LOGINบทที่ 1
จุดเริ่มต้น
ห้องกิจกรรมคณะวิศวะโยธา
“น้องครับ น้องคิดยังไงถึงลงเรียนคณะนี้” รุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยถามเสียงเรียบ ทำเอาคนที่ถูกถามรู้สึกประหม่าแทบตอบไม่ถูก
ทัชชายิ้มบางๆ พยายามควบคุมความตื่นเต้นในใจให้ไม่แสดงออกทางสีหน้า เธอเงยหน้ามองรุ่นพี่ที่ถามด้วยแววตานิ่งมั่น ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น
“หนูคิดว่า วิศวะโยธาเป็นรากฐานของการสร้างประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นถนน อาคาร หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทุกอย่างล้วนมาจากน้ำมือของวิศวกรโยธา” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่ออย่างฉลาดและมีเหตุผล “พ่อหนูก็เรียนจบจากคณะนี้ หนูโตมากับภาพที่ท่านทำงานอยู่หน้างาน เห็นท่านแก้ปัญหาจริงๆ ในสนาม ไม่ใช่แค่ในกระดาษ เลยอยากเจริญรอยตามท่าน อยากสร้างอะไรบางอย่างที่ยั่งยืนเหมือนที่พ่อทำไว้ค่ะ”
คำพูดเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วครู่ รุ่นพี่ที่ถามถึงกับพยักหน้าเบาๆ เหมือนจะประทับใจในคำตอบของเด็กปีหนึ่งคนนี้ ไม่ใช่แค่ตอบดี แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความเคารพต่อวิชาชีพอย่างแท้จริง
“แต่น้องเป็นผู้หญิงนะครับ คิดว่าจะเป็นอุปสรรคในการเรียนไหม ถ้าได้ออกไปทำงานกลางแจ้ง หรือต้องทำงานหนัก”
ทัชชาหลุบตาลงนิดหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้งอย่างมั่นคงกว่าเดิม น้ำเสียงของเธอยังคงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม
“หนูคิดว่า เรื่องเพศไม่ใช่อุปสรรคค่ะ ถ้ามีความสามารถและความตั้งใจจริง” เธอพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “งานโยธาอาจจะต้องออกไซต์ ต้องลุย ต้องเหนื่อย แต่หนูเชื่อว่า ถ้าผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน แค่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกว่าคนอื่นหน่อย และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ”
เสียงเงียบในห้องดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงรุ่นพี่บางคนพึมพำเบาๆ เหมือนจะชมในใจ
“พ่อหนูเคยบอกว่า เวลาอยู่หน้างาน มันไม่ได้วัดกันที่แรง แต่วัดกันที่ความคิดและความละเอียดค่ะ เพราะสิ่งที่เราสร้างมันต้องอยู่ไปอีกหลายสิบปี ถ้าพลาดนิดเดียว ความเสียหายมันไม่ใช่เรื่องเล็ก หนูอยากเก่งพอจะทำให้พ่อภูมิใจในวันที่หนูยืนอยู่ตรงนั้นได้ด้วยตัวเอง”
รุ่นพี่คนเดิมนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ พลางพยักหน้าให้
“พูดดีมากครับน้อง..ทัชชาใช่ไหม?”
“ค่ะ ทัชชา”
“ถ้าคิดได้แบบนี้ พี่ว่าผ่านแน่”
เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นรอบห้อง บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่เริ่มคลายลง ทัชชายิ้มเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกตัวเองในใจ
ก้าวแรกผ่านไปแล้ว ต่อไปก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด… เหมือนที่พ่อเคยทำไว้
ณ ศาลาประจำกลุ่มรุ่นพี่ปีสี่
ซานเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มจนเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ก่อนอดแซวไม่ได้
“อะไรวะ ยิ้มโชว์เหงือกมาเชียว”
“ไอ้สัด! ก็เป็นนักขโมยรอยยิ้มไงมึง” ซานตอบกลับทันควัน ทำเอาเพื่อนอีกคนหลุดหัวเราะออกมา
“หยอกเล่นน่า แล้วมึงยิ้มอะไรนักหนา หน้าบานเป็นจานดาวเทียมเลยนะ”
ซานหัวเราะพลางทิ้งตัวนั่งลง
“เมื่อกี้กูไปดูน้องปีสองปีสามสัมภาษณ์น้องปีหนึ่งมาเว้ย แม่ง! มีแต่คนแจ่มๆ ทั้งนั้น แล้วมีน้องคนหนึ่งตอบดีมาก แบบ… โคตรเข้าตาเลย”
“ผู้ชาย?”
“ผู้หญิงสิวะ!”
“ว้าว คณะเรานี่ไม่ค่อยมีรุ่นน้องผู้หญิงมาหลายปีแล้วนะ” เพื่อนอีกคนพูดพลางพยักหน้าเห็นด้วย “แล้วเป็นไง ท่าทางเปราะบางไหม”
“ไม่เลย น้องมันดูเอาจริงนะ เห็นว่าพ่อก็จบวิศวะเหมือนกัน”
“เจ๋งว่ะ”
“ขออย่างเดียว อย่าร้องไห้ขอย้ายคณะกลางคันก็แล้วกัน” เสียงทุ้มจากด้านหลังดังขึ้น ไทเกอร์ ที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ยกหนังสือออกจากหน้าแล้วลุกขึ้นมานั่ง “กูเห็นมากี่รุ่นแล้ว แรกๆ ก็ไฟแรงทั้งนั้น พอเจอของจริงเข้าก็ถอดใจ”
“แต่คนนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมานะเว้ยเสือ” ซานพูดอย่างมั่นใจ
ไทเกอร์ยักไหล่
“ก็ดูกันไป ตอนแรกๆ ก็พูดแบบนี้กันทุกปี” เขาพูดจบก็โยนหนังสือในมือไปให้เพื่อนอีกคน “ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม?”
“ไม่น่าจะมีละ แล้วมึงจะไปไหนอีกวะไอ้เสือ เพิ่งโผล่มาไม่ถึงห้านาที จะหายหัวอีกแล้ว?” ไมค์เอ่ยแซวขำๆ
“เสือกครับ” ไทเกอร์ตอบเรียบๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์แล้วเดินออกจากศาลาไปอย่างไม่สนใจ
“แล้วเอาไง สรุปเลือกสายรหัสยัง?” ซานตะโกนถามตามหลัง แต่แทนที่จะได้คำตอบ เขากลับได้เพียงนิ้วกลางที่ไทเกอร์ชูขึ้นมาทักทายจากระยะไกล
“ไอ้นี่น่ะ เปลี่ยนชื่อจากเสือเป็นไอ้สัดดีกว่ามั้ง”
“ปล่อยมันไปเหอะ” เพื่อนอีกคนหัวเราะพลางตบไหล่ซานเบาๆ “มันก็เป็นของมันแบบนี้แหละตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว”
ติ้ง!
เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้น ซานหยิบโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความทันที
[ไทเกอร์]: คืนนี้แดกเหล้าปะ
ซานถอนหายใจหลังอ่านจบ แล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับ
[ซาน]: แดกๆ กูว่าจะลองหาอะไรสนุกๆ ทำอยู่
[ไทเกอร์]: เออ
[ไทเกอร์]: เรื่องสายรหัส กูให้คิมกับกรีนจัดการละ
[ซาน]: เค
“เย็นนี้กูมีนัดละนะ ไม่ว่างไปไหนกับใครทั้งนั้น” ซานประกาศเสียงดังพร้อมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อชอป
“ก็ไม่ต่างอะไร”
“ต่างอะไรวะ?” เขาถามเพื่อนอีกคนที่พูดขึ้นมาแบบนั้น
“มึงกับมันอะ เปลี่ยนชื่อเป็นไอ้สัดด้วยกันเถอะ”
“แรง! แรงมาก! ซานรับไม่ได้”
“หึหึ”
“งั้นกูไปละนะ มีไรไลน์มาแล้วกัน บาย”
เพื่อนในกลุ่มต่างส่ายหน้าเบาๆ ให้กับสองเพื่อนซี้ที่มีนิสัยคล้ายกันมาก
ซานเป็นหนุ่มอารมณ์ดี ขี้เล่น เข้ากับคนง่าย ส่วนไทเกอร์ แม้จะยิ้มแย้มเก่ง พูดคะขากับสาวๆ ทว่านั่นเป็นเพียงภายนอกที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นเท่านั้น เพราะนิสัยจริงๆ ไม่ได้สดใสดั่งรอยยิ้มเขาสักเท่าไร
ตอนพิเศษ 2 จบรถจอดสนิทตรงลานเล่นน้ำ เสียงเพลงสงกรานต์ดังคลอคลื่นผู้คนที่เดินสวนกันไปมา บรรยากาศคึกคักแต่ไม่วุ่นวายเกินไป แดดบ่ายสะท้อนหยดน้ำที่ลอยในอากาศเป็นประกายระยิบทัชชาเดินอยู่ข้างไทเกอร์ตลอด มือหนึ่งถือปืนฉีดน้ำ อีกมือเกาะแขนเขาไว้หลวมๆ เหมือนเผลอทำโดยไม่รู้ตัวไทเกอร์ก้มมองแล้วก็ยิ้ม เขาไม่ได้พูดอะไร แค่ปล่อยให้เธอเกาะแบบนั้น ไม่นานนัก กลุ่มสาวสองสามคนเดินเข้ามาใกล้ หนึ่งในนั้นถือกระป๋องแป้งดินสอพอง ยิ้มสดใส“พี่คะ ขอปะแป้งหน่อยได้ไหมคะ” เสียงใสเอ่ยถาม พร้อมยื่นมือมาทางไทเกอร์ไทเกอร์ชะงักไปนิดเดียว ก่อนจะหันไปมองทัชชาโดยอัตโนมัติ ทัชชาเองก็หยุดเดินทันที เธอไม่ได้ทำหน้าดุ ไม่ได้พูดแรง แค่ขยับเข้าไปยืนใกล้เขามากขึ้นอีกนิด แล้วเอียงศีรษะมองด้วยสายตานิ่งๆ“เอ่อ…” สาวคนนั้นเริ่มชะงักเมื่อเห็นท่าทีทัชชายกมือขึ้นแตะแก้มไทเกอร์เบาๆ เหมือนเช็กอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างสุภาพ“ขอโทษนะคะ วันนี้แก้มพี่เขามีเจ้าของแล้วค่ะ”คำพูดไม่ได้แข็ง แต่ชัดเจนพอจะทำให้คนฟังเข้าใจ ไทเกอร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ พลางยกมือขึ้นโบกนิดๆ เป็นเชิงขอโทษ“โทษทีนะครับ”กลุ่มสาวหัวเราะเขินๆ ก่อนจะถอยออกไปอย่า
ตอนพิเศษ 1เทศกาลสงกรานต์ทัชชายืนมัดผมอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำคอนโดฯไทเกอร์ เธอมัดผมจุกสองข้างและติดทานตะวันดอกใหญ่ไว้บนหัว“จริงจังขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ไทเกอร์เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องน้ำ กอดอกและพิงกรอบประตูมองแฟนสาวอย่างยิ้มๆ“นานๆ ได้เล่นน้ำวันสงกรานต์ ขอนิดหนึ่งนะคะ” เธอหันมามองเขา ก่อนจะเดินเข้ามาจุ๊บริมฝีปากหนาเบาๆ “พี่ก็รีบแต่งตัวสิคะ เดี๋ยวพวกพี่ซานพี่กรีนรอนานนะ”“พี่จะใส่เสื้อฮาวายทับเสื้อกร้ามกับกางเกงขาสั้น โอเคไหม”ทัชชาหันกลับมามองเขาอีกครั้ง พอเห็นว่าไทเกอร์ยืนนิ่งรอคำตอบอยู่ เธอก็ก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงก่อนจะยกมือแตะปกเสื้อฮาวายที่เขายังไม่ได้ใส่ด้วยสีหน้าเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง“ใส่ได้ค่ะ…หล่ออยู่แล้วนี่นา”เธอพูดเสียงเบา แต่ต่อให้พูดชมยังไง แววตากลับมีความกังวลบางอย่างซ่อนอยู่ไทเกอร์เลิกคิ้วขึ้นนิดๆ“ทำหน้าแบบนั้น ทำไมคะ หึง?”ทัชชาเชิดหน้าหน่อยๆ แล้วทำเป็นปัดผมตัวเอง“ไม่ได้หึงสักหน่อยค่ะ แค่…” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเต็มๆ “พี่ห้ามให้ผู้หญิงคนอื่นปะแป้งแก้มพี่นะคะ”ไทเกอร์เบิกตาน้อยๆ ด้วยความขำ“หืม? ออกคำสั่งเหรอ”“ใช่ค่ะ ออกคำสั่ง” เธอพูดเสี
