนี้เธอจะเป็นคนแบบไหนกันนะ ดอริสเป็นฝ่ายชวนเราทั้งสามพูดคุย ระหว่างทางจากอาคารที่เธอทำงานมุ่งตรงสู่หอพักล้วนเป็นเรื่องราวความหลังของคนทั้งสามซึ่งฉันไม่เข้าใจ ในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม ทั้งนักเรียนหรืออาจารย์ก็แทบไม่มีเดินสวนไปมาให้เห็น อากาศบริสุทธิ์พัดผ่านทางเดินอันเงียบเหงาไปอย่างอืดอาด “หอพักของเราจะแบ่งห้องไว้ให้นักเรียนได้ใช้ห้องละสองคนโดยไม่บังคับเรื่องการเลือกคู่รูมเมท” “อืมมมม... ยังเหมือนเดิมเลยเนอะกฎของที่นี่” ต๊อก ต๊อก ต๊อก “ถึงแล้วล่ะ” ... ฟูวววว รั้วปูนแต่งด้วยเหล็กเส้นลวดลายหรูประดับไว้ตรงส่วนครึ่งบนของตัวรั้ว ห้อมล้อมอาคารขนาดใหญ่ไว้อีกที ภายในเองก็มีสวนหย่อมเล็กๆ และแปลงดอกไม้ซึ่งถูกดูแลเป็นอย่างดีเพื่อเพิ่มระดับความน่าอยู่ให้หอพัก ดอริสนำทางคนทั้งสามเดินตรงเข้าไปยังอาคารโดยมีคนรับใช้คอยลากกระเป๋าสัมภาระติดตามมาไม่ห่าง แอ๊ดดดด .... ไม่เพียงแค่ส่วนนอกของอาคารที่ถูกตกแต่งอย่างสวยหรู ภายในเองก็ไม่ต่างกัน ชั้นหนึ่งของตึกคือห้องโถงขนาดใหญ่ไว้ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ สุดทางเดินตรงไปจะเจอกับบันไดใช้ขึ้นจากตรงกลางห้องโถงก่อนจะแยกซ้ายขวาที่พาขึ้นไปสู่ชั้นสองของตึก ...ดูเหมือนห้องของฉันจะไม่ได้อยู่แค่ชั้นสองสินะ เราถูกพาขึ้นไปจนถึงชั้นสี่ซึ่งฉันคิดว่าจะเป็นชั้นสุดท้ายแล้ว แต่มันกลับไม่ใช่ ครูใหญ่ดอริสกลับพาฉันมุ่งหน้าขึ้นไปอีกชั้น แอ๊ดดดด ประตูสู่ชั้นดาดฟ้าถูกเปิดออก เบื้องหน้าของคนทั้งสี่คือสวนดอกไม้เล็กๆ และผืนหญ้าหนานุ่มที่ถูกปูไว้เต็มขอบทางเดิน พวกมันได้รับการดูแลอย่างดีแม้จะอยู่ในสถานที่พิเศษขนาดนี้ พื้นที่หนึ่งส่วนสี่ของดาดฟ้าคือสวนหญ้าเขียวขจีตัดกับทางเดินหิน ฉันเหลือบตามองมุมหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ มันมีต้นไม้ดอกสีเหลืองคลุมทั่วทั้งต้นถูกปลูกไว้อย่างเด่นตาพร้อมกับโต๊ะม้าหินอ่อนเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น ...? “บลู ...นั่นคือต้นอคาเซีย แกรดเขาชอบเลยขอให้ป้าเอาขึ้นมาปลูกข้างบนให้” ....อภิสิทธิ์ชนไปหน่อยมั้ยนะ?บทที่ 2 : คำทักทายฟูวววกลิ่นของสถานที่โดยรอบซึ่งเปลี่ยนไปตามความแออัดของผู้คนที่อยู่อาศัย เรือไม้ลำเล็กได้เดินทางมาจนถึงสถานีปลายทางเป็นที่เรียบร้อยณ เมืองหลวงเซอร์เมียพื้นที่โล่งกว้างราบเรียบถูกสร้างไว้เพื่อใช้เป็นท่าสำหรับลงจอดเรือโดยเฉพาะ ทั้งเรือโดยสารลำใหญ่ที่บรรทุกผู้คนมากมายหรือเรือขนส่งสินค้าข้ามประเทศ บ้างก็เป็นเรือส่วนตัวคล้ายกับเรือของฉัน“ “ยินดีต้อนรับครับ” ”ทันทีที่เราทั้งสามลงจากเรือ พนักงานสองสามคนก็เดินมาต้อนรับเราพลางถามถึงสถานที่ปลายทางที่ต้องการเดินทางไปต่อและพร้อมเตรียมรถม้าให้หากพวกเราต้องการ“พวกเราจะเดินทางไปอคาเดมค่ะ รบกวนจัดหายานพาหนะให้ด้วย” ผู้เป็นแม่กล่าวทักทายพนักงานชายกลุ่มนั้นพร้อมกับร้องขอสิ่งที่ต้องการทันที“รับทราบครับ อยากได้เป็นรถม้าแบบไหนหรอครับ?”“อา ...ขอแบบดีที่สุดค่ะ รบกวนด้วย”“รับทราบครับ ซักครู่นะครับ”บนโลกที่มีเพียงภาพวาดเพื่อระบุตัวบุคคล สำหรับประชาชนทั่วๆ ไป หากเราไม่ได้เอ่ยชื่อที่แท้จริงออกมาก็ยากที่คนเหล่านั้นจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จร
