______________
“บลู ชื่อของเธอนี่แปลกจัง”
“...ชื่อ****เองก็แปลกเหมือนกันนั่นแหละ”
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ชื่อนี้แม่อุตส่าห์คิดให้เราตั้งนานเลยนะ”
“....”
“เงียบอีกแล้ว เราคุยคนเดียวเยอะๆ ก็เหนื่อยนะ”
“...ก็ เธอพูดไม่หยุดเลยนี่”
“... ฮ่า ฮ่า ฮ่า เธอนั่นแหละที่พูดน้อย ระวังโตไปจะไม่มีคนมาจีบนะ”
“...........เรื่องของฉัน”
______________
...อึ อืม...
...ฝันหรอ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอันเลือนราง ฉันกำลังต่อล้อต่อเถียงกับเด็กสาวช่างจ้ออีกคน ชื่อของเธอน่าจะนามว่า “แกรด” ใบหน้าของเธอนั้นฉันจำไม่ได้เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ที่พอจำได้อยู่บ้างคือเธอพูดไม่หยุดจนฉันหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง
...ฉันไปรู้จักคนแบบนั้นตั้งแต่ตอนไหนกันนะ คงเป็นหลายครั้งที่ฉันเข้าเมืองพร้อมกับพ่อแม่รึเปล่า
ถึงอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกแปลกตรงกลางอก มันอบอุ่นและเจ็บปวดพร้อมๆ กันอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ...แต่ฉันเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกที่อธิบายด้วยหลักการไม่ได้นี้
“กลับเข้าบ้านดีกว่า”
นึกได้ดังนั้นเด็กสาวก็เอื้อมมือไปเก็บกล่องข้าวเปล่าใส่กระเป๋า ส่วนคทายาวก็ถูกเช็ดและทำความสะอาดอย่างผ่านๆ ก่อนจะวางใส่ลงบนกระเป๋าสีดำใบเดิม
ฟืบบบ ต๊อก ต๊อก
เด็กสาวก้าวเท้าออกจากป่าอย่างไม่รีบร้อนโดยทิ้งซากพื้นดินที่ถูกใช้ทดสอบเวทมนตร์ไว้เบื้องหลัง
...
“พร้อมนะลูก”
“ค่ะแม่”
สัมภาระทั้งหมดของฉันถูกเตรียมใส่ในกระเป๋าลากหลายใบ ของมากมายสำหรับการเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ในสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย
ความกังวล ความคิดว่าจะใช้ชีวิตที่นั่นได้ไหม การหาเพื่อนใหม่ ทั้งหมดมันปนเปอยู่ในหัวตลอดหนึ่งเดือนที่ฉันตัดสินใจย้ายตัวเองไปยังเมืองหลวงอันห่างไกล
การเดินทางในโลกแห่งนี้ยังถือเป็นเรื่องยากลำบาก เรือ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก
แล้วถ้าสถานที่นั้นไม่มีน้ำล่ะ?
