로그인บทที่ 4
รถของไต้ฝุ่นเลี้ยวเข้ามาในมหา’ลัยอย่างเนิบช้า ก่อนจะชะลอแล้วจอดนิ่งสนิทตรงหน้าอาคารคณะของสตางค์ เขาเอี้ยวตัวโน้มผ่านเหนือร่างบางไปปลดเข็มขัดนิรภัยให้ ทำให้ใบหน้าใกล้จนลมหายใจแทบกระทบกัน
“เงียบได้ก็เงียบไป” น้ำเสียงเย็นเฉียบดังขึ้น
“เงียบแน่ค่ะ ยังไงพี่ฝุ่นก็ไม่เข้าใจตังค์อยู่ดี” เธอตอบเรียบๆ แต่แฝงด้วยแง่งอนดื้อเงียบ
“ดี ถ้าคิดว่าพูดแล้วทำให้อารมณ์พี่ดีขึ้นไม่ได้ ก็หุบปากไปซะ”
สตางค์เหลือบตามองเขาอย่างท้าทายเล็กๆ ก่อนคว้ากระเป๋าขึ้นคล้องบ่า เปิดประตูลงจากรถอย่างไม่คิดจะเถียงต่อสักคำ แต่เสียงเข้มข้างหลังรั้งไว้ก่อน
“เดี๋ยวก่อน เย็นนี้ไปหาที่สนามแข่ง พี่ไม่อยากรอ ห้ามสาย”
“เอาไว้จะพิจารณาอีกรอบนะคะ ว่าควรไปดีไหม” เธอเน้นคำอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน
“หึ คิดยังไงก็เรื่องของตังค์ แต่พี่ต้องเห็นตังค์ที่นั่น” น้ำเสียงเขาไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งชัดเจน “หวังว่าจะเข้าใจที่พี่พูดนะ”
สตางค์ไม่ตอบ เธอหันหลังเดินเข้าอาคารเรียนอย่างใจเย็น หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายเพื่อนที่โทรเข้ามาพอดี
“รออยู่หน้าตึกแล้วกัน ส่งเลขบัญชีมาด้วย เดี๋ยวเราโอนให้”
(แกเถอะ โอเคไหมเนี่ย? เห็นหน้าพี่ไต้ฝุ่นเมื่อกี้แล้วขนหัวฉันลุกเลย)
“โอเค มันปกติแล้วล่ะ” เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องชินชา
(อืมๆ ใกล้ถึงแล้ว แล้วเจอกัน)
เมื่อถึงหน้าลิฟต์ สตางค์ก้มมองมือถือไถหน้าจอเรื่อยเปื่อย จนสายตาสะดุดกับสตอรีของไต้ฝุ่นที่เพิ่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ เธอไม่ได้กดเข้าไปดูตรงๆ แต่หรี่ตาอ่านผ่านประโยคที่เขาโพสต์ ทำนองว่าเย็นนี้แข่งรถ หาสาวสวยมาโบกธงให้หน่อย
มุมปากสตางค์ยกขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มรู้ทัน รอยยิ้มที่ทั้งเย็นชาและไม่คิดจะเล่นตามเกมของเขาง่ายๆ ก่อนที่เธอจะกดปิดหน้าจอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าอย่างไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว
16:20 น. สนามแข่ง
ช่วงเย็นอากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ไต้ฝุ่นนั่งอยู่บนขอบกระโปรงรถแข่งคันโปรด ใบหน้าคมเคร่งขรึมปนหงุดหงิดหน่อยๆ สายตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออยู่เป็นระยะราวกับรออะไรบางอย่าง
“มายัง?” เขาถามเสียงเรียบ ทั้งที่ความไม่พอใจฉายชัดในแววตา พร้อมหันไปมองรุ่นน้องที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในโซนเตรียมแข่ง
“ยังครับพี่ฝุ่น ยังไม่เห็นน้องตังค์เข้ามาในสนามเลยครับ”
“อืม…” เขาตอบแผ่วๆ แต่แววตาวูบวาบขึ้นนิดหนึ่ง
ไม่นาน เสียงของซานดังขึ้นข้างหลังเหมือนตั้งใจแกล้งให้สะดุ้ง
“ไอ้ฝุ่น!”