______________“บลู ชื่อของเธอนี่แปลกจัง”“...ชื่อ****เองก็แปลกเหมือนกันนั่นแหละ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ชื่อนี้แม่อุตส่าห์คิดให้เราตั้งนานเลยนะ”“....”“เงียบอีกแล้ว เราคุยคนเดียวเยอะๆ ก็เหนื่อยนะ”“...ก็ เธอพูดไม่หยุดเลยนี่”“... ฮ่า ฮ่า ฮ่า เธอนั่นแหละที่พูดน้อย ระวังโตไปจะไม่มีคนมาจีบนะ”“...........เรื่องของฉัน”______________...อึ อืม......ฝันหรอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอันเลือนราง ฉันกำลังต่อล้อต่อเถียงกับเด็กสาวช่างจ้ออีกคน ชื่อของเธอน่าจะนามว่า “แกรด” ใบหน้าของเธอนั้นฉันจำไม่ได้เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ที่พอจำได้อยู่บ้างคือเธอพูดไม่หยุดจนฉันหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง...ฉันไปรู้จักคนแบบนั้นตั้งแต่ตอนไหนกันนะ คงเป็นหลายครั้งที่ฉันเข้าเมืองพร้อมกับพ่อแม่รึเปล่าถึงอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกแปลกตรงกลางอก มันอบอุ่นและเจ็บปวดพร้อมๆ กันอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ...แต่ฉันเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกที่อธิบายด้วยหลักการไม่ได้นี้“กลับเข้าบ้านดีกว่า”นึกได้ดังนั้นเด็กสาวก็เอื้อมมือไปเก็บกล่องข้าวเปล่าใส่กระเป๋า ส่วนคทายาวก็ถูกเช็ดและทำความสะอาดอย่างผ่านๆ ก่อนจะวางใส่ลงบนกร
ต๊อก ต๊อก ...ผู้เป็นพ่อเดินไปหยิบสมุดปกหนามาหนึ่งเล่มพร้อมกับแผนที่ประเทศที่วางอยู่อีกฝั่งก่อนจะนำของทั้งสองชิ้นมาวางไว้ตรงโต๊ะกลางห้องฟึบ!ชายแก่เริ่มต้นด้วยการกางแผนที่ออกอย่างบรรจงก่อนจะใช้หนังสือที่วางอยู่แต่เดิมบนโต๊ะมาทับกระดาษแผนที่ตรึงไว้กับโต๊ะ“ตรงนี้คือบ้านของเรา ส่วนตรงนี้คือโรงเรียนอคาเดม แล้วตรงนี้ก็เป็นเมืองหลวง”ผู้เป็นพ่อเริ่มอธิบายสถานที่ตั้งของโรงเรียนให้บลูเข้าใจอย่างละเอียดโดยชี้นิ้วไปตามจุดสำคัญต่างๆทางเหนือสุดของประเทศ สถานที่ซึ่งเป็นพิกัดที่ตั้งของบ้านฉัน ถัดลงมาตามนิ้วที่ชี้ลากเป็นเส้นตรง ทางซ้ายมือคือเมืองเฮลเก้ ส่วนทางขวาคือไนมูเอล ถัดลงมาอีกทอดคือเมืองมาร์ตินและเมืองฟาร์ฮาน โดยใต้ของเมืองทั้งสองจะมีเมืองมิชก้ากับเมืองซิมรีกั้นเมืองเซอร์เมีย เมืองหลวงของประเทศเอาไว้ รอบๆ ประเทศแห่งนี้จะมีประเทศไอชาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศทาฮีร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือและอคาคิออส ประเทศที่อยู่ทางใต้ของเราซึ่งจะติดกับเมืองหลวง“ถ้าลูกจะไปที่นั่น ระยะทางจะห่างจากที่นี่สี่เมืองเลยนะ เราจะไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แล้ว เข้าใจที่พ่อพูดรึเปล่า?”น้ำเสียงที่ถูกเอ่ยถามอย่างกระอ้อมกระแอ้มจ
