LOGINบทที่ 2 แค่ซ้อมเป็นของตาย
เวลาสองทุ่มกว่า สตางค์วางถุงของชอปปิงลงบนพื้นห้องพัก ก่อนตะเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอนด้วยความเมื่อยล้า ขณะเดียวกัน โทรศัพท์ก็สั่นครืดสองครั้ง เธอไม่ได้รีบร้อนหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน แต่ปล่อยให้มันสั่นอยู่อย่างนั้นจนในที่สุด ก็มีสายเรียกเข้า
ร่างบางดันตัวลุกขึ้น คว้าหยิบโทรศัพท์มากดรับสาย
“ค่ะ”
(เพิ่งรู้เหรอว่าโทรศัพท์มีปุ่มรับสาย)
“รู้ค่ะ แต้ไม่ได้ยิน”
(แน่ใจเหรอว่าจะตอบแบบนี้จริงๆ)
“ตังค์เพิ่งกลับจากห้าง” เธอลากไล้ปลายนิ้วชี้กับผ้าปูเบาๆ ขณะรอฟังคนปลายสาย แต่เขากลับเอาแต่เงียบใส่ “ทำไมเหรอคะ ตังค์แค่เงียบไปไม่นานเอง ดูพี่ฝุ่นหงุดหงิดมากนะ”
(จะเอาแบบนี้จริงๆ เหรอ)
“แบบไหนล่ะคะ ตังค์ไม่เข้าใจ”
(หึ!)
สตางค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเขาสั้นๆ และฟังดูเหมือนคนที่กำลังพยายามเก็บอารมณ์เดือดๆ ไว้ใต้ผิวบางๆ ของความนิ่งนั้น เธอสูดลมหายใจเข้า รวบรวมความกล้าเล็กน้อยก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูให้ชิดกว่าเดิม
“พี่ฝุ่นเป็นอะไรคะ ทำไมต้องถอนหายใจแรงขนาดนั้นด้วย”
(เปล่า)
น้ำเสียงเขาแผ่วต่ำ แข็งกระด้างกว่าทุกที เหมือนแค่คำเดียวก็พอจะบอกได้แล้วว่าเขาไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่สตางค์กลับทำเพียงย่นจมูก พลิกตัวนอนคว่ำลงบนเตียงเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร
“ไม่พอใจอะไรตังค์อีกล่ะคะ คราวนี้ขอเหตุผลแบบพูดรู้เรื่องหน่อย”
(หึ…จะให้พี่พูดจริงๆ เหรอ)
“ก็พูดมาสิคะ” เสียงเธอไม่ได้สูงขึ้น แต่ความดื้อเงียบของเธอกลับเด่นชัดกว่าเดิมเสียอีก “หรือพี่ฝุ่นกลัวว่าตังค์จะเถียง”
เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง เงียบแบบที่สตางค์รู้ดีว่าไม่ใช่เพราะคิดคำตอบ แต่เพราะกำลังข่มอารมณ์ไม่ให้หลุดเสียงเหวี่ยงใส่เธอ
(สตางค์)
“คะ”
(อย่าเล่นแบบนี้)
เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ริมฝีปากยกยิ้มจางๆ ทั้งที่รู้ว่าเขากำลังเดือด
“ตังค์ไม่ได้เล่นค่ะ ตังค์แค่ซ้อมเฉยๆ”
(ซ้อมอะไร)
“ซ้อมเป็นของตายไงคะ” เธอเอ่ยเรียบๆ ก่อนพลิกตัวนอนตะแคง ขาไขว่ห้างบนผ้าปูร่นๆ “แต่ดูเหมือนพี่…จะไม่ค่อยพอใจเท่าไรนะคะ”
ปลายสายเงียบกริบ เงียบแบบที่เธอแทบจะได้ยินเสียงความอดทนของเขาขาดผึงในหัวตัวเอง
(…สตางค์) เสียงเขาต่ำลงอีก เหมือนควันหนาทึบกำลังปกคลุมปลายสาย (จะเอาแบบนี้ใช่ไหม)
“ก็พี่ไม่ได้เป็นเจ้าตังค์นี่คะ จะให้รายงานตัวตลอดก็ไม่ไหว”
(ดีมาก…ยั่วกันเก่งแบบนี้ อย่าให้เจอตัว)
สตางค์ยิ้ม ยิ้มแบบรู้ทั้งรู้ว่าเธอนี่แหละคือคนที่ทำให้เขาหวงเป็นหมาบ้าได้ ทั้งที่สถานะไม่เคยชัดเจนเลยสักครั้งเดียว
และตอนนี้…เขาหงุดหงิดจนเก็บแทบไม่อยู่แล้ว
“ตังค์ไม่รู้ว่าแค่สถานะของตาย ที่พี่ให้มา…จะทำให้พี่หัวเสียได้ขนาดนี้ ขอโทษนะคะ” เธอยิ้มมุมปากบางๆ “งั้นแค่นี้นะคะ ตังค์จะอาบน้ำนอนพักผ่อนแล้ว” เธอไม่รอฟังคำพูดจากปากเขาก็รีบกดวางสาย สิ้นเสียงสัญญาณสตางค์ก็โยนโทรศัพท์ไปอีกที่หนึ่งพร้อมถอนหายใจเบาๆ “ก็แค่ของตายไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนี้ด้วย”
เช้าวันถัดมา ลมอ่อนๆ พัดเอากลิ่นขนมปังหอมหวานออกมาจากคาเฟเล็กๆ หน้าคณะ สตางค์นั่งเอนหลังบนเก้าอี้หวายตัวเดิม มือหนึ่งถือแก้วน้ำปั่นสีชมพู อีกมือจับคุกกีกัดเข้าปาก เธอดูสบายใจราวกับเมื่อคืนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนสองคนตรงข้ามกำลังคุยกันคิกคักถึงอาจารย์หนุ่มหล่อในเที่ยงนี้ ทว่าเธอกลับฟังอย่างไม่จริงจังนัก ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อย
‘…ก็แค่ของตายไม่ใช่เหรอ’
ประโยคนั้นย้อนกลับขึ้นมาในหัวอีกครั้ง จนเธอต้องเม้มปากแน่นก่อนจะดูดน้ำปั่นกลบความรู้สึกขมๆ ที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
เสียงกระดิ่งประตูคาเฟดังกรุ๊งกริ๊ง สตางค์ยังไม่คิดจะหันไปมอง จนเพื่อนเธอสะกิดด้วยข้อศอกเบาๆ
“ตังค์…นั่นพี่ไต้ฝุ่นปะวะ”
หัวใจเธอสะดุดวูบ กว่าจะหันไปมองก็ช้าไปครึ่งจังหวะ และนั่นก็ทำให้เธอชะงักหนักกว่าเดิม เพราะสายตาของไต้ฝุ่นกำลังมองตรงมาเหมือนรู้ทันทุกอย่าง
เขายืนอยู่หน้าประตูในชุดชอปวิศวะโยธา แถมยังสวมแว่นกันแดดบดบังสายตาคมไว้ สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาภายใต้กรอบแว่นดำกลับเย็นจัดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
สตางค์หน้าเสียวูบ เพราะเธอโกหกว่ามีเรียนเช้า แล้วนี่อะไร ดันมาโผล่นั่งกินน้ำปั่นตีพุงกับเพื่อนหน้าคาเฟด้านนอกเฉย
ไต้ฝุ่นเดินตรงเข้ามา ไม่รีบร้อน ไม่เร่งร้อน แต่ทุกก้าวเหมือนกดลมหายใจของเธอให้แผ่วลงทีละนิดๆ
“มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ?” เขาถามเสียงเบา แต่กดน้ำหนักจนโต๊ะทั้งโต๊ะเงียบ
สตางค์วางแก้วลงทันที ก่อนจะพยายามยิ้มกลบไหว
“ก็…เลิกเร็วน่ะค่ะ เลยมากินนมปั่นกับเพื่อนต่อ”
ไต้ฝุ่นเลิกคิ้วช้าๆ ริมฝีปากกระตุกยิ้มเย็น
“เหรอ? แปลกดีนะ…เมื่อเช้าพี่แวะเข้าไปคณะเรา แต่ไม่เห็นรายชื่อคลาสเราสักวิชา”
เพื่อนสตางค์กลืนน้ำลายแทบไม่ทัน รีบหันไปมองเธออย่างร้อนตัว ตอนนี้ใจเธอเต้นแรงจนเกือบหลุดสีหน้า แต่เธอก็ยังฝืนยิ้ม ขณะที่เสียงหัวใจตัวเองดังกว่าความกล้า
“นักศึกษามหา'ลัยอื่นสามารถเข้าไปดูคลาสเรียนคนอื่นได้เหรอคะ” สตางค์เงยหน้าถาม “หรือว่า…พี่ฝุ่นตามเช็กตังค์ถึงนี่?”
เขายิ้มมุมปาก ยิ้มแบบคนที่ทั้งรู้ตัวว่ากำลังหงุดหงิดกับคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของสตางค์ และกำลังโกรธที่เธอทำให้เขารู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง
“แค่สงสัยว่าของตายที่พูดเมื่อคืน…ต้องโกหกด้วยไหม”
ประโยคนั้นทำให้สตางค์สะอึก เหมือนลมหายใจถูกดึงออกจากร่างไปชั่วครู่ แก้วนมปั่นในมือเย็นจัด แต่ฝ่ามือของเธอร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนของเธอรีบลุกออกอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ทั้งคู่เผชิญหน้ากันเพียงลำพัง
ไต้ฝุ่นขยับเข้าใกล้ เอื้อมมือมาหยิบแก้วนมปั่นเธอไปวางด้านข้าง ก่อนกระซิบเสียงต่ำ
“ถามจริงๆ นะตังค์… เราอยากให้พี่หวงจนต้องปั่นเรื่องโกหกขนาดนี้เลยเหรอ”
และนั่นก็ทำให้สตางค์รู้เลยว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ได้จบง่ายๆ แน่
THE ENDสองสัปดาห์หลังจากงานหมั้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เรียบง่าย ไม่มีแขก ไม่มีพิธี ไม่มีดอกไม้ประดับเต็มบ้าน มีเพียงวันธรรมดาที่เริ่มต้นและจบลงด้วยชื่อของกันและกันคอนโดใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ห้องขนาดพอดี ไม่ใหญ่โต แต่โปร่งสบาย แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาทุกวัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ที่ทั้งสองตั้งใจจะเรียกมันว่าบ้านอย่างจริงจังวันแรกที่สตางค์ย้ายเข้ามา เธอลากกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักเข้ามาในห้อง ไต้ฝุ่นยืนพิงผนัง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ หัวใจเต้นแรงกว่าตอนยืนในงานหมั้นเสียอีก“เอากระเป๋าไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดตู้ให้” เขาพูดพลางรับกระเป๋าจากมือเธอ สตางค์เดินสำรวจห้องช้าๆ นิ้วแตะขอบโต๊ะ ขอบโซฟา เหมือนกำลังทำความคุ้นเคย“มันรู้สึกแปลกนะคะ เหมือนมาอยู่บ้านตัวเองจริงๆ”ไต้ฝุ่นเงยหน้ามอง ก่อนจะเผลอยิ้มตาม“ก็บ้านเราแล้วนี่” คำว่า เรา หลุดออกมาง่ายดายจนทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ชีวิตร่วมกันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย ตอนเช้าไต้ฝุ่นตื่นก่อน อาสาทำกาแฟให้ ส่วนสตางค์เตรียมอาหารเช้าง่ายๆ บางวันเขาออก
บทที่ 44 หมั้นหมายสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นหลังจากวันที่ไต้ฝุ่นตัดสินใจเข้าไปคุยกับทางบ้านของสตางค์ เรื่องที่เคยหนักอึ้งในใจกลับค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความจริงใจของเขา และท่าทีสุขุมที่ไม่ค่อยได้เห็นจากไต้ฝุ่น ทำให้บรรยากาศวันนั้นผ่านไปด้วยดีและวันนี้ก็มาถึงเช้าวันหมั้น บ้านของสตางค์ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู โทนสีครีมและขาวถูกขับด้วยดอกไม้สดสีอ่อนที่จัดวางอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดอกมะลิและกุหลาบลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงพูดคุยเบาๆ ของญาติผู้ใหญ่ผสมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ทำให้บรรยากาศอบอุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธีสตางค์ในชุดไทยสีอ่อนนั่งอยู่ในห้องรับรอง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเขินอาย มือเล็กประสานกันแน่นบนตัก แม้จะดูนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกขณะเดียวกัน ไต้ฝุ่นยืนอยู่หน้าบ้านในชุดสูทสุภาพเรียบร้อย ผิดจากภาพลักษณ์ดิบๆ ที่ใครหลายคนคุ้นเคย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ แม้สีหน้าจะนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน“ใจเย็น
บทที่ 43 คนขี้อายผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงบนม้านั่งข้างๆ กับไต้ฝุ่นและไทเกอร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม“กาแฟมาแล้วครับคุณผู้ชาย” ซานแกล้งแซว แล้วเลื่อนแก้วกาแฟไปตรงหน้าเพื่อน“ตังค์ทอนล่ะ?” ไต้ฝุ่นแบมือขอเงินทอนคืนจากซาน แต่ซายกลับไหวไหล่เบาๆ“ไม่คืน ค่าเสียเวลาเดินไปซื้อ”“ไอ้ห่า ทำอย่างกับบ้านมึงจน”“มึงบอกกูเองนี่นา ว่าเงินทอนเหลือเอาอะไรมาก็ได้”“แล้วมึงซื้ออะไรมา”“ก็ซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง เอาไปไว้ที่รถแล้ว”“ไอ้นี่ มึงก็เห็นด้วยกับมันเหรอไอ้เสือ”“เปล่า กูไม่ได้สนใจมัน กูคุยโทรศัพท์กับชาอยู่”ไต้ฝุ่นลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้ามองรายงานตรงหน้า“พวกมึง”“ว่า/ว่า” ทั้งซานและไทเกอร์ขานรับพร้อมกัน“กูว่า…กูจะขอสตางค์หมั้นไว้ ดีไหมวะ”ซานกับไทเกอร์ชะงักไปพร้อมกัน บรรยากาศบนม้านั่งเงียบลงชั่วอึดใจ เหลือเพียงเสียงนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมา ซานเป็นคนแรกที่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ“เดี๋ยวนะ กูได้ยินถูกไหมว่า มึงจะขอน้องตัง์หมั้น?”ไทเกอร์ละสายตาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ เงยหน้ามองเพื่อนสนิท สีหน้าจริงจังกว่าซานเล็กน้อย“มึงแน่ใจแล้วเหรอฝุ่น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม”ไต้ฝุ่นไม่เ
บทที่ 42 สัมผัสที่คุ้นเคยแสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง ทาบลงบนเตียงที่ยังอุ่นจากร่องรอยของเมื่อคืน สตางค์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของไต้ฝุ่นในระยะใกล้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม ต่างจากตอนตื่นที่มักเจ้าเล่ห์เสมอเธอเผลอมองเขานานกว่าที่คิด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วขยับตัวจะลุก แต่ยังไม่ทันได้ขยับมากนัก แขนที่กอดอยู่ก็รั้งเธอกลับไป“จะหนีไปไหนตั้งแต่เช้า” เสียงงัวเงียกระซิบใกล้หู“ตังค์ไม่ได้หนีค่ะ แค่จะลุก” เธอตอบเบาๆ แต่ท่าทางที่ยังซบอยู่บนอกเขากลับสวนคำพูด ไต้ฝุ่นลืมตาขึ้น มองเธอจากมุมต่ำ รอยยิ้มขี้เกียจแต่แฝงความพอใจปรากฏชัด“เช้าแบบนี้พี่ว่าตรงนี้น่าอยู่กว่าเยอะ”สตางค์หัวเราะในลำคอ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยไหลลงมาข้างแก้ม เสื้อบางๆ ที่เธอสวมอยู่เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียนโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ตัวดีว่าเขามองอะไรอยู่“พี่ฝุ่นอย่ามองแบบนั้นสิคะ”“แบบไหน” เขาถามกลับ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “พี่แค่มองแฟนตอนเช้าเอง”คำว่า แฟน ทำให้หัวใจเธอสะดุดเล็กน้อย สตางค์เม้มริมฝีปาก แต่สายตาที่หลบกลับเต็มไปด้วยความเขินปนพอใจ“พูดเพรา
บทที่ 41 โหยหา NC+++ (100%)เสียงลมหายใจสอดประสานกันดังกลบความเงียบในห้องนั่งเล่น แสงไฟอุ่นส่องเงาคู่ของทั้งสองทาบทับบนผนังราวกับภาพที่คุ้นตา สตางค์หลับตาลง ปล่อยให้จังหวะที่เธอรู้จักดีพาอารมณ์ไหลไปข้างหน้า ทุกการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ร่างกายสื่อสารแทนความคิดได้ชัดเจนกว่าไต้ฝุ่นก้มกระซิบใกล้ใบหู เสียงต่ำพร่าทำให้หัวใจเธอสะดุด เขาไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย เหมือนรู้ดีว่าควรหยุดตรงไหนและควรไปต่อเมื่อไร ความคุ้นเคยทำให้ทุกสัมผัสมีความหมาย เป็นทั้งแรงดึงดูดและความไว้ใจที่ก่อตัวมานานสตางค์ขยับรับอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือเธอเกาะยึดเสื้อเขาไว้ราวกับสมอ ความร้อนระอุไม่ได้ปะทุเป็นไฟโหม แต่ค่อยๆ ซึมลึก เข้าถึงอารมณ์ในส่วนที่คำพูดแตะไม่ถึง เสียงหัวใจเต้นสอดรับกันเป็นจังหวะเดียว เร่าร้อน อ่อนหวาน และคุ้นเคยจนไม่ต้องตั้งคำถามในห้องที่เต็มไปด้วยเงาและแสง ทั้งสองปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งชั่วคราว เหลือเพียงความรู้สึกที่แนบแน่นและจังหวะที่รู้จักดี วินาทีนั้นไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการอยู่ตรงนี้ด้วยกัน“อื้อ~ พี่ฝุ่นอย่ากระแทกถี่ๆ แบบนี้สิ ตังค์จะเสร็จ” เธอกัดปากแน่น มือกำเข้าหากันจนข้อซีด
บทที่ 40 โหยหา NC ++รถเคลื่อนตัวออกจากสนามแข่งได้ไม่นาน สตางค์ก็หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ“เจ้าอ้วนเป็นยังไงบ้างคะ โตเท่าไรแล้วอะ”“หึ ก็สูงกว่าเดิม ผอมลงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วง กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับพี่แน่”“แหงสิคะ พี่ฝุ่นดุมันนี่นา”“หึหึ” ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตีไฟเลี้ยวไปอีกทาฃหนึ่ง ซึ่งสตางค์จำได้แม่นว่านั่นทางกลับคอนโดเขา“ไม่ได้จะพาตังค์กลับห้องเหรอ”“กลับสิทแต่เป็นห้องพี่”“ร้ายกาจนะคะ ตังค์จะเชื่อใจพี่ได้ไหมเนี่ย”ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก ไม่ตอบในทันที รถแล่นเรียบไปตามถนนยามเย็น แสงไฟสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้น สตางค์เผลอมองเงาสะท้อนบนกระจก เห็นสีหน้าเขานิ่งแต่แววตากลับอ่อนลงอย่างประหลาด“เชื่อใจพี่สิ” เสียงเขาต่ำลงนิดเดียว เหมือนตั้งใจให้ได้ยินแค่เธอ “ถ้าไม่เชื่อ พี่คงไม่กล้าพาตังค์มาทางนี้”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุด สตางค์เม้มปาก กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รถชะลอเข้าจอดริมทางเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไต้ฝุ่นดับเครื่อง ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ระยะใกล้เกินกว่าจะหลบสายตาได้“ทำไมมองแบบนั้นคะ” เธอถามเสียงเบา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไงเขาเอื้อมมือมาจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ เงี