สิ่งนั้นไม่จำเป็นหรอกสำหรับโลกแห่งนี้ เรือในความหมายของเราคือสิ่งที่ใช้เดินทางบนอากาศ โบยบินไปอย่างอิสระด้วยเวทมนตร์ธาตุลมซึ่งคอยขับเคลื่อนวัตถุ
เพียงมีมนุษย์ที่ใช้เวทมนตร์ธาตุลมได้อย่างคล่องแคล่ว เรือไม้ที่มีทั้งห้องดาดฟ้า เสากระโดงเรือ ห้องนอนและห้องเก็บของในชั้นล่าง น้ำหนักรวมตัวเรือที่มากเกินกว่าจะยกด้วยแรงคนหลายร้อยคนก็เป็นไปได้ สำหรับเรือของครอบครัวเชอร์โนบ็อก ชายแก่สองคนที่อยู่รับใช้ตระกูลของเรามานานจะเป็นคนคอยพาพวกเราไปยังที่ต่างๆ ทั้งสองจะสลับกันขับเรือและพักผ่อนตามเวลาที่เท่ากันภายในห้องคนขับที่แยกออกจากพวกเราอีกที
ฟูววว
เราสามคนยืนอยู่ตรงลานกว้างหน้าบ้าน ด้านหลังของเรามีเหล่าเมดมากมายออกมายืนรออำลาฉันกันยกใหญ่
พื้นปูนกว้างหน้าบ้านถูกสร้างขึ้นสำหรับใช้วางหรือจอดวัตถุขนาดใหญ่ ไม่นานสิ่งที่เราสามคนกำลังรอก็เคลื่อนมาจากด้านหลังของฉัน
โรงเก็บเรือซึ่งตั้งอยู่ในโกดังหลังบ้าน ภายในมีเรือไม้ขนาดใหญ่พอให้คนประมาณห้าคนใช้ชีวิตกันได้อย่างไม่อึดอัด
ฟูววว
เรือไม้ค่อยๆ ลงจอดบนพื้นปูนเบื้องหน้าของฉันพร้อมกับชายแก่คนหนึ่งที่เดินลงมาต้อนรับพวกเราอย่างสุภาพ
เสากระโดงที่เก็บพับใบเรือเอาไว้จะถูกใช้ในตอนที่ลมแรงและพัดไปในทิศทางเดียวกับที่หมายของเรา
“ผมทำความสะอาดทั้งภายนอกภายในแล้วก็เตรียมของใช้จำเป็นไว้ให้แล้วครับ เชิญด้านในเลย”
“ขอบคุณนะครับ”
ด้านท้ายของเรือจะมีประตูอยู่หนึ่งบานเพื่อใช้เป็นทางเข้าไปยังภายใน หากมองโดยไม่คิดถึงรูปลักษณ์ของมัน สิ่งนี้ก็เหมือนบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งที่ภายในมีทั้งห้องนอนห้องน้ำห้องอาหารครบครัน หรือแม้แต่ดาดฟ้า สถานที่ซึ่งเป็นที่โปรดของบลูเองก็ยังมี
เรือไม้พร้อมออกเดินทางในทันทีที่ข้าวของถูกวางเก็บเป็นที่เรียบร้อยและเราได้มีการตรวจสอบของกันอีกรอบอย่างละเอียด
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ...ผมจะเริ่มทำการออกเดินทางแล้วนะครับ”
“ค่ะ รบกวนด้วย”
พรึบ!
ทั้งพ่อบ้านและแม่บ้านทั้งหมดที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานต่างก้มหัวโค้งคำนับให้เราทั้งสามกันอย่างพร้อมเพรียง ฉันมองพวกเขาจากหน้าต่างภายในห้องนอนขนาดเล็กพลางหวนคิดถึงเรื่องในอดีตที่มีต่อคนพวกนี้
ฟูวววว
...
ความรู้สึกถึงเครื่องยนต์ที่กำลังทำงานแม้จะเป็นความรู้สึกที่เบาบางก็ตามที เรือลำนี้กำลังลอยขึ้นเหนือพื้นดินอย่างช้าๆ
ภาพของเมดมากมายและบ้านหลังใหญ่ค่อยๆ ถูกกดต่ำและเล็กลงเรื่อยๆ
สายตาของฉันเหม่อลอยเมื่อได้ดูภาพเบื้องหน้า กว่าจะรู้ตัว เรือลำนี้ก็บินขึ้นเหนือพื้นดินจนถึงจุดที่พร้อมจะเคลื่อนไปข้างหน้าแล้ว
...
“กว่าจะได้กลับมาที่นี่ก็ช่วงปิดเทอมเลยหรอ?”
ฉันพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเมินหน้าหนีออกจากหน้าต่างบานเล็ก
...เห้อ
กลางดึกของคืนแรกบนเรือไม้ลำหรู อากาศด้านนอกที่หนาวเหน็บ ลมแรงพัดไปมาตามความเร็วที่เรือเคลื่อนที่ เด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนเกาะขอบข้างเรืออยู่คนเดียวเงียบๆ
ในมือของเธอถือแก้วโกโก้ที่ถูกชงจนหวานตามรสนิยมของเธอ
บลูก้มหน้าลงมองภาพของผืนป่าด้านล่างพลางยกเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบเป็นทีๆ
แสงไฟที่มีให้เห็นบนพื้นดินอันกว้างใหญ่ หากพวกมันรวมกันเป็นแสงขนาดใหญ่ นั่นหมายถึงตรงนั้นคือเขตชุมชนใหญ่ แต่ส่วนมากภาพที่เด็กสาวเห็นมักจะเป็นผืนป่ามืดๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง
เวลาในการเดินทางจากบ้านไปจนถึงโรงเรียนใหม่อาจกินเวลาไปถึงห้าวัน แต่ถ้าระหว่างการเดินทางดันเกิดฝนฟ้าไม่เป็นใจจนเรือต้องทำการลงจอด เวลาในการไปถึงที่หมายก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอากาศในวันต่อไปจะเป็นอย่างไร ทำได้แค่อาศัยความเหมาะสมในการเดินทางตามช่วงฤดูเพียงเท่านั้น
สองวันที่ผ่านมา ค่ำคืนบนเรือที่ถูกมองผ่านดวงตาของฉันยังคงเป็นเหมือนเดิม ท้องฟ้าโปร่งใส อากาศที่หนาวชื้นตามปกติ ดาวประกายสว่างไสวทั่วฟ้าดั่งเช่นปกติ
ในตอนนี้เรือไม้ลำนี้คงอยู่แถวๆ เมืองมาร์ติน ผ่านเมืองนี้ไปก็จะเจอกับเมืองมิชก้าและจบลงที่เซอร์เมีย
...นั่นเท่ากับว่าการเผชิญหน้ากับความจริงของฉันกำลังเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย
หัวใจที่ถูกบีบจนทรมาน ความหน่วงกลัวว่าหนทางข้างหน้าจะไปได้ไม่ดี สำหรับคนที่ไม่ชอบการเข้าสังคมอย่างฉัน เรื่องพวกนี้ ...ฉัน ...เกลียดการเปลี่ยนแปลงพวกนี้จริงๆ
บทที่ 2 : คำทักทายฟูวววกลิ่นของสถานที่โดยรอบซึ่งเปลี่ยนไปตามความแออัดของผู้คนที่อยู่อาศัย เรือไม้ลำเล็กได้เดินทางมาจนถึงสถานีปลายทางเป็นที่เรียบร้อยณ เมืองหลวงเซอร์เมียพื้นที่โล่งกว้างราบเรียบถูกสร้างไว้เพื่อใช้เป็นท่าสำหรับลงจอดเรือโดยเฉพาะ ทั้งเรือโดยสารลำใหญ่ที่บรรทุกผู้คนมากมายหรือเรือขนส่งสินค้าข้ามประเทศ บ้างก็เป็นเรือส่วนตัวคล้ายกับเรือของฉัน“ “ยินดีต้อนรับครับ” ”ทันทีที่เราทั้งสามลงจากเรือ พนักงานสองสามคนก็เดินมาต้อนรับเราพลางถามถึงสถานที่ปลายทางที่ต้องการเดินทางไปต่อและพร้อมเตรียมรถม้าให้หากพวกเราต้องการ“พวกเราจะเดินทางไปอคาเดมค่ะ รบกวนจัดหายานพาหนะให้ด้วย” ผู้เป็นแม่กล่าวทักทายพนักงานชายกลุ่มนั้นพร้อมกับร้องขอสิ่งที่ต้องการทันที“รับทราบครับ อยากได้เป็นรถม้าแบบไหนหรอครับ?”“อา ...ขอแบบดีที่สุดค่ะ รบกวนด้วย”“รับทราบครับ ซักครู่นะครับ”บนโลกที่มีเพียงภาพวาดเพื่อระบุตัวบุคคล สำหรับประชาชนทั่วๆ ไป หากเราไม่ได้เอ่ยชื่อที่แท้จริงออกมาก็ยากที่คนเหล่านั้นจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จร