ต๊อก ต๊อก“ขออนุญาตอีกครั้งค่ะนายหญิง”หญิงสาวคนเดิมเดินกลับมายังห้องทานอาหารระหว่างที่พวกเรากำลังทานข้าวเช้ากันอยู่ ในมือของเธอถือซองจดหมายเล็กๆ ไว้หนึ่งฉบับ รอบนี้เธอเดินตรงไปหาแม่ของบลูพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับนั้นให้อย่างทะนุถนอม...ครั่งสีแดงที่ประทับอยู่บริเวณกลางซองจดหมายปิดผนึกมีอักษร” AC” ประทับไว้ เมื่อเฮร่าได้เห็น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ในทางไม่ดี หญิงแก่อมยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นจนบลูที่เห็นเอียงคอสงสัยเล็กน้อย“อะไรหรอคะ?”กึบ!เธอแกะซองจดหมายออกอย่างช้าๆ พร้อมกับหยิบกระดาษที่มีเนื้อหาภายในออกมาอ่านอย่างตั้งใจ“บัตรเชิญจากเพื่อนเก่าแม่น่ะลูก”“...?”หญิงแก่อ่านเนื้อหาภายในอย่างจดจ่อก่อนจะยิ้มให้เนื้อหาตรงหน้า แต่ต่อมาพอสายตาของเธอเลื่อนต่ำลง รอยยิ้มที่เคยกรุ้มกริ่มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหนักใจอ่อนๆ“คุณแม่...?”“มีอะไรหรอที่รัก?”ทุกสายตารวมถึงเมดสาวที่ยังไม่ได้เดินออกจากห้องเองก็อยากรู้ว่าเนื้อหานั้นมีอะไรกันแน่“บลู ...ลองอ่านดูสิ”......ฉันหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้เข้ามาอ่านอย่างช้าๆ“ถึงเฮร่าเพื่อนเก่า เราไม่ค่อยได้ส่งจดหมายหากันเลยนะช่วงนี้ น่าจะหนึ่งปีแ
บทที่ 1 : คำสาปฉันชื่อบลู ความหมายของชื่อมิได้แปลว่าสีน้ำเงินที่สื่อถึงความสงบหรือความมั่นคงตามที่พ่อกับแม่หวังไว้แต่ประการใด หากแต่ในความคิดของฉัน ...ความหมายของมันคือความเศร้า ...หม่นหมองชีวิตของฉันจมอยู่กับความทรมานและโดดเดี่ยวดั่งชื่อเล่นนั้น แม้ทางบ้านจะมีฐานะร่ำรวยและมากด้วยชื่อเสียงบารมีเงินเพียงใด ทั้งพ่อและแม่รักต่างตามใจฉันในหลายๆ เรื่อง แต่เพราะเวทมนตร์ซึ่งยากจะประเมินพลังและมันดันเป็นเวทสายมืด เวท ...ที่ไม่ได้เน้นใช้ป้องกันหรือโจมตีเพื่อขัดขวางอีกฝ่าย มันมีเพื่อปลิดชีพผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรู เป้าหมาย ใครก็ตาม...พลังอันใหญ่ยิ่ง ทว่าไม่มีใครคิดว่ามันยิ่งใหญ่ ผู้คนรวมถึงฉันกลับมองมันเป็นเพียง ....คำสาปฟูววววเสียงของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามายังห้องนอนบนชั้นที่สี่ของบ้านหลังใหญ่........เฮ้อเสียงถอนหายใจที่เกิดขึ้นในทุกวันที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาแสดงถึงความรู้สึกของการมีชีวิต ...ฉันรับรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ห้องนอนอันกว้างใหญ่ในบ้านอันกว้างขวางบนโลกที่เวทมนตร์อยู่เหนือทุกสิ่ง อยู่ในทุกการกระทำของชีวิต ตระกูลของฉันเมื่อครั้งอดีตกาลคือหนึ่งในตระกูล ...เป็นเพ