LOGINบทที่ 3 ดื้อเงียบ
โต๊ะทั้งโต๊ะเหมือนถูกบีบด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
สตางค์รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวข้นเหนียวจนหายใจติดขัด ยิ่งไต้ฝุ่นจ้องเธอด้วยสายตาแบบนั้น นิ่ง เย็น และอ่านเธอออกจนหมด หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นแรงจนปวดหน่วงในอก
เธอพยายามตั้งสติและผละตัวออกห่างเล็กน้อย
“ตังค์…ไม่ได้อยากให้พี่โกรธ แค่”
“พอ” ไต้ฝุ่นตัดบททันที น้ำเสียงเรียบและเฉียบจนเธอสะดุ้ง เขาไม่รอฟังเหตุผล ไม่แม้แต่จะเหลือช่องว่างให้เธออธิบาย ไต้ฝุ่นจับข้อมือเธอเบาๆ แต่แน่นพอให้เธอรู้ว่ามันไม่ใช่คำขออนุญาต เป็นคำสั่งมากกว่ก “ลุก”
เพียงคำเดียว เธอจำต้องลุกตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อนๆ ของเธอเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตาไต้ฝุ่น ตอนที่เขาพาเธอออกจากคาเฟไปทางลานจอดรถด้านหลัง
ทุกก้าวที่เดินตามหลังเขาไป สตางค์รู้สึกเหมือนถูกลากเข้าไปในสนามสอบที่ไม่มีเฉลย ไม่มีคำใบ้ และเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดอะไรหนักขนาดไหน
เมื่อถึงรถ ไต้ฝุ่นเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารแรงกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะโมโหจนคุมไม่อยู่ แต่เพราะเขาควบคุมตัวเองมากเกินไป นั่นต่างหากที่ทำให้มันน่ากลัวกว่าเดิม
สตางค์กัดริมฝีปาก ก่อนจะนั่งลงในรถอย่างว่าง่ายเสียงประตูปิดดัง ปัง! ตัดขาดเธอออกจากโลกภายนอกทันที ราวกับตอนนี้มีเพียงเขาและความผิดของเธอเท่านั้น
ไต้ฝุ่นอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ มือเขากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดข้างข้อมือปูดขึ้นแต่สีหน้ายังคงนิ่งเรียบ จนสตางค์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ข้างภูเขาน้ำแข็งที่พร้อมถล่มลงมาทุกเมื่อ
“พี่ฝุ่น…” เธอเรียกเสียงเบาอย่างระมัดระวัง
เขาเหลือบมองเธอแค่เสี้ยววินาที ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบจนเหมือนถูกคมมีดกรีด
“ถ้าจะเรียกร้องความสนใจ เธอควรคิดวิธีที่ฉลาดกว่าการโกหกแบบเด็กๆ นะสตางค์”
สตางค์ใจหล่นวูบ แก้มร้อนและชาไปพร้อมกัน เธออ้าปากจะเถียง แต่เขาพูดต่อทันที ไม่ให้ช่องว่างแม้ครึ่งลมหายใจ
“พี่ไม่ได้หวงจนต้องตามดูตารางเรียน แต่พี่ไม่ชอบให้ใครโกหก โดยเฉพาะคนที่คืนก่อนยอมรับข้อตกลง ว่าจะเป็นแค่ของตาย” น้ำเสียงเขาไม่ดัง แต่หนักจนเหมือนกระแทกเข้าอกเธอเต็มแรง
สตางค์ก้มหน้าหลบพลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
ไต้ฝุ่นมองเธออยู่นาน ก่อนพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจ
“ไม่มีเวลามาเล่นตามอารมณ์เราหรอกนะ” และคำพูดนั้น… เย็นชาเกินกว่าจะปิดบังได้ว่าเขา โกรธจริง จนเก็บไม่อยู่แล้ว
สตางค์ยังคงก้มหน้าอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเครื่องยนต์ที่เพิ่งถูกสตาร์ตดังหึ่งขึ้นมาเบาๆ แต่กลับไม่ดังเท่าเสียงหัวใจเธอที่เต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
เธอรู้ว่าเขาโกรธ รู้ว่าเขาไม่ชอบให้เธอโกหก รู้ว่าพูดคำเมื่อคืนมันแทงเขาแรงกว่าที่ตั้งใจ แต่ยิ่งเขาพูดเย็นชาใส่แบบนี้ ยิ่งทำท่ากดเธอลงเหมือนเธอเป็นเด็กที่เผลอทำผิด บางอย่างในสตางค์ก็เด้งขึ้นมาอย่างดื้อด้าน