ไต้ฝุ่นหันไปตามเสียง เห็นเพื่อนสนิทยกมือขึ้นทำท่าขอโทษล่วงหน้า
“ขอโทษที่มาช้า พอดีกูแวะไปส่งไอ้เสือก่อน”
“อ้าว ไหนมันบอกว่าจะมาดูกูแข่งไง” ไต้ฝุ่นเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ซานส่ายหน้าพร้อมทำหน้าเอือมๆ
“มันเปลี่ยนใจกะทันหัน น้องชาอยากไปเดินตลาดนัด ไอ้เสือเลยต้องรีบพาไปก่อน ทำคะแนนหน่อย เดี๋ยวเมียไม่รัก มึงก็รู้ว่าคดีมันเยอะอยู่”
ไต้ฝุ่นยกมุมปากขึ้นนิดๆ อย่างรู้ทัน
“เออ เข้าใจได้”
ซานกวาดตามองรอบๆ แล้วหันกลับมามองหน้าเพื่อน
“แล้วนี่… ไม่มีสาวสวยมาให้กำลังใจมึงหน่อยเหรอ”
คำถามนั้นเหมือนจงใจแทงใจดำ ทำเอาไต้ฝุ่นนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมานิ่งเฉยดังเดิม
หลายนาทีต่อมา
เสียงเครื่องยนต์จากในลู่วอร์มอัพดังสนั่นเป็นระยะ กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงลอยอวลในอากาศ ผู้คนเดินขวักไขว่ตามสไตล์สนามแข่งยามเย็น แต่สายตาไต้ฝุ่นกลับยังคงกวาดหาเพียงเงาของใครบางคนอย่างไม่รู้ตัว
จนกระทั่งรุ่นน้องคนเดิมรีบวิ่งกลับเข้ามา
“พี่ฝุ่น! เหมือนน้องตังค์จะมาแล้วครับ!”
ไต้ฝุ่นหันขวับ แววตาที่พยายามทำเป็นไม่สนใจมาตลอดกลับสว่างวาบขึ้นโดยไม่ทันซ่อน
สตางค์เดินเข้ามาทางประตูสนามด้วยก้าวเร็วๆ ผมยาวถูกรวบขึ้นลวกๆ ตามสไตล์คนรีบ แต่นั่นกลับทำให้เธอดูโดดเด่นกว่าใครในบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมา เธอกระชับสายกระเป๋าและหอบหายใจเบาๆ เหมือนเพิ่งเร่งฝ่าเสียงจราจรและการจราจลของผู้ชมมาให้ทัน
ซานเป็นคนเห็นก่อนจึงเอ่ยแซวเพื่อนขำๆ
“นั่นไง กำลังใจของมึงมาแล้ว”
คำแซวนั้นทำให้ไต้ฝุ่นต้องเสมองไปทางอื่น แต่กลับควบคุมมุมปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
สตางค์กวาดสายตาหาเขาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะสบตาคมของไต้ฝุ่นเข้าพอดี เธอชะงักเล็กน้อยเหมือนจะลังเล ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าที่พยายามทำให้เรียบเฉยที่สุดทั้งที่หัวใจเต้นแรงกว่าเสียงเครื่องรถในสนาม
เมื่อมาหยุดตรงหน้าเขา เธอก็สูดลมหายใจลึก
“พอดีรถติดค่ะ ตังค์เลยมาช้านิดหน่อย” เธอตอบเสียงเรียบ พลางหันไปยิ้มทักทายซาน
ไต้ฝุ่นมองเธอเงียบๆ อยู่หนึ่งจังหวะ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเย็นแต่ฟังดูเบาลงกว่าเดิมแบบที่เจ้าตัวคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ก็ดีที่ยังจำทางมาได้ นึกว่าจะต้องไปรับซะแล้ว”
สตางค์เบือนหน้าหนีเล็กน้อย แต่ปลายหูกลับแดงจัด
“มาเองถูกค่ะ เพราะก็ไม่ได้มาครั้งนี้เป็นครั้งแรก” เธอตอบกลับทันควัน
ซานยืนมองฉากตรงหน้าแล้วแอบยิ้มมุมปาก
“โอ้โห…ตึงเกินทั้งคู่ กูยืนยังรู้สึกไฟฟ้าสถิตเลย”
ไต้ฝุ่นยืนพิงกระโปรงรถ แขนทั้งสองข้างกอดอกไว้หลวมๆ สีหน้านิ่งสนิทจนอ่านไม่ออกว่าเขาดีใจที่เธอมาหรือแค่หงุดหงิดที่เธอมาช้า
สตางค์เองก็ไม่ยอมแพ้ เธอปรับสีหน้าให้เรียบที่สุดก่อนจะเอียงคอถามเสียงเบา
“มีอะไรไม่พอใจหรือเปล่าคะ”
“เปล่า” เขาตอบทันที น้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับปิดประตูใส่หน้าเธอ “แค่คิดว่าถ้าไม่มาก็จะได้ไม่ต้องรอ”
คำพูดนั้นทำเอาสตางค์ชะงักไปนิดเดียว แต่เธอรีบปรับสีหน้าให้แข็งขึ้นทันที
“ไม่ต้องรอแต่แรกก็ได้ค่ะ ตังค์ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะมา และไม่ได้ขอให้พี่ฝุ่นรอ”
ซานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับเบิกตา สองคนนี้นัดกันมาทะเลาะกันใช่ไหม?
ไต้ฝุ่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เหมือนคำพูดของเธอไม่สะทกสะท้านเขาแม้แต่น้อย
“ก็ดี จะได้รู้ว่าครั้งหน้าไม่ต้องชวนแล้ว”
สตางค์ยกคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเรียบกริบ
“ไม่ต้องชวนก็ได้ค่ะ ตังค์ก็ไม่ได้อยากมาอยู่แล้ว”
ความตึงเครียดระหว่างทั้งคู่หนาแน่นจนเหมือนอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง ซานถึงกับแอบถอยออกมาเงียบๆ ให้มีพื้นที่ดรามากันเอง แต่ทันใดนั้น ไต้ฝุ่นก็โน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย ใกล้พอให้สตางค์ต้องกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว แววตาคมวาบคล้ายกำลังท้าทาย
“งั้นเดิมพันกันหน่อยไหมล่ะ”
สตางค์ขมวดคิ้ว
“เดิมพันอะไร”
ไต้ฝุ่นยกยิ้มมุมปากแบบเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่เขาเคยยิ้มใส่เธอ
“ถ้าพี่แข่งชนะรอบนี้… ตังค์ต้องยอมไปกับพี่หนึ่งที่ ไม่ปฏิเสธ ไม่บ่น ไม่เถียง”
สตางค์ตอบทันทีโดยไม่หลบตา
“แล้วถ้าพี่แพ้ล่ะ”
“ถ้าแพ้…” เขาไล่สายตามองเธอช้าๆ ราวกับพิจารณาคู่ต่อสู้ “ตังค์อยากให้พี่ทำอะไร ก็ว่ามา”
ซานยืนอ้าปากค้าง ไอ้นี่มันบ้าหรือโคตรมั่นใจวะเนี่ย?
แต่สตางค์กลับยืนตัวตรง ตอบกลับด้วยเสียงเย็นพอๆ กับเขา
“งั้นก็แข่งให้ชนะให้ได้แล้วกัน… พี่ฝุ่น”
ไต้ฝุ่นยกมุมปากขึ้นอีกครั้ง ล็อกสายตากับเธอราวกับมีไฟลุกอยู่ข้างใน
“จำคำพูดตัวเองไว้ด้วยล่ะ สตางค์”
THE ENDสองสัปดาห์หลังจากงานหมั้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เรียบง่าย ไม่มีแขก ไม่มีพิธี ไม่มีดอกไม้ประดับเต็มบ้าน มีเพียงวันธรรมดาที่เริ่มต้นและจบลงด้วยชื่อของกันและกันคอนโดใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ห้องขนาดพอดี ไม่ใหญ่โต แต่โปร่งสบาย แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาทุกวัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ที่ทั้งสองตั้งใจจะเรียกมันว่าบ้านอย่างจริงจังวันแรกที่สตางค์ย้ายเข้ามา เธอลากกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักเข้ามาในห้อง ไต้ฝุ่นยืนพิงผนัง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ หัวใจเต้นแรงกว่าตอนยืนในงานหมั้นเสียอีก“เอากระเป๋าไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดตู้ให้” เขาพูดพลางรับกระเป๋าจากมือเธอ สตางค์เดินสำรวจห้องช้าๆ นิ้วแตะขอบโต๊ะ ขอบโซฟา เหมือนกำลังทำความคุ้นเคย“มันรู้สึกแปลกนะคะ เหมือนมาอยู่บ้านตัวเองจริงๆ”ไต้ฝุ่นเงยหน้ามอง ก่อนจะเผลอยิ้มตาม“ก็บ้านเราแล้วนี่” คำว่า เรา หลุดออกมาง่ายดายจนทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ชีวิตร่วมกันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย ตอนเช้าไต้ฝุ่นตื่นก่อน อาสาทำกาแฟให้ ส่วนสตางค์เตรียมอาหารเช้าง่ายๆ บางวันเขาออก
บทที่ 44 หมั้นหมายสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นหลังจากวันที่ไต้ฝุ่นตัดสินใจเข้าไปคุยกับทางบ้านของสตางค์ เรื่องที่เคยหนักอึ้งในใจกลับค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความจริงใจของเขา และท่าทีสุขุมที่ไม่ค่อยได้เห็นจากไต้ฝุ่น ทำให้บรรยากาศวันนั้นผ่านไปด้วยดีและวันนี้ก็มาถึงเช้าวันหมั้น บ้านของสตางค์ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู โทนสีครีมและขาวถูกขับด้วยดอกไม้สดสีอ่อนที่จัดวางอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดอกมะลิและกุหลาบลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงพูดคุยเบาๆ ของญาติผู้ใหญ่ผสมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ทำให้บรรยากาศอบอุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธีสตางค์ในชุดไทยสีอ่อนนั่งอยู่ในห้องรับรอง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเขินอาย มือเล็กประสานกันแน่นบนตัก แม้จะดูนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกขณะเดียวกัน ไต้ฝุ่นยืนอยู่หน้าบ้านในชุดสูทสุภาพเรียบร้อย ผิดจากภาพลักษณ์ดิบๆ ที่ใครหลายคนคุ้นเคย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ แม้สีหน้าจะนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน“ใจเย็น
บทที่ 43 คนขี้อายผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงบนม้านั่งข้างๆ กับไต้ฝุ่นและไทเกอร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม“กาแฟมาแล้วครับคุณผู้ชาย” ซานแกล้งแซว แล้วเลื่อนแก้วกาแฟไปตรงหน้าเพื่อน“ตังค์ทอนล่ะ?” ไต้ฝุ่นแบมือขอเงินทอนคืนจากซาน แต่ซายกลับไหวไหล่เบาๆ“ไม่คืน ค่าเสียเวลาเดินไปซื้อ”“ไอ้ห่า ทำอย่างกับบ้านมึงจน”“มึงบอกกูเองนี่นา ว่าเงินทอนเหลือเอาอะไรมาก็ได้”“แล้วมึงซื้ออะไรมา”“ก็ซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง เอาไปไว้ที่รถแล้ว”“ไอ้นี่ มึงก็เห็นด้วยกับมันเหรอไอ้เสือ”“เปล่า กูไม่ได้สนใจมัน กูคุยโทรศัพท์กับชาอยู่”ไต้ฝุ่นลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้ามองรายงานตรงหน้า“พวกมึง”“ว่า/ว่า” ทั้งซานและไทเกอร์ขานรับพร้อมกัน“กูว่า…กูจะขอสตางค์หมั้นไว้ ดีไหมวะ”ซานกับไทเกอร์ชะงักไปพร้อมกัน บรรยากาศบนม้านั่งเงียบลงชั่วอึดใจ เหลือเพียงเสียงนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมา ซานเป็นคนแรกที่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ“เดี๋ยวนะ กูได้ยินถูกไหมว่า มึงจะขอน้องตัง์หมั้น?”ไทเกอร์ละสายตาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ เงยหน้ามองเพื่อนสนิท สีหน้าจริงจังกว่าซานเล็กน้อย“มึงแน่ใจแล้วเหรอฝุ่น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม”ไต้ฝุ่นไม่เ
บทที่ 42 สัมผัสที่คุ้นเคยแสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง ทาบลงบนเตียงที่ยังอุ่นจากร่องรอยของเมื่อคืน สตางค์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของไต้ฝุ่นในระยะใกล้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม ต่างจากตอนตื่นที่มักเจ้าเล่ห์เสมอเธอเผลอมองเขานานกว่าที่คิด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วขยับตัวจะลุก แต่ยังไม่ทันได้ขยับมากนัก แขนที่กอดอยู่ก็รั้งเธอกลับไป“จะหนีไปไหนตั้งแต่เช้า” เสียงงัวเงียกระซิบใกล้หู“ตังค์ไม่ได้หนีค่ะ แค่จะลุก” เธอตอบเบาๆ แต่ท่าทางที่ยังซบอยู่บนอกเขากลับสวนคำพูด ไต้ฝุ่นลืมตาขึ้น มองเธอจากมุมต่ำ รอยยิ้มขี้เกียจแต่แฝงความพอใจปรากฏชัด“เช้าแบบนี้พี่ว่าตรงนี้น่าอยู่กว่าเยอะ”สตางค์หัวเราะในลำคอ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยไหลลงมาข้างแก้ม เสื้อบางๆ ที่เธอสวมอยู่เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียนโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ตัวดีว่าเขามองอะไรอยู่“พี่ฝุ่นอย่ามองแบบนั้นสิคะ”“แบบไหน” เขาถามกลับ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “พี่แค่มองแฟนตอนเช้าเอง”คำว่า แฟน ทำให้หัวใจเธอสะดุดเล็กน้อย สตางค์เม้มริมฝีปาก แต่สายตาที่หลบกลับเต็มไปด้วยความเขินปนพอใจ“พูดเพรา
บทที่ 41 โหยหา NC+++ (100%)เสียงลมหายใจสอดประสานกันดังกลบความเงียบในห้องนั่งเล่น แสงไฟอุ่นส่องเงาคู่ของทั้งสองทาบทับบนผนังราวกับภาพที่คุ้นตา สตางค์หลับตาลง ปล่อยให้จังหวะที่เธอรู้จักดีพาอารมณ์ไหลไปข้างหน้า ทุกการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ร่างกายสื่อสารแทนความคิดได้ชัดเจนกว่าไต้ฝุ่นก้มกระซิบใกล้ใบหู เสียงต่ำพร่าทำให้หัวใจเธอสะดุด เขาไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย เหมือนรู้ดีว่าควรหยุดตรงไหนและควรไปต่อเมื่อไร ความคุ้นเคยทำให้ทุกสัมผัสมีความหมาย เป็นทั้งแรงดึงดูดและความไว้ใจที่ก่อตัวมานานสตางค์ขยับรับอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือเธอเกาะยึดเสื้อเขาไว้ราวกับสมอ ความร้อนระอุไม่ได้ปะทุเป็นไฟโหม แต่ค่อยๆ ซึมลึก เข้าถึงอารมณ์ในส่วนที่คำพูดแตะไม่ถึง เสียงหัวใจเต้นสอดรับกันเป็นจังหวะเดียว เร่าร้อน อ่อนหวาน และคุ้นเคยจนไม่ต้องตั้งคำถามในห้องที่เต็มไปด้วยเงาและแสง ทั้งสองปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งชั่วคราว เหลือเพียงความรู้สึกที่แนบแน่นและจังหวะที่รู้จักดี วินาทีนั้นไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการอยู่ตรงนี้ด้วยกัน“อื้อ~ พี่ฝุ่นอย่ากระแทกถี่ๆ แบบนี้สิ ตังค์จะเสร็จ” เธอกัดปากแน่น มือกำเข้าหากันจนข้อซีด
บทที่ 40 โหยหา NC ++รถเคลื่อนตัวออกจากสนามแข่งได้ไม่นาน สตางค์ก็หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ“เจ้าอ้วนเป็นยังไงบ้างคะ โตเท่าไรแล้วอะ”“หึ ก็สูงกว่าเดิม ผอมลงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วง กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับพี่แน่”“แหงสิคะ พี่ฝุ่นดุมันนี่นา”“หึหึ” ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตีไฟเลี้ยวไปอีกทาฃหนึ่ง ซึ่งสตางค์จำได้แม่นว่านั่นทางกลับคอนโดเขา“ไม่ได้จะพาตังค์กลับห้องเหรอ”“กลับสิทแต่เป็นห้องพี่”“ร้ายกาจนะคะ ตังค์จะเชื่อใจพี่ได้ไหมเนี่ย”ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก ไม่ตอบในทันที รถแล่นเรียบไปตามถนนยามเย็น แสงไฟสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้น สตางค์เผลอมองเงาสะท้อนบนกระจก เห็นสีหน้าเขานิ่งแต่แววตากลับอ่อนลงอย่างประหลาด“เชื่อใจพี่สิ” เสียงเขาต่ำลงนิดเดียว เหมือนตั้งใจให้ได้ยินแค่เธอ “ถ้าไม่เชื่อ พี่คงไม่กล้าพาตังค์มาทางนี้”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุด สตางค์เม้มปาก กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รถชะลอเข้าจอดริมทางเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไต้ฝุ่นดับเครื่อง ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ระยะใกล้เกินกว่าจะหลบสายตาได้“ทำไมมองแบบนั้นคะ” เธอถามเสียงเบา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไงเขาเอื้อมมือมาจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ เงี