______________“บลู ชื่อของเธอนี่แปลกจัง”“...ชื่อ****เองก็แปลกเหมือนกันนั่นแหละ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ชื่อนี้แม่อุตส่าห์คิดให้เราตั้งนานเลยนะ”“....”“เงียบอีกแล้ว เราคุยคนเดียวเยอะๆ ก็เหนื่อยนะ”“...ก็ เธอพูดไม่หยุดเลยนี่”“... ฮ่า ฮ่า ฮ่า เธอนั่นแหละที่พูดน้อย ระวังโตไปจะไม่มีคนมาจีบนะ”“...........เรื่องของฉัน”______________...อึ อืม......ฝันหรอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอันเลือนราง ฉันกำลังต่อล้อต่อเถียงกับเด็กสาวช่างจ้ออีกคน ชื่อของเธอน่าจะนามว่า “แกรด” ใบหน้าของเธอนั้นฉันจำไม่ได้เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ที่พอจำได้อยู่บ้างคือเธอพูดไม่หยุดจนฉันหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง...ฉันไปรู้จักคนแบบนั้นตั้งแต่ตอนไหนกันนะ คงเป็นหลายครั้งที่ฉันเข้าเมืองพร้อมกับพ่อแม่รึเปล่าถึงอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกแปลกตรงกลางอก มันอบอุ่นและเจ็บปวดพร้อมๆ กันอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ...แต่ฉันเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกที่อธิบายด้วยหลักการไม่ได้นี้“กลับเข้าบ้านดีกว่า”นึกได้ดังนั้นเด็กสาวก็เอื้อมมือไปเก็บกล่องข้าวเปล่าใส่กระเป๋า ส่วนคทายาวก็ถูกเช็ดและทำความสะอาดอย่างผ่านๆ ก่อนจะวางใส่ลงบนกร
ต๊อก ต๊อก ...ผู้เป็นพ่อเดินไปหยิบสมุดปกหนามาหนึ่งเล่มพร้อมกับแผนที่ประเทศที่วางอยู่อีกฝั่งก่อนจะนำของทั้งสองชิ้นมาวางไว้ตรงโต๊ะกลางห้องฟึบ!ชายแก่เริ่มต้นด้วยการกางแผนที่ออกอย่างบรรจงก่อนจะใช้หนังสือที่วางอยู่แต่เดิมบนโต๊ะมาทับกระดาษแผนที่ตรึงไว้กับโต๊ะ“ตรงนี้คือบ้านของเรา ส่วนตรงนี้คือโรงเรียนอคาเดม แล้วตรงนี้ก็เป็นเมืองหลวง”ผู้เป็นพ่อเริ่มอธิบายสถานที่ตั้งของโรงเรียนให้บลูเข้าใจอย่างละเอียดโดยชี้นิ้วไปตามจุดสำคัญต่างๆทางเหนือสุดของประเทศ สถานที่ซึ่งเป็นพิกัดที่ตั้งของบ้านฉัน ถัดลงมาตามนิ้วที่ชี้ลากเป็นเส้นตรง ทางซ้ายมือคือเมืองเฮลเก้ ส่วนทางขวาคือไนมูเอล ถัดลงมาอีกทอดคือเมืองมาร์ตินและเมืองฟาร์ฮาน โดยใต้ของเมืองทั้งสองจะมีเมืองมิชก้ากับเมืองซิมรีกั้นเมืองเซอร์เมีย เมืองหลวงของประเทศเอาไว้ รอบๆ ประเทศแห่งนี้จะมีประเทศไอชาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศทาฮีร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือและอคาคิออส ประเทศที่อยู่ทางใต้ของเราซึ่งจะติดกับเมืองหลวง“ถ้าลูกจะไปที่นั่น ระยะทางจะห่างจากที่นี่สี่เมืองเลยนะ เราจะไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แล้ว เข้าใจที่พ่อพูดรึเปล่า?”น้ำเสียงที่ถูกเอ่ยถามอย่างกระอ้อมกระแอ้มจ