บทที่ 50 THE ENDหลังจากเก็บโต๊ะกันเสร็จ ไทเกอร์ก็พาทัชชาเดินออกมาที่สวนหลังบ้าน สนามหญ้ากว้างที่เต็มไปด้วยต้นลีลาวดีและแสงแดดอุ่นๆ ของบ่ายวันเสาร์ เสียงลมพัดเอื่อยทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆทัชชาเดินตามเขาอย่างเงียบๆ ใจยังเต้นแรงแต่เป็นจังหวะที่เต็มไปด้วยความสุขมากกว่าเดิม หลายครั้งที่เธอหันไปมองหน้าต่างบ้านหลังนั้น เห็นแม่ไทเกอร์มองตามมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ราวกับฝากลูกชายไว้กับเธออย่างเต็มใจไทเกอร์หยุดเดินตรงศาลาไม้เล็กๆ กลางสวน ก่อนหันมาหาเธอ“เป็นไงคะ ผ่านด่านพ่อแม่พี่แล้วไหม”ทัชชาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ“ผ่านแบบไม่ต้องแก้ตัวเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่พี่น่ารักมาก”“ก็บอกแล้วไง” เขายื่นมือมาดึงเอวเธอเข้าหาตัว ก่อนโน้มใบหน้าลงมาใกล้“น่ารักพอๆ กับแฟนพี่นั่นแหละ”“พี่ไทเกอร์!” เธอตีไหล่เขาเบาๆ หน้าแดงจัด แต่มุมปากก็ยกยิ้มไม่หยุดไทเกอร์หัวเราะในลำคอ ก่อนรั้งเธอให้นั่งข้างๆ บนเก้าอี้ไม้ยาวเสียงสายน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาข้างศาลาดังคลอตามธรรมชาติ เขาเอนหลังพิงเสา มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนจนทัชชาต้องใจสั่น“ตั้งแต่คบกันมา…” เขาพูดเสียงเบาแต่ชัด “พี่ไม่เคยพาใครเข้ามาพบพ่อแม่เลยนะคะ นอกจากเรา”ทัช
บทที่ 49 สัญญาเขาและเธอคบกันมาในฐานะแฟนได้ราวสองเดือนแล้ว ช่วงเวลาที่เหมือนจะสั้น แต่กลับเต็มไปด้วยความผูกพันที่ลึกขึ้นทุกวัน และในวันหยุดสัปดาห์นี้ ไทเกอร์ก็ถือโอกาสพาทัชชาออกมาเดินเล่นที่ห้างด้วยกันแบบสบายๆ“อยากกินอะไรไหมคะ เดี๋ยวพี่พาไป” ไทเกอร์ถามพลางจับมือเธอไม่ปล่อยทัชชาหันมามองเขาอย่างเป็นห่วง“วันนี้พี่พาชามาซื้อของทั้งที ชาต้องเป็นฝ่ายถามมากกว่านะคะ ว่าพี่อยากกลับไปพักไหม ชาเห็นพี่ทำงานทั้งคืนเลย กลัวพี่พักผ่อนไม่พอ”“สบายมากค่ะ” เขายิ้มบางๆ “ช่วงใกล้จบก็แบบนี้แหละ งานเยอะหน่อย แล้วพี่ก็มีงานที่บริษัทพ่อแม่รออยู่ด้วย ค่อยๆ ทำไป เดี๋ยวก็เสร็จ”ทัชชาพยักหน้าเบาๆ“ดีจังค่ะ พ่อชาก็บอกไว้เหมือนกันว่า ถ้าเรียนจบจะให้ชาเข้าไปช่วยงานที่บริษัท”ไทเกอร์ชะงักเล็กน้อย ก่อนหันมามองหน้าเธออย่างจริงจังขึ้น“ว่าไป…พี่ยังไม่ได้พาชาไปเจอพ่อแม่เลยนะ เราอยากไปไหม”ทัชชาหลุบตาลงนิดหนึ่ง ความกังวลแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน“จะดีเหรอคะ พ่อแม่พี่ไทเกอร์จะรับชาไหม คือ…ชากลัวนิดหน่อยค่ะ”ไทเกอร์จับมือเธอแน่นขึ้นอย่างให้ความมั่นใจ“ทำไมจะรับไม่ได้ล่ะคะ พ่อแม่พี่ใจดีมากนะ”เธอสูดหายใจเบาๆ ก่อนส่งยิ้มกล