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นิ่งจนฟังเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“ค่ะ…งั้นพี่ไม่ต้องสนใจตังค์ก็ได้ค่ะ”
ไต้ฝุ่นหันมามองทันที แววตาเขาคมกริบ ไม่พอใจกับความนิ่งเฉยของเธอสักนิด แต่สตางค์ยังไม่หยุด เธอตอบกลับช้าๆ แบบจงใจ
“ตังค์ไม่ได้เรียกร้องความสนใจพี่ฝุ่นนะคะ จะคิดแบบนั้นก็เรื่องของพี่เลยค่ะ” คำพูดเธอนุ่ม แต่แฝงแรงต่อต้านดื้อๆ จนรู้สึกได้
เขากัดฟันแน่นนิดเดียว เป็นท่าที่เธอคุ้น เพราะเขาทำมันทุกครั้งที่กำลังจะหมดความอดทน
สตางค์หันหน้าออกไปทางกระจก มองถนนราวกับไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ มือเรียววางบนตักอย่างสงบ แต่ปลายนิ้วกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด นั่นคือการดื้อเงียบในแบบของเธอ
ไม่โวยวาย
ไม่อธิบาย
ไม่ประจบสอพลอ
แค่ปิดใจเงียบๆ แล้วจงใจทำให้เขาหงุดหงิดกว่าเดิม
ไต้ฝุ่นมองหน้าเธออยู่นาน มันเงียบจนเหมือนห้องโดยสารอัดแน่นด้วยความตึงเครียดแทบระเบิด สุดท้ายเขาเอ่ยเสียงต่ำ นิ่ง แต่ฟังออกว่าเริ่มไม่พอใจจริงๆ
“นี่เรากำลังต่อต้านพี่อยู่ใช่ไหม สตางค์”
แต่สตางค์ไม่ขยับ ไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขา เธอปล่อยให้ความเงียบเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่าอะไรทั้งหมด
บรรยากาศในรถนิ่งจนเหมือนอากาศรอบตัวหยุดไหล เสียงเครื่องยนต์เบาๆ ยังดัง แต่กลับเหมือนอยู่ไกลออกไปทุกที
ไต้ฝุ่นจ้องหน้าสตางค์เหมือนต้องการคำตอบ แต่เธอก็ยังคงนิ่ง นิ่งจนรู้สึกเหมือนกำแพงใสแข็งๆ ถูกยกขึ้นมากั้นกลางระหว่างพวกเขา
เธอขยับตัวเล็กน้อย พิงศีรษะกับกระจก หันหน้าออกไปทางถนน ปล่อยให้แสงแดดเฉียงๆ ยามสายส่องทอดบนแก้มเธอที่ซีดลงเพราะความเครียดที่ไม่ยอมแสดงออก ความดื้อเงียบของสตางค์ไม่ใช่การโกรธ แต่เป็นการหุบตัวแบบคนที่ไม่อยากให้ใครเห็นแผลของตัวเอง
เธอเอ่ยเสียงเรียบ เบาบางจนเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าเขา
“ตังค์เหนื่อยค่ะ… จะให้ตังค์พูดอะไรตอนนี้ พี่ก็คงไม่ฟังอยู่ดี”
ไต้ฝุ่นกำพวงมาลัยแน่นขึ้นอีก เส้นเอ็นตรงข้อมือปูดขึ้นชัด แต่สีหน้าเขากลับนิ่งยิ่งกว่าเดิม นิ่งจนดูอันตราย
“สตางค์” เสียงเขาเรียบแต่กดต่ำจนเธอต้องหลับตาแน่น
เธอยังไม่ขยับ ยังไม่หัน ยังจงใจปล่อยให้บรรยากาศคุกรุ่นไปแบบนั้น ความเงียบของเธอเป็นเหมือนมีดที่ทิ่มเขาเรื่อยๆ และเขารู้ดีว่าเธอตั้งใจ
ไต้ฝุ่นพ่นลมหายใจแรงผ่านจมูก นิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบเสียยิ่งกว่าเดิม
“โอเค… ถ้าอยากเงียบ งั้นเงียบไปเลยก็ได้” รถเคลื่อนตัวออกจากไฟแดงแบบไม่รีบร้อน แต่แรงกดคันเร่งและท่าทางของเขาบอกชัดว่าเขาเริ่มจะหมดความอดทน
สตางค์จิกมือลงกับกระโปรงตัวเองแน่นขึ้น แต่ใบหน้ายังคงไร้อารมณ์ราวกับกำลังสวมเกราะบางๆ เพื่อไม่ให้ความรู้สึกใดๆ หลุดออกมาให้เขาเห็นอีก
ไต้ฝุ่นเหลือบมองเธอเป็นระยะ และยิ่งเห็นความเงียบแข็งๆ นั้น เขาก็ยิ่งหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างไม่พอใจ
“ดื้อแบบนี้… คิดว่าพี่จะใจอ่อนอีกเหรอ”
สตางค์ไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะกะพริบตาเร็วขึ้น เธอปล่อยให้เขาพูดคนเดียวเหมือนเขาไม่มีความหมาย เหมือนเขาไม่ได้มีอิทธิพลใดๆ ต่ออารมณ์เธอเลย
ทั้งที่ความจริง หัวใจเธอปวดหน่วงจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ไต้ฝุ่นขับรถต่อไปเรื่อยๆ อากาศระหว่างพวกเขาหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
เขาพูดเสียงเย็นจัด ชัดทุกคำ
“งั้นพี่จะถือว่าเราไม่อยากคุยกับพี่จริงๆ” และประโยคนั้นไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำตัดสิน คำตัดสินที่ทำให้อกสตางค์สั่นวูบ แม้เธอจะยังฝืนทำหน้าเรียบเฉยอยู่ก็ตาม
“เลิกสนใจตังค์เถอะค่ะ ถ้าในสายตาพี่ตังค์เป็นได้แค่ของตาย”
“หึ! ปากดีนี่”
“ไม่ได้ปากดี แต่พูดความจริง”
“เพิ่งรู้นะ ว่าเราเถียงเก่ง” ไต้ฝุ่นแสยะยิ้มมุมปาก “หรือบทลงโทษของพี่มันอ่อนไป?”
“แต่ตังค์ไม่ได้มองว่านั่นคือบทลงโทษ” เธอปรายตามองเขา “พี่แค่อยากได้ตังค์…ก็เท่านั้น”
“หึหึ ดี จะได้พูดกันง่ายๆ หน่อย”
THE ENDสองสัปดาห์หลังจากงานหมั้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เรียบง่าย ไม่มีแขก ไม่มีพิธี ไม่มีดอกไม้ประดับเต็มบ้าน มีเพียงวันธรรมดาที่เริ่มต้นและจบลงด้วยชื่อของกันและกันคอนโดใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ห้องขนาดพอดี ไม่ใหญ่โต แต่โปร่งสบาย แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาทุกวัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ที่ทั้งสองตั้งใจจะเรียกมันว่าบ้านอย่างจริงจังวันแรกที่สตางค์ย้ายเข้ามา เธอลากกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักเข้ามาในห้อง ไต้ฝุ่นยืนพิงผนัง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ หัวใจเต้นแรงกว่าตอนยืนในงานหมั้นเสียอีก“เอากระเป๋าไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดตู้ให้” เขาพูดพลางรับกระเป๋าจากมือเธอ สตางค์เดินสำรวจห้องช้าๆ นิ้วแตะขอบโต๊ะ ขอบโซฟา เหมือนกำลังทำความคุ้นเคย“มันรู้สึกแปลกนะคะ เหมือนมาอยู่บ้านตัวเองจริงๆ”ไต้ฝุ่นเงยหน้ามอง ก่อนจะเผลอยิ้มตาม“ก็บ้านเราแล้วนี่” คำว่า เรา หลุดออกมาง่ายดายจนทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ชีวิตร่วมกันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย ตอนเช้าไต้ฝุ่นตื่นก่อน อาสาทำกาแฟให้ ส่วนสตางค์เตรียมอาหารเช้าง่ายๆ บางวันเขาออก
บทที่ 44 หมั้นหมายสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นหลังจากวันที่ไต้ฝุ่นตัดสินใจเข้าไปคุยกับทางบ้านของสตางค์ เรื่องที่เคยหนักอึ้งในใจกลับค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความจริงใจของเขา และท่าทีสุขุมที่ไม่ค่อยได้เห็นจากไต้ฝุ่น ทำให้บรรยากาศวันนั้นผ่านไปด้วยดีและวันนี้ก็มาถึงเช้าวันหมั้น บ้านของสตางค์ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู โทนสีครีมและขาวถูกขับด้วยดอกไม้สดสีอ่อนที่จัดวางอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดอกมะลิและกุหลาบลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงพูดคุยเบาๆ ของญาติผู้ใหญ่ผสมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ทำให้บรรยากาศอบอุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธีสตางค์ในชุดไทยสีอ่อนนั่งอยู่ในห้องรับรอง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเขินอาย มือเล็กประสานกันแน่นบนตัก แม้จะดูนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกขณะเดียวกัน ไต้ฝุ่นยืนอยู่หน้าบ้านในชุดสูทสุภาพเรียบร้อย ผิดจากภาพลักษณ์ดิบๆ ที่ใครหลายคนคุ้นเคย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ แม้สีหน้าจะนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน“ใจเย็น
บทที่ 43 คนขี้อายผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงบนม้านั่งข้างๆ กับไต้ฝุ่นและไทเกอร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม“กาแฟมาแล้วครับคุณผู้ชาย” ซานแกล้งแซว แล้วเลื่อนแก้วกาแฟไปตรงหน้าเพื่อน“ตังค์ทอนล่ะ?” ไต้ฝุ่นแบมือขอเงินทอนคืนจากซาน แต่ซายกลับไหวไหล่เบาๆ“ไม่คืน ค่าเสียเวลาเดินไปซื้อ”“ไอ้ห่า ทำอย่างกับบ้านมึงจน”“มึงบอกกูเองนี่นา ว่าเงินทอนเหลือเอาอะไรมาก็ได้”“แล้วมึงซื้ออะไรมา”“ก็ซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง เอาไปไว้ที่รถแล้ว”“ไอ้นี่ มึงก็เห็นด้วยกับมันเหรอไอ้เสือ”“เปล่า กูไม่ได้สนใจมัน กูคุยโทรศัพท์กับชาอยู่”ไต้ฝุ่นลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้ามองรายงานตรงหน้า“พวกมึง”“ว่า/ว่า” ทั้งซานและไทเกอร์ขานรับพร้อมกัน“กูว่า…กูจะขอสตางค์หมั้นไว้ ดีไหมวะ”ซานกับไทเกอร์ชะงักไปพร้อมกัน บรรยากาศบนม้านั่งเงียบลงชั่วอึดใจ เหลือเพียงเสียงนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมา ซานเป็นคนแรกที่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ“เดี๋ยวนะ กูได้ยินถูกไหมว่า มึงจะขอน้องตัง์หมั้น?”ไทเกอร์ละสายตาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ เงยหน้ามองเพื่อนสนิท สีหน้าจริงจังกว่าซานเล็กน้อย“มึงแน่ใจแล้วเหรอฝุ่น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม”ไต้ฝุ่นไม่เ
บทที่ 42 สัมผัสที่คุ้นเคยแสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง ทาบลงบนเตียงที่ยังอุ่นจากร่องรอยของเมื่อคืน สตางค์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของไต้ฝุ่นในระยะใกล้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม ต่างจากตอนตื่นที่มักเจ้าเล่ห์เสมอเธอเผลอมองเขานานกว่าที่คิด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วขยับตัวจะลุก แต่ยังไม่ทันได้ขยับมากนัก แขนที่กอดอยู่ก็รั้งเธอกลับไป“จะหนีไปไหนตั้งแต่เช้า” เสียงงัวเงียกระซิบใกล้หู“ตังค์ไม่ได้หนีค่ะ แค่จะลุก” เธอตอบเบาๆ แต่ท่าทางที่ยังซบอยู่บนอกเขากลับสวนคำพูด ไต้ฝุ่นลืมตาขึ้น มองเธอจากมุมต่ำ รอยยิ้มขี้เกียจแต่แฝงความพอใจปรากฏชัด“เช้าแบบนี้พี่ว่าตรงนี้น่าอยู่กว่าเยอะ”สตางค์หัวเราะในลำคอ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยไหลลงมาข้างแก้ม เสื้อบางๆ ที่เธอสวมอยู่เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียนโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ตัวดีว่าเขามองอะไรอยู่“พี่ฝุ่นอย่ามองแบบนั้นสิคะ”“แบบไหน” เขาถามกลับ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “พี่แค่มองแฟนตอนเช้าเอง”คำว่า แฟน ทำให้หัวใจเธอสะดุดเล็กน้อย สตางค์เม้มริมฝีปาก แต่สายตาที่หลบกลับเต็มไปด้วยความเขินปนพอใจ“พูดเพรา