ต๊อก ต๊อก“ขออนุญาตอีกครั้งค่ะนายหญิง”หญิงสาวคนเดิมเดินกลับมายังห้องทานอาหารระหว่างที่พวกเรากำลังทานข้าวเช้ากันอยู่ ในมือของเธอถือซองจดหมายเล็กๆ ไว้หนึ่งฉบับ รอบนี้เธอเดินตรงไปหาแม่ของบลูพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับนั้นให้อย่างทะนุถนอม...ครั่งสีแดงที่ประทับอยู่บริเวณกลางซองจดหมายปิดผนึกมีอักษร” AC” ประทับไว้ เมื่อเฮร่าได้เห็น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ในทางไม่ดี หญิงแก่อมยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นจนบลูที่เห็นเอียงคอสงสัยเล็กน้อย“อะไรหรอคะ?”กึบ!เธอแกะซองจดหมายออกอย่างช้าๆ พร้อมกับหยิบกระดาษที่มีเนื้อหาภายในออกมาอ่านอย่างตั้งใจ“บัตรเชิญจากเพื่อนเก่าแม่น่ะลูก”“...?”หญิงแก่อ่านเนื้อหาภายในอย่างจดจ่อก่อนจะยิ้มให้เนื้อหาตรงหน้า แต่ต่อมาพอสายตาของเธอเลื่อนต่ำลง รอยยิ้มที่เคยกรุ้มกริ่มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหนักใจอ่อนๆ“คุณแม่...?”“มีอะไรหรอที่รัก?”ทุกสายตารวมถึงเมดสาวที่ยังไม่ได้เดินออกจากห้องเองก็อยากรู้ว่าเนื้อหานั้นมีอะไรกันแน่“บลู ...ลองอ่านดูสิ”......ฉันหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกยื่นให้เข้ามาอ่านอย่างช้าๆ“ถึงเฮร่าเพื่อนเก่า เราไม่ค่อยได้ส่งจดหมายหากันเลยนะช่วงนี้ น่าจะหนึ่งปีแ
บทที่ 1 : คำสาปฉันชื่อบลู ความหมายของชื่อมิได้แปลว่าสีน้ำเงินที่สื่อถึงความสงบหรือความมั่นคงตามที่พ่อกับแม่หวังไว้แต่ประการใด หากแต่ในความคิดของฉัน ...ความหมายของมันคือความเศร้า ...หม่นหมองชีวิตของฉันจมอยู่กับความทรมานและโดดเดี่ยวดั่งชื่อเล่นนั้น แม้ทางบ้านจะมีฐานะร่ำรวยและมากด้วยชื่อเสียงบารมีเงินเพียงใด ทั้งพ่อและแม่รักต่างตามใจฉันในหลายๆ เรื่อง แต่เพราะเวทมนตร์ซึ่งยากจะประเมินพลังและมันดันเป็นเวทสายมืด เวท ...ที่ไม่ได้เน้นใช้ป้องกันหรือโจมตีเพื่อขัดขวางอีกฝ่าย มันมีเพื่อปลิดชีพผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรู เป้าหมาย ใครก็ตาม...พลังอันใหญ่ยิ่ง ทว่าไม่มีใครคิดว่ามันยิ่งใหญ่ ผู้คนรวมถึงฉันกลับมองมันเป็นเพียง ....คำสาปฟูววววเสียงของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามายังห้องนอนบนชั้นที่สี่ของบ้านหลังใหญ่........เฮ้อเสียงถอนหายใจที่เกิดขึ้นในทุกวันที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาแสดงถึงความรู้สึกของการมีชีวิต ...ฉันรับรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ห้องนอนอันกว้างใหญ่ในบ้านอันกว้างขวางบนโลกที่เวทมนตร์อยู่เหนือทุกสิ่ง อยู่ในทุกการกระทำของชีวิต ตระกูลของฉันเมื่อครั้งอดีตกาลคือหนึ่งในตระกูล ...เป็นเพ