บทที่ 48 ออกตัวหลายสัปดาห์ต่อมาทัชชานั่งอ่านหนังสืออยู่กับเพื่อนที่ประจำในช่วงบ่ายระหว่างรอเข้าเรียนอีกหนึ่งคลาส เธอพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีคนมายืนอยู่ด้านหลัง แล้วเงาของเขาก็ทอดลงมา รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าเธอทันที“ทำอะไรอยู่เหรอคะคนดี” ไทเกอร์โน้มตัวลงกระซิบเสียงพร่าข้างหู แล้ววางกล่องโดนัทกับน้ำหวานลงบนโต๊ะ“กำลังอ่านหนังสือค่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีสมาธิแล้ว”“ทำไมล่ะคะ?” เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกับเธอ“ก็ขนมมันล่อตาล่อใจ”“งั้นกินเยอะๆ นะคะ แบ่งกันกินนะครับ” ไทเกอร์เงยหน้าบอกเพื่อนของทัชชาแบ่งโดนัทไปกิน “ส่วนเราก็กินเยอะๆ นะ เดี๋ยวแก้มหาย” ไม่ว่าเปล่า เขายังยกมือขึ้นมาลูบแก้มเธอด้วยความมันเขี้ยวอีกเพื่อนของทัชชาที่คอยสังเกตอยู่เงียบๆ หลุดหัวเราะคิกทันทีเมื่อเห็นไทเกอร์ทั้งหวง ทั้งอ้อน ทั้งเอาใจแฟนแบบไม่สนใจสายตาคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อยทัชชาที่โดนลูบแก้มจนหน้าแดงจัด รีบตีหลังมือเขาเบาๆ“พี่ไทเกอร์… คนมองอยู่ค่ะ”“ก็ให้เขามองไปสิคะ” เขาตอบหน้าตาย ก่อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกจนปลายจมูกแทบชนแก้มเธอ “แฟนพี่ทั้งคน พี่ไม่อายหรอก”คำพูดนั้นทำเอาเพื่อนทัชชาตาโต“โอ้โ
บทที่ 47 สถานะมีแฟนแล้วเช้าวันต่อมาแสงเช้าอ่อนๆ รอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาแตะผิวเบาๆ ความอบอุ่นแรกที่ทัชชารับรู้ไม่ใช่จากแสงแดด แต่เป็นจากแขนหนักๆ ของไทเกอร์ที่กอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปไหนเธอกะพริบตาช้าๆ พลางสูดลมหายใจลึก กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นกายของเขายังคงติดอยู่บนผ้าปูที่นอน และบนตัวเธอเอง เป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจเธอเต้นช้าลงอย่างประหลาด จนกลายเป็นความละมุนที่แผ่ซ่านไปทั่วอกไทเกอร์ยังไม่ตื่น ดวงหน้าคมสันซุกอยู่ข้างขมับของเธอ ลมหายใจสม่ำเสมอรดแก้มอุ่นๆ ของทัชชาอย่างแผ่วเบา มือใหญ่ที่พาดอยู่ตรงเอวค่อยๆ ขยับเล็กน้อย เหมือนคนละเมอหวงกอดทัชชาเหลือบมองเขาอย่างแผ่วใจ ภาพเขาเมื่อคืนแวบเข้ามา แต่เธอสลัดมันออกไปอย่างขวยเขินเช้านี้เธออยากจำแค่ความรู้สึกอ่อนโยนตรงหน้า ร่างบางขยับปลายนิ้วไล้หลังมือของเขาเบาๆ“พี่ไทเกอร์…” เสียงเธอแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว เหมือนเสียงนั้นไปปลุกบางอย่างในตัวเขาไทเกอร์ขมวดคิวนิดๆ ก่อนจะเผยอเปลือกตาขึ้น แววตาคมที่ปกติแข็งกร้าวกลับดูอ่อนลงมากอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเห็นว่าเธอยังอยู่ตรงอ้อมแขน“ตื่นแล้วเหรอคนดี” เขาพึมพำเสียงทุ้มต่ำ ง่วงๆ ทั้งอบอุ่นอย่างน