บทที่ 41 โหยหา NC+++ (100%)เสียงลมหายใจสอดประสานกันดังกลบความเงียบในห้องนั่งเล่น แสงไฟอุ่นส่องเงาคู่ของทั้งสองทาบทับบนผนังราวกับภาพที่คุ้นตา สตางค์หลับตาลง ปล่อยให้จังหวะที่เธอรู้จักดีพาอารมณ์ไหลไปข้างหน้า ทุกการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ร่างกายสื่อสารแทนความคิดได้ชัดเจนกว่าไต้ฝุ่นก้มกระซิบใกล้ใบหู เสียงต่ำพร่าทำให้หัวใจเธอสะดุด เขาไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย เหมือนรู้ดีว่าควรหยุดตรงไหนและควรไปต่อเมื่อไร ความคุ้นเคยทำให้ทุกสัมผัสมีความหมาย เป็นทั้งแรงดึงดูดและความไว้ใจที่ก่อตัวมานานสตางค์ขยับรับอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือเธอเกาะยึดเสื้อเขาไว้ราวกับสมอ ความร้อนระอุไม่ได้ปะทุเป็นไฟโหม แต่ค่อยๆ ซึมลึก เข้าถึงอารมณ์ในส่วนที่คำพูดแตะไม่ถึง เสียงหัวใจเต้นสอดรับกันเป็นจังหวะเดียว เร่าร้อน อ่อนหวาน และคุ้นเคยจนไม่ต้องตั้งคำถามในห้องที่เต็มไปด้วยเงาและแสง ทั้งสองปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งชั่วคราว เหลือเพียงความรู้สึกที่แนบแน่นและจังหวะที่รู้จักดี วินาทีนั้นไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการอยู่ตรงนี้ด้วยกัน“อื้อ~ พี่ฝุ่นอย่ากระแทกถี่ๆ แบบนี้สิ ตังค์จะเสร็จ” เธอกัดปากแน่น มือกำเข้าหากันจนข้อซีด
บทที่ 40 โหยหา NC ++รถเคลื่อนตัวออกจากสนามแข่งได้ไม่นาน สตางค์ก็หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ“เจ้าอ้วนเป็นยังไงบ้างคะ โตเท่าไรแล้วอะ”“หึ ก็สูงกว่าเดิม ผอมลงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วง กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับพี่แน่”“แหงสิคะ พี่ฝุ่นดุมันนี่นา”“หึหึ” ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตีไฟเลี้ยวไปอีกทาฃหนึ่ง ซึ่งสตางค์จำได้แม่นว่านั่นทางกลับคอนโดเขา“ไม่ได้จะพาตังค์กลับห้องเหรอ”“กลับสิทแต่เป็นห้องพี่”“ร้ายกาจนะคะ ตังค์จะเชื่อใจพี่ได้ไหมเนี่ย”ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก ไม่ตอบในทันที รถแล่นเรียบไปตามถนนยามเย็น แสงไฟสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้น สตางค์เผลอมองเงาสะท้อนบนกระจก เห็นสีหน้าเขานิ่งแต่แววตากลับอ่อนลงอย่างประหลาด“เชื่อใจพี่สิ” เสียงเขาต่ำลงนิดเดียว เหมือนตั้งใจให้ได้ยินแค่เธอ “ถ้าไม่เชื่อ พี่คงไม่กล้าพาตังค์มาทางนี้”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุด สตางค์เม้มปาก กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รถชะลอเข้าจอดริมทางเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไต้ฝุ่นดับเครื่อง ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ระยะใกล้เกินกว่าจะหลบสายตาได้“ทำไมมองแบบนั้นคะ” เธอถามเสียงเบา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไงเขาเอื้อมมือมาจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ เงี